เจาะลึกแท็คติกซิโก้ : 'มรดก' ที่ทิ้งไว้ในซูซูกิ คัพ 2016

ผู้สื่อข่าวของโฟร์โฟร์ทู ไทยแลนด์ ได้อยู่ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน เพื่อชม "ช้างศึก" สยบทัพอิเหนาในนัดชิงชนะเลิศเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 

การกลับมาของ '3-4-1-2' 

เกมนี้ทีมชาติไทยปรับแผนจาก 4-3-3 มาเป็น 3-4-1-2 เมื่อได้ ธนบูรณ์ เกษารัตน์ กลับมายืนเป็นสวีปเปอร์อีกครั้ง ขณะที่ ประทุม ชูทอง, ชาริล ชัปปุยส์ และ สิโรจน์ ฉัตรทอง ได้ยืนเป็นตัวจริง

ซึ่งการกลับมาของ “เจ้าตั้ม” ทำให้แผนกองหลัง 3 คนสมบูรณ์แบบ เมื่อทำหน้าที่นายใหญ่คุมแผงหลัง รวมถึงเก็บตกบอลจังหวะสองหรือลูกที่หลุดเข้ามาทางปีกได้อย่างเนียนตา ทำให้ ริซกี้ โปร่า แมน ออฟ เดอะ แมตช์ เกมที่แล้วถึงกับเล่นไม่ออก เพราะการจัดระเบียบแนวรับที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ขณะที่ชัปปุยส์ก็ปักหลักอยู่ตรงหน้าแผงหลังเป็นส่วนใหญ่ และเน้นการออกบอลยาวในการเล่นเกมรุกมากกว่าจะควบตะบึงไปข้างหน้า สร้างความอุ่นใจให้กับแนวรับได้อีกแรงหนึ่ง

โดยจอมทัพลูกครึ่งไทย-สวิสก็ได้กล่าวถึงบทบาทของตัวเองว่า "มันค่อนข้างต่างจากเมื่อ 2 ปีก่อน ผมเล่นต่างไปจากเดิม ผมใช้การวางบอลยาวและเล่นเกมรับมากขึ้น"

อย่างไรก็ตามการทำเกมของ ชนาธิป สรงกระสินธ์ ยังคงเป็นปัญหา เมื่อต้องเจอกับการเข้าหนักและการรุมกินโต๊ะของผู้เล่นอินโดนีเซียตลอดมาตั้งแต่เลกแรก เช่นเดียวกับ ธีราทร บุญมาทัน เจ้าของผลงาน 4 แอสซิสต์ สูงสุดในรายการนี้ที่โดนอัดตอนเริ่มเกม

แต่ "เจ้าอุ้ม" ก็ก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป และก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ “ช้างศึก” ได้ประตูที่รอคอย เมื่อเจ้าตัวเปิดบอลเข้ากลางแล้วกองหลังฝั่งตรงข้ามเคลียร์บอลมาโดนตัว สิโรจน์ ฉัตรทอง เปลี่ยนทางตุงตาข่าย…

'ปีโป้' แจ้งเกิดเต็มตัว

แม้ประตูแรกของเกมที่เกิดขึ้นจากศูนย์หน้าร่างยักษ์นั้นจะมีดวงเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความสำคัญ ไม่ใช่แค่ในแง่ของทีมที่สกอร์กลับมาเท่ากันที่ 2-2 พร้อมกับถือไพ่เหนือกว่าด้วยกฏประตูทีมเยือนแล้ว ยังมีผลต่อความมั่นใจของหัวหอกวัย 24 ปีด้วย

เพราะหลังจากนั้นเจ้าตัวก็เล่นได้เข้าที่เข้าทาง กล้าเลี้ยงกล้าลุย จนตามมาซึ่งประตูสุดงามที่จัดการปั่นโค้งอ้อมแนวรับฝั่งตรงข้ามเสียบเสาไกลผ่านมือ คูร์เนีย ไมก้า นายด่านอิเหนาเข้าไปอย่างเด็ดขาด

แม้สิโรจน์จะยอมรับว่าทางโค้ชซิโก้หรือแม้กระทั่งคู่หูรุ่นพี่ในแดนหน้าอย่าง ธีรศิลป์ แดงดา ไม่ได้ติวอะไรให้เป็นพิเศษ แต่ดาวยิงเมืองทองก็ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับตน “พี่มุ้ยบอกให้ผมเล่นเป็นตัวเอง เขาจะคอยช่วยสนับสนุน” แข้งอุบล ยูเอ็มที กล่าว

ถึงสกอร์จะนำอยู่ด้วยสกอร์รวม 3-2 แต่อินโดนีเซียก็ยังมีความหวัง เพราะหากตีไข่แตกได้ก็ยังมีลุ้นต่อ นั่นทำให้ อัลเฟรด รีเดิ้ล ส่ง เลอร์บี้ เอเลียนดรี้ กับ เฟอร์ดินานด์ ซินาก้า สองกองหน้าลงมาในนาทีที่ 64 และ 73 แล้วปรับมาเล่น 4-2-4 ถ่าง โบอาซ โซลอสซ่า เป็นกองหน้าฝั่งซ้าย และขยับ สเตฟาโน่ ลิลิปาลี่ ขึ้นมาเป็นกองหน้าฝั่งขวา

ซึ่งนั่นก็ทำให้กองหลังไทยเองก็หวั่นๆใจเหมือนกัน โดยเฉพาะช่วง 10 นาทีสุดท้าย “พอเราได้จุดโทษ แล้วไม่ได้ลูกที่ 3 ก็เป็นการกดดันเราไปในตัวว่า ถ้าเกิดเราเสียอีกลูกเราก็ต้องเหนื่อยกันต่อ ทุกคนก็เลยเกร็งๆกันไปนิดนึง” ประทุม ชูทอง กล่าว

อย่างไรก็ตาม การช่วยกันซ้อนของแนวรับ รวมถึงการไล่เพรสซิ่งตั้งแต่แดนหน้า ทำให้การเล่นไดเร็กต์ของทัพอิเหนา ไม่สามารถทำอะไรได้ในช่วงที่เหลือ

มรดกตกทอด

“เราวางแผนไม่ใช่แค่เกมเดียว เราวางตั้งแต่เกมแรก เดือนนี้เราต้องเล่น 8 แมตช์รวมบอลโลกรอบคัดเลือก เราพยายามโรเตชั่นเพื่อไม่ให้กรอบ ให้ล้า” ซิโก้พูดถึงการกลับมาใช้บริการสิโรจน์เป็นตัวจริง และให้ชัปปุยส์ลงมาตั้งแต่ต้นเกม

"นั่นคือสิ่งที่ได้เห็นตั้งแต่รอบแรก เราเล่นกับพม่ารอบรองทั้งสองเกมกับรอบชิงชนะเลิศ ทุกคนส่งข้อมูลให้ผมเป็นแสน จัดตัวผู้เล่นให้ผมเยอะมากเลย นี่คือสิ่งที่ทำให้ผมทำงานยากมาก เพราะว่ามันไม่ถูกใจทุกคน”

“ผมก็พยายามบอกน้องๆทุกคนว่าใครทำงานก่อนทำงานหลัง เราต้องการให้โป้มาฉายแสงนัดชิง อยากให้ชัปปุยส์ได้มาเล่นแมตช์ชิงที่เขายิงได้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว เขาก็บอกผมตลอดว่ายังมั่นใจจะทำได้ในแมตช์ชิง"

"อย่างที่เห็นว่าโป้ เป็นเด็กคนเดียวที่ไม่เคยผ่านเยาวชนทีมชาติมา กระโดดจากดิวิชั่น 1 มาทีมชาติชุดใหญ่เลย ก้าวข้ามขั้นตอนมาก เราก็กลัวว่าโป้จะหลงระเริง เราก็เลยให้เขาลง 15 นาทีบ้าง 20 นาทีบ้าง ครั้งแรกบ้างครึ่งหลังบ้าง”

"ก็ต้องขอบคุณน้องๆมากที่บางครั้งต้องตกเป็นตัวสำรองแต่ไม่เคยปริปากบ่น”

“ถึงตรงนี้เชื่อว่า การได้แชมป์ซูซูกิ คัพ ก็ทำให้เรามั่นใจมากขึ้นในฟุตบอลโลก 5 เกมที่เหลือ เมื่อเรามีเกมเหย้า 3 และเกมเยือนอีก 2 เกม เราก็จะทำให้ดีที่สุด”

ด้วยระยะเวลาสัญญาที่เหลือ 2 เดือนของ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง อาจทำให้อนาคตของ “ช้างศึก” ยังไม่ชัดเจน แต่อย่างน้อยสิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรมจับต้องได้ในยุคของเขาก็คือความสำเร็จ, ขุมกำลัง และแนวทางการเล่นต่อบอลที่ชัดเจนอันเป็นพื้นฐานที่ช่วยให้ทีมสามารถพัฒนาต่อไปได้อีกในอนาคต...