เจ็บแต่จบ : เมื่อการแยกทางกับแมนฯยูคือทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเดปาย

Memphis Depay

เซบ สแตฟฟอร์ด-บลัวร์ คอลัมนิสต์ของเราอธิบายถึงวิธีดูแลผู้เล่นดาวรุ่งในยุคนี้ และเหตุใดการที่ปีกชาวดัตช์ล้มเหลวที่ "โอลด์ แทรฟฟอร์ด" อาจส่งผลดีต่ออนาคตของเขา

ความสัมพันธ์ระหว่าง เมมฟิส เดปาย กับ แมนฯยูฯ ดูเหมือนจะมาถึงจุดจบเต็มที เขาแทบไม่มีบทบาทในทีมเลยนับตั้งแต่ โชเซ มูรินโญ เข้ามาทำทีม และทำท่าว่าจะย้ายทีมในเดือนมกราคมนี้ค่อนข้างแน่ หากสโมสรได้รับข้อเสนอที่น่าพอใจ

มูรินโญมีรูปแบบการสร้างทีมของตัวเอง เมื่อใดก็ตามที่เขาเริ่มไม่เชื่อใจดาวรุ่ง เขาแทบไม่ทำอย่างอื่นนอกจากจับนักเตะคนนั้นแยกออกจากทีม โรเมลู ลูกากู คือตัวอย่างที่ชัดเจนในเรื่องนี้ เควิน เดอ บรอยน์ คืออีกหนึ่งตัวอย่าง ทั้งคู่ได้รับอนุญาตให้ย้ายออกจากเชลซีและกลายเป็นเหยื่อของมูรินโญในตอนนั้น

บางทีวันหนึ่งเดปายอาจเป็นรายต่อไป เขายังเด็กเกินไปกับการละเลยความเสื่อมถอยของตัวเองที่ยูไนเต็ด นี่คือผลสืบเนื่องของความห่างระหว่างเอเรดิวิชีลีกกับพรีเมียร์ลีก

Memphis Depay, Louis van Gaal

เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา

นักฟุตบอลที่แขวนสตั๊ดไปแล้วล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเส้นทางของผู้เล่นอคาเดมีกับทีมชุดใหญ่นั้นราบเรียบในเกมยุคใหม่

หนึ่งในเบื้องหลังของนักฟุตบอลในยุคนี้ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือการดูแลพัฒนาการของผู้เล่น บางสโมสรเริ่มตอบโต้วัฒนธรรมเน้นฐานะภายนอกของผู้เล่นสมัยใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการระบุจำนวนเกมที่ลงเล่นในค่าจ้าง พร้อมทั้งสั่งห้ามใช้รถยนต์หรูและของฟุ่มเฟือยอย่างอื่นด้วย

นี่มันอาจไม่ใช่การสร้างความเปลี่ยนแปลงในระยะยาว แต่อย่างน้อยการควบคุมอีโก้ของนักเตะถูกใช้ตรงจุด มันอาจไม่ได้ส่งผลดีมากมายนัก แต่มันไม่ส่งผลร้ายกลับมาแน่นอน

ความท้าทายที่ใหญ่กว่านั้นคือการช่วยผู้เล่นในรุ่นถัดไปจัดการปัญหานี้อย่างชาญฉลาด นักฟุตบอลที่แขวนสตั๊ดไปแล้วล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เส้นทางของผู้เล่นอคาเดมีกับทีมชุดใหญ่นั้นราบเรียบในเกมยุคใหม่ เรื่องเลวร้ายในอดีตทั้งพิธีการอันโหดร้ายและการข่มเหงรังแกกันมันหายไปแล้ว เพราะสโมสรตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมมากกว่าแต่ก่อน

England Iceland

แต่ถ้ามันมีข้อเสียมันคงเป็นผลที่ตามมาภายหลัง การไม่เขียนกฎระเบียบแบ่งแยกระหว่างผู้เล่นอายุมากและอายุน้อย นั่นทำให้โค้ชต้องเคารพความรู้สึกและการตอบสนองทางอารมณ์ของนักเตะมากขึ้น ในอีก 10-20 ปีนับจากนี้ อัตชีวประวัติของนักเตะคงไม่มีการเล่าถึงความยากเข็ญจากการถูกสั่งสอนตอนเป็นเยาวชนแล้ว พวกเขาคงรำลึกความลำบากอะไรไม่ได้นอกจากความผิดหวัง

การรับรสความผิดหวังครั้งแรก

ในปี 2016 ผู้เล่นสมัยใหม่นั้นอ่อนโยนมากขึ้นจนบางทีความสามารถในการรับมือกับคำวิจารณ์ลดน้อยลง

มันไม่ได้เป็นเรื่องดีเสมอไป ฟิล เนวิลล์ กับ สตีฟ แม็คมานานมาน เพิ่งให้สัมภาษณ์กับ เกรแฮม ฮันเตอร์ เมื่อปี 2016 เกี่ยวกับประสบการณ์ในทีมเยาวชนของแมนฯยูฯและลิเวอร์พูล ทั้งคู่พูดว่าทีมของพวกเขาให้ความสำคัญกับมาตรฐานการฝึกด้านเทคนิค แต่ยอมรับว่าเจอช่วงเวลาที่ยากลำบากและเสียใจจากการถูกปฏิบัติอย่างรุนแรงในระหว่างเรียนรู้เช่นกัน

ในขณะที่กรณีอื่นมันกลับส่งผลร้ายมากกว่าผลดี มันเป็นการเตรียมความพร้อมให้นักเตะสำหรับเข้าสู่โลกของมืออาชีพและช่วยให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ในปี 2016 ผู้เล่นสมัยใหม่นั้นอ่อนโยนมากขึ้นจนบางทีความสามารถในการรับมือกับคำวิจารณ์ลดน้อยลง

Steve McManaman

ผู้เล่นดาวรุ่งพุ่งขึ้นสู่ระดับท็อปอย่างรวดเร็ว ทั้งในรายของ ลูกากู, เดอ บรอยน์ และ เดปาย ต่างถูกมองว่าเป็นผู้เล่นพิเศษจากกลุ่มแข้งอายุน้อยและถูกทีมใหญ่เซ็นสัญญาร่วมทีมด้วยค่าตัวมหาศาล

อุปสรรคในอาชีพของทั้งสามคนนั้นเหมือนกันมากในช่วงเริ่มต้น นั่นคือถูกสโมสรที่เซ็นไปปฏิเสธ นอกเหนือจากความยากลำบากที่เจอในวัยเด็กแล้ว นี่คงเป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้สัมผัสกับความโหดร้ายของฟุตบอล

ปลาใหญ่ในบ่อน้อย

แม้ว่าเขายังไม่สมบูรณ์แบบแต่การเล่นของเขาพัฒนาขึ้นนับตั้งแต่ได้รับการดูแลจากโค้ชที่มีสไตล์ต่างออกไป

มีรายงานว่าหนึ่งในความตึงเครียดระหว่างลูกากูกับมูรินโญนั้นเกี่ยวกับกรณีศึกษาในอดีตกองหน้าเบลเยียมมีความทะเยอทะยานอย่างแรงกล้า เขาศึกษาวิธีการเล่นของศูนย์หน้าที่ตัวเองชื่นชอบและหวังว่าวันหนึ่งจะก้าวไปอยู่ในจุดเดียวกัน แต่โค้ชชาวโปรตุกีสกลับตีความตรงข้ามกับแท็คติคของตัวเอง เขาไม่ใช่โค้ชที่ปล่อยนักเตะเล่นตามใจตัวเองและไม่อดทนต่ออะไรทั้งนั้นนอกจากนักเตะต้องเล่นตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด

Jose Mourinho, Romelu Lukaku

สถิติการทำประตูของลูกากูน่าประทับใจเช่นเดียวกับความสามารถในการจบสกอร์ แม้ว่าเขายังไม่สมบูรณ์แบบแต่การเล่นของเขาพัฒนาขึ้นนับตั้งแต่ได้รับการดูแลจากโค้ชที่มีสไตล์ต่างออกไป มูรินโญแทบไม่เหลือความประนีประนอมให้กันเลยและไม่ใช่โค้ชที่เหมาะสำหรับกองหน้าดาวรุ่งที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจแบบนี้

มูรินโญพัฒนานักเตะในทีมตัวเองขึ้นมาน้อยมากนับตั้งแต่รับงานกุนซือ เขาชอบทุ่มเงินก้อนโตคว้าผู้เล่นฝีเท้าดีเข้าทีมมากกว่า เขาแทบไม่อดทนต่อนักเตะที่มั่นใจในตัวเองมากเกินไป ตรงกันข้ามกับ โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ ที่มีบุคลิกเป็นมิตร, ปรับตัวเข้าหา และเอาใจนักเตะมากกว่า

มันสำคัญมากที่มาร์ติเนซกับเอฟเวอร์ตันให้โอกาสลูกากูลงเล่นอย่างสม่ำเสมอ สังเกตได้เลยว่านักเตะได้รับประโยชน์จากความอ่อนโยนที่ได้รับจากทีมใหม่มากกว่าการถูกปฏิเสธที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ เขาจึงกลายเป็นผู้เล่นที่ครบเครื่องมากกว่าเดิม

เหตุผลของการย้ายทีม

การลำดับชั้นของนักเตะรุ่นเก่าไม่ปรากฎให้เห็นอีกแล้ว ผู้เล่นยุคใหม่ไม่ต้องคอยเชื่อฟังเพียงเพราะมีอายุน้อยกว่าอีกต่อไป

เดอ บรอยน์ เซ็นสัญญาร่วมทีมเชลซีในปี 2012 ก่อนถูกปล่อยให้ทีมอื่นยืมตัวไปใช้งานและกลับมาลอนดอนด้วยทัศนคติแบบเดิม เขากำลังมั่นใจหลังประสบสำเร็จกับย้ายไปเล่นกับ แวร์เดอร์ เบรเมน จนไม่มีอารมณ์ทนรอพัฒนาการอันเชื่องช้าของที่นี่ แต่ต่อมานักเตะออกมาปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่าเขาไม่ตั้งใจซ้อมกับเชลซีและไม่สนใจปรับตัวเข้ากับแท็คติคของมูรินโญ เขาจึงถูกขายขาดให้โวล์ฟส์บวร์กในเดือนมกราคมปี 2015 ทั้งที่เพิ่งมีโอกาสรับใช้สิงห์บลูเพียง 9 เกม

เดอ บรอยน์ เป็นผู้เล่นสมัยใหม่ทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ การแข็งกร้าวในช่วงต้นช่วยให้เขาก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของตัวเอง เชลซียังคงเป็นสโมสรมหาอำนาจและมูรินโญเป็นโค้ชที่คว้าแชมป์แชมเปียนส์ลีก 2 สมัย มันยากที่จะจินตนาการถึงผู้เล่นในช่วงปี 1980 หรือ 1990 หากพวกเขาต้องเจอสถานการณ์แบบเดียวกัน

จากการที่ผู้เล่นยุคนี้ได้รับการดูแลด้วยวิธีที่แตกต่างออกไป ผลของมันทำให้คำสอนในยุคเก่าหายไปโดยปริยาย การลำดับชั้นของนักเตะรุ่นเก่าไม่ปรากฎให้เห็นอีกแล้ว ผู้เล่นยุคใหม่ไม่ต้องคอยเชื่อฟังเพียงเพราะมีอายุน้อยกว่าอีกต่อไป ในเวลาเพียง 6 เดือน เดอ บรอยน์ ตัดสินใจฝากอนาคตไว้กับที่อื่น

ไม่อดทนรอเวลาลงเล่น

มูรินโญไม่ได้ขาย เดอ บรอยน์ ในเวอร์ชันที่แมนฯซิตี้ทุ่มเงินคว้ามาร่วมทีมในราคา 50 ล้านปอนด์ แต่เขาขายนักเตะในเวอร์ชันที่ยังไม่สมบูรณ์

ตอนที่จอมทัพทีมชาติเบลเยียมย้ายออกจากทีม เขาต้องแย่งตำแหน่งตัวจริงกับผู้เล่นอย่าง เอเด็น อาซาร์, ฆวน มาต้า, อังเดร ชูร์เล และ วิลเลียน ที่คู่ควรกับการลงเล่นเป็น 11 คนแรกมากกว่า ดังนั้นในขณะที่เขาย้ายตัวเองออกจากเดอะบริดจ์ เขายังแสดงให้เห็นถึงการไร้ความอดทนด้วย

มูรินโญไม่ได้ขาย เดอ บรอยน์ ในเวอร์ชันที่แมนฯซิตี้ทุ่มเงินคว้ามาร่วมทีมในราคา 50 ล้านปอนด์ แต่เขาขายนักเตะในเวอร์ชันที่ยังไม่สมบูรณ์ แม้ว่าเขาจะติดทีมชาติเบลเยียมชุดใหญ่แล้ว แต่เขายังคงขาดประสบการณ์เมื่อเทียบกับผู้เล่นคนอื่นในทีม

Kevin De Bruyne

จากบทสัมภาษณ์กับ Daily Telegraph เมื่อปี 2015 เดอ บรอยน์ แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นศิษย์หัวแข็งของมูรินโญ โดยกล่าวว่า “ผมตอบเขาไปง่ายๆว่า ‘ขอโทษนะ มันไม่มีเหตุผลเลย ผมได้เล่นน้อยกว่าคนอื่น คุณเปรียบเทียบผมกับคนอื่นอย่างไรหรอ?’ ผมมองว่ามันไม่ยุติธรรม”

โค้ชชาวโปรตุกีสอาจมีชื่อเสียงในทางที่ไม่ดีกับการเผชิญหน้ากับนักเตะ แต่ยังมีโค้ชมากบารมีในยุคนี้คนไหนอีกหรอที่มองว่ามันเป็นความท้าทาย? ถ้ามันเป็นเรื่องแบบเดียวกับที่ เดอ บรอยน์ เล่ามา มันก็น่าแปลกใจนะว่าความสัมพันธ์ระหว่างโค้ชกับนักเตะนั้นห่างเหินกันมากเพียงใด?

ความล้มเหลวทำให้คุณแข็งแกร่ง

โวล์ฟส์บวร์กไม่ใช่สโมสรเล็กก็จริง แต่ผู้เล่นของพวกเขานั้นยังขาดคุณภาพส่งผลให้ เดอ บรอยน์ มีส่วนร่วมกับทีมทันทีและมีโอกาสพัฒนาฝีเท้าในฐานะนักเตะ

แม้ว่ากองกลางชาวเบลเยียมเป็นผู้เล่นที่เปี่ยมไปด้วยศักยภาพ แต่ต้องยอมรับว่ามันดีกว่าที่ปีที่เขาเริ่มสร้างชื่อนั้นนั้นห่างจากเกมระดับสูงสุด โวล์ฟส์บวร์กไม่ใช่สโมสรเล็กก็จริง แต่ผู้เล่นของพวกเขานั้นยังขาดคุณภาพส่งผลให้ เดอ บรอยน์ มีส่วนร่วมกับทีมทันทีและมีโอกาสพัฒนาฝีเท้าในฐานะนักเตะ

Kevin De Bruyne

เขาอาจได้รับโอกาสแบบนั้นในระหว่างที่ไม่ลงรอยกับมูรินโญก็ได้ แต่มันอยู่ที่ลำดับความสนใจของเขา ณ เวลานั้น มันอาจไม่ได้ละลายทัศนคติหรือลงโทษเขาอย่างชัดเจน แต่มันช่วยให้บุคลิกส่วนตัวเติบโตไปพร้อมกับพัฒนาการด้านเทคนิค เดอ บรอยน์ เผยผ่าน The Telegraph ว่า “คุณเปรียบเทียบตัวผมกับตอนที่อยู่เชลซีเมื่อ 2 ปีก่อนไม่ได้แล้ว สถานการณ์มันแตกต่างกันและผมเปลี่ยนแปลงไปเป็นคนละคนนับตั้งแต่ตอนนั้น”

ผลดีของจุดเปลี่ยน

สิ่งสำคัญคือเราไม่จำเป็นต้องวาดภาพสรุปของอาชีพนักเตะเหล่านั้น หรือแม้แต่พูดว่าเส้นทางของพวกเขาคงต่างออกไปหากมูรินโญไม่หันหลังให้ อย่างไรก็ดี มันสมเหตุสมผลกับการตั้งคำถามว่า เชลซีตัดสินใจผิดพลาดหรือไม่กับการดูแล เดอ บรอยน์ และ ลูกากู

เหมือนกับกรณีของเดปายจะประสบความสำเร็จหรือเปล่าหลังย้ายออกจาก "โอลด์ แทรฟฟอร์ด" เราไม่จำเป็นต้องไปตัดสินสต๊าฟฟ์โค้ชของแมนฯยูฯ นั่นคือข้อสรุปเรื่องนี้

นักเตะชื่อดังสมัยใหม่รู้ผิดชอบชั่วดีมากขึ้นเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่อ่อนโยน มันซับซ้อนกว่านักเตะรุ่นพี่ในยุคก่อน เขากล้าหาญกว่า, มั่นใจมากกว่า และไม่จำเป็นต้องเข้าใจการถูกปฏิเสธหรือความล้มเหลวในทางที่ดี ลองนับดูนะว่า ลูกากู กับ เดอ บรอยน์ พูดกับสื่อบ่อยแค่ไหนเมื่อในอดีต พวกเขาระบายความไม่พอใจต่อสถานการณ์ที่ตัวเองไม่ชอบบ่อยแค่ไหน ยุคสมัยของการปิดปาดเงียบและปล่อยมันไปนั้นจบลงแล้ว

Memphis Depay

มูรินโญเอ่ยปากชมเดปายในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งยกย่องทัศนคติและความทุ่มเทของนักเตะ แต่ในกรณีของดาวรุ่งหลายคนที่ตกระกำลำบากมาก่อน ความล้มเหลวอาจช่วยปลดปล่อยศักยภาพที่แท้จริงของพวกเขาออกมาได้ ดาวเตะชาวดัตช์ต้องปรับจูนความสามารถให้เข้ากับบุคลิกที่ยืดหยุ่นขึ้น การอนุญาตให้เขาย้ายทีมคงเป็นโอกาสที่ดีที่แมนฯยูฯควรมอบให้นักเตะ

New features you'd like every day on FourFourTwo.com