เจ็บบ่อยๆค่อยชิน : เมื่อ ‘เป๊ป’ ยังไม่อาจเยียวยา ‘เรือใบสีฟ้า’

เซป สตาฟฟอร์ด-บลัวร์ ได้วิเคราะห์ผลเสมอระหว่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ กับท็อตแน่ม รวมถึงปัญหาที่เกิดขึ้นของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า

ณ สนามเอติฮัด ชีวิตมันไม่ได้ได้เรียบง่ายอย่างที่หวังกันเอาไว้ เช่นเดียวกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ภายใต้การคุมทีมของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่มีฟอร์มการเล่นที่เอาแน่เอานอนอะไรไม่ค่อยได้สักเท่าไหร่ เห็นได้จากความตกต่ำในเกมกับเอฟเวอร์ตันและเลสเตอร์, ชัยชนะเหนือแมนเชสเตอร์ ซิตี้, บาร์เซโลน่า และอาร์เซนอล เห็นแบบนี้ก็สงสัยเหมือนกันว่า ซิตี้จะเปลี่ยนไปเป็นอะไรในคาถาของกุนซือมือรางวัลจากคาตาลัน

เย็นวันเสาร์ที่สนามเอติฮัด เขาส่งเบี้ยในมือลงไปในสนามอย่าง เลรอย ซาเน่, ราฮีม สเตอร์ลิ่ง, ดาบิด ซิลบา และเควิน เดอ บรอยน์ ถูกเลือกให้ไปยืนอยู่ข้างหลัง เซร์คิโอ อเกวโร่ ขณะที่ ยาย่า ตูเร่ ก็ต้องลงสนามไปทำงานหนักอยู่ด้านหน้าของแนวรับทั้ง 4 ซึ่งนัดดังกล่าว อเล็กซานเดอร์ โคลารอฟ ต้องลงสนามไปเล่นในตำแหน่งกองหลังตัวกลางที่ไม่ใช่ตำแหน่งถนัดของเจ้าตัว

เงาสะท้อนของมูรินโญ่

กวาร์ดิโอล่า เริ่มคุมสถานการณ์ของทีมได้แล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็คงไม่อยากยอมรับว่า ตัวเองได้รับอิทธิพลบางอย่างมาจาก โชเซ่ มูรินโญ่ อย่างความพ่ายแพ้ครั้งแรกในซีซั่นนี้ของท็อตแน่มที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มอบให้ 1-0 ซึ่งเราจะได้เห็นว่าเกมนั้นกุนซือชาวโปรตุเกส ประสบความสำเร็จในการสร้างความยุ่งยากให้ 2 ฟูลแบ็คของ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ด้วยการเดินเกมรุกกดดันไปยัง แดนนี่ โรส กับ ไคล์ วอล์คเกอร์ ตั้งแต่แดนตัวเอง จนสเปอร์สไม่มีโอกาสได้ใช้บริการพวกเขาได้ด้านกว้างอย่างเต็มที่ ด้วยหลักการที่ว่าการเปิดเกมรุกคือการตั้งรับที่ดีที่สุด สำหรับทีมที่มีแนวรับค่อนข้างเปราะบาง แต่นั่นก็ถือเป็นความน่ากลัวถึงตายได้เช่นกัน ซึ่งแผนการเสริมและสร้างทีมของกวาร์ดิโอล่านั้น อาจทำให้ซิตี้รู้สึกภาคภูมิใจกับแนวรุกของพวกเขา แต่ในทางกลับมันก็ส่งผลต่อความสมดุลภายในทีมอย่างเห็นได้ชัดทีเดียว

ช่วงครึ่งแรกของเกม แผนการเล่นของกวาร์ดิโอล่าประสบความสำเร็จดีมาก สเปอร์สต้องเล่นภายใต้ความกระวนกระวายใจ เพราะโดนซิตี้พับสนามกดดันอย่างหนักในแดนตัวเอง ไม่สามารถครองบอลได้อย่างที่ควรจะเป็น และมองหาจุดอ่อนของทีมได้ง่าย ผลลัพท์คือใบเหลืองของเควิน วิมเมอร์ ที่ได้รับจากการเล่นที่สับสน แถม อีริก ดายเออร์ ยังโดนจดชื่อหลังไปดึง เซร์คิโอ อเกวโร่ เข้าอีก

ในช่วง 20 นาทีแรก นอกจาก อูโก้ ยอริส ต้องออกแรงป้องกันลูกยิงของซิลบาจนสุดเหยียดแล้ว เขายังโดนกดดันจากเกมรุกของซิตี้อย่างต่อเนื่อง ส่วนทางฝั่งของเจ้าถิ่น เคลาดิโอ บราโว่ มีโอกาสได้สัมผัสบอลแบบยากๆ แค่ไม่กี่ครั้งเท่านั้น และที่แปลกมากสำหรับทีมของกวาร์ดิโอล่า คือการได้เห็นแนวรับของพวกเขาดูสบายๆกับการเล่นบอลไดเร็กต์มากขึ้น แทนที่ต้องเล่นจ่ายบอลแบบอึดอัดๆ มีการประสานงานกันอย่างเป็นระบบ และมันก็ดีพอจนทำให้ท็อตแน่มมึน ถึงขนาดหลุดฟอร์มช่วงก่อนคริสมาสต์ไปเลย

จากความผิดพลาดจ่าายบอลสะเปะสะปะของสเปอร์ส ที่เปิดโอกาสให้แนวรุกของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้เข้ามาทักทายในตำแหน่งอันตรายหลายต่อหลายครั้งถ้าไม่ได้ยอริสช่วยเอาไว้ เกมอาจจบลงไปแล้วตั้งแต่ครึ่งแรกแล้วก็ได้

Manchester City's chances vs Tottenham in the first half

Manchester City created seven chances in the first half but scored none

หลังจากเริ่มครึ่งหลังได้ไม่นาน สเปอร์สก็หลีกเลี่ยงการเสียประตูไม่ได้จริงๆ โดยลูกแรกมาจากซาเน่ ที่อาศัยการตัดสินใจที่ผิดพลาดของยอริส พาบอลเข้าไปยิงขึ้นนำตามที่สมควรจะได้ตั้งแต่ครึ่งแรก และลูกถัดมาของซิตี้ก็ยังได้จากความผิดพลาดจากสเปอร์สเหมือนเดิม เมื่อผู้รักษาประตูชาวฝรั่งเศสดันรับลูกพลาดไปเข้าทางเดอ บรอยน์ ซัดเข้าไปไม่เหลือ พูดตามตรงคือทั้ง 2 ประตูในเกมนี้ของซิตี้เกิดจากความเฮง ที่อาศัยการเล่นเกมรับที่น่าตลกขบขันของท็อตแน่มยิงเข้าไป เพราะต่อให้แนวรุกทั้ง 4 คนของกวาร์ดิโอล่าจะเล่นจะเลื้อยกันดุเดือดขนาดไหน สุดท้ายความน่าตื่นเต้นของเกมกลับเกิดขึ้นจากความตลกโปฮาไปซะอย่างนั้น

ซิตี้กำลังตกต่ำ?

ทว่าการขึ้นนำ 2 ประตูกลับกลายเป็นเหมือนภาพลวงตา เพราะหลังจากนั้นไม่นานพวกเขาก็ให้ของขวัญคืนกลับไปบ้าง เมื่อ กาแอล กลิชี่ ออกห่างจาก ไคล์ วอล์คเกอร์ และโดนลูกครอสโค้งไปให้ เดเล่ อัลลี่ โขกผ่านมือบราโว่เข้าประตูไป หลังจากยิงได้หนึ่งประตูแล้ว ความกดดันในเกมรุกและอารมณ์ของเกมก็เปลี่ยนไป เกมไม่ได้ลื่นไหลเหมือนตอนแรกอีกแล้ว แม้เจ้าบ้านจะสร้างสรรค์โอกาสได้มากแค่ไหน แต่สุดท้ายก็ยิงทิ้งยิงขว้างไปหมด ทำให้บรรยากาศที่น่ากังวลใจค่อยๆ แผ่ปกคลุมไปทั่วสนาม ซึ่งถ้าซิตี้ไม่ใช้โอกาสเปลือง บางทีท็อตแน่มอาจจะไม่เริ่มบีบเกมและโมเมนตัมคงไม่เปลี่ยน แต่บังเอิญที่มันดันไม่เป็นไปอย่างที่คิด

นาทีที่ 76 หลังจาก แฮร์รี่ เคน ดีดต่อลูกส่งของ อิริกเซ่น ไปให้ ซน ฮึง มิน กดเข้าประตู ช่วยให้ทีมเยือนกลับมาตีเสมอได้สำเร็จ โดยทั้ง 2 ประตูที่เกิดขึ้นของท็อตแน่ม ก็ถือเป็นประตูที่เกิดจากความบกพร่องอย่างชัดเจนของซิตี้เช่นกัน

ลูกทีมของกวาร์ดิโอล่า ขึ้นชื่อในเรื่องของความนิ่ง การคุมเกม และความสามารถเฉพาะตัว ที่มีศักยภาพในการคุมคามคู่ต่อสู้สูงมาก แต่นี่คืออะไร? นี่มันเป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผลเอาซะเลย ถ้าเปรียบกับมวย ท็อตแน่มก็โดนไล่ถลุงเข้าที่ขากรรไกรหลายหมัด จนร่วงลงไปกองอยู่กับพื้นไปเกือบ 6 ครั้ง แต่จนแล้วจนรอดกลับวนหนีไปได้ ทั้งๆ ที่ไม่สามารถออกหมัดได้แล้วแท้ๆ ทว่าบางครั้งฟุตบอลมันก็ไม่ใช่เรื่องที่คุยกันได้ด้วยเหตุและผลอยู่แล้ว

Tottenham's shots against Manchester City

Tottenham had two shots on target - and they both went in

อย่างไรก็ตาม บางตรรกะก็สามารถเอามาใช้กู้สถานการณ์ได้เหมือนกัน อย่างเช่นทฤษฎีพื้นฐานของซิตี้ที่ทำให้ได้มา 2 ประตูนั้น เกิดจากการใช้แนวรุกที่มีความคล่องตัวและพยายามสร้างความคุกคามอยู่ตลอดเวลา ซึ่งไอเดียนี้มีผลต่อสปิริตในทีมของกวาร์ดิโอล่ามากทีเดียว ซึ่งมันทำให้ลูกทีมของเขาเกิดความกระหายทุกครั้งที่เห็นความผิดพลาดของสเปอร์ส

อย่างไรก็ตาม การแสดงออกที่เหมือนเป็นการสาปแช่งของข้อกล่าวหาในข้อบกพร่องของสโมสร การทำเสีย แรงกระตุ้นที่ได้รับมา และความล้มเหลวในการแก้ไขจุดบกพร่องอย่างเหมาะสมเป็นหลักฐานที่เห็นได้ในช่วง 45 นาทีหลังของเย็นวันเสาร์ และท้ายที่สุดการหนีออกจากจุดตายของคู่ต่อสู้ที่เอติฮัด ที่ทำได้ 2 ประตูและแบ่งออกมา 1 แต้ม ก็เป็นเหมือนกับรับสภาพของพวกเขา พวกเขาทำเกือบจะทุกอย่างที่พวกเขาสามารถทำได้แล้ว แต่กลับเขวี้ยงทิ้งมันออกไป

อย่างไรก็ตาม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้แสดงให้เห็นอยู่ว่าพวกเขายังมีข้อบกพร่อง ไม่ว่าจะเป็นการทำเสียประตูอย่างง่ายๆ การรับแรงกดดัน รวมทั้งความล้มเหลวในการแก้ไขจุดบกพร่อง ซึ่งทั้งหมดได้ปรากฏให้เห็นในช่วง 45 นาทีหลังเมื่อเย็นวันเสาร์ที่ผ่านมา ทำให้ท้ายที่สุดคู่ต่อสู้ของพวกเขาก็สามารถหนีรอดไปจากเอติฮัดได้ พร้อมกับเสียประตู 2 และได้กลับมาแค่แต้มเดียวเท่านั้น แน่นอนว่านี่คือสิ่งที่พวกเขาต้องยอมรับสภาพ เมื่อพวกเขาทำเกือบทุกอย่าง ก่อนที่จะโยนมันทิ้งไป

More feature's you'd love to read...