เจอร์ราร์ด: "แฟนฟุตบอลคือพลังที่ทำให้ผมทุ่มเทตลอด 90 นาที"

สุดยอดกัปตันผู้เป็นตำนานคนล่าสุดของหงส์แดง เปิดใจถึงความรู้สึกตั้งแต่เป็นนักเตะเยาวชนจนก้าวสู่การเป็นกำลังหลักของลิเวอร์พูล

มื่อ FourFourTwo ถามว่ากัปตันหงส์แดงและทีมชาติอังกฤษว่ารู้สึกอย่างไรเมื่อมีการตั้งชื่อถ้วยแชมป์เอฟเอ คัพ ตามชื่อของเขา สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด เอาแต่ก้มหน้ามองโต๊ะ สองมือกุมแก้วน้ำและเลื่อนแก้วสลับมือไปมาก่อนจะเงยหน้ามายิ้มอายๆ และนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยตอบ

"ผมปลื้มใจที่ทุกคนคิดแบบนั้น แต่มันคงไม่ค่อยดี เหมือนจะเป็นการไม่ให้เกียรติเพื่อนร่วมทีมที่ช่วยกันเอาชนะเกมนั้นและคว้าแชมป์ทรงคุณค่าอย่างเอฟเอ คัพ" สตีวี่ จี กล่าวเบาๆ 

ไม่ให้เกียรติ? อาจจะเป็นได้ แต่เจอร์ราร์ดก็สมควรที่จะได้รับสิทธิ์นั้น ในปี 2006 ที่สนามมิลเลนเนี่ยม สเตเดี้ยม หงส์แดงตามหลังเวสต์แฮม 2-3 หลังจากช่วยจ่าย 1 แอสซิสต์และยิงเอง 1 ประตู สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด ก็ได้โอกาสยิงไกล 35 หลาในช่วงทดเจ็บให้ลิเวอร์พูลตีเสมอขุนค้อน ถ้านั่นยังไม่พอที่จะทำให้กัปตันกระดูกเหล็กคว้าตำแหน่งผู้นำทีมคว้าแชมป์ก็คงต้องยกตำแหน่งให้กับการยิงจุดโทษให้ทีมคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ สมัยที่ 7 มาครองได้อย่างสวยงาม

มีนักเตะไม่กี่คนที่ทำผลงานสุดยอดแบบนี้ในชีวิตการค้าแข้ง และยิ่งน้อยคนกว่านั้นที่ได้ฝากผลงานยอดเยี่ยมกับทีมบ้านเกิด แต่สำหรับเจอร์ราร์ด การได้เล่นกับทีมบ้านเกิดและโชว์ฟอร์มเฉียบกลายเป็นเครื่องหมายการค้าของสตีวี่ จี 

เกมในความทรงจำของแฟนบอลลิเวอร์พูล เช่น โอลิมเปียกอส 2004, เอซี มิลาน 2005, เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 2006, มาร์กเซย์ 2008 และ แอตเลติโก มาดริด 2008 ทำให้ทุกคนที่เคยได้เห็นต้องชื่นชมฝีเท้าและการนำทีมของเจอร์ราร์ด ทำให้เขากลายเป็นสัญลักษณ์ของเมืองและของทีมลิเวอร์พูล

การเติบโตในย่านถนนไอรอนไซด์ในเขตฮุยตัน ยิ่งเพิ่มมนต์ขลังให้กับการเป็นดาวดังประจำทีมลิเวอร์พูลของเจอร์ราร์ด

"ตั้งแต่เด็กจนถึง 8 ขวบผมมีทีมที่ชอบเยอะแยะไปหมด ทั้งสเปอร์ส, นอริช, เรอัล มาดริด, บาร์เซโลน่า...แม้แต่เสื้อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดผมยังเคยมีเลย" กัปตันบอกกับ FFT

"ในบ้านผมมีแฟนเอฟเวอร์ตันหลายคนที่พยายามดึงผมเข้าทีมสีน้ำเงิน แต่พอผมเริ่มโตพอที่จะดูฟุตบอลและเข้าใจเกม แล้วได้ฟังพ่อและพี่ชายของผมคุยกันเรื่องความยิ่งใหญ่ของลิเวอร์พูลเท่านั้นแหละ ได้เรื่องเลย"

ด้วยแรงบันดาลใจจากสุดยอดทีมไร้พ่ายช่วงทศวรรษ 1980, เจอร์ราร์ดเริ่มสร้างผลงานในระดับท้องถิ่นด้วยการลงเล่นลีกเยาวชนวันอาทิตย์กับ วิสตัน จูเนียร์ จนมีโอกาสได้เข้าร่วมคัดตัวกับลิเวอร์พูลเมื่ออายุเพียง 8 ขวบ และโชว์ฝีเท้ายอดเยี่ยมประทับใจผู้อำนวยการอะคาเดมี่ผู้เคยเป็นหนี่งในตำนานหงส์แดง สตีฟ ไฮเวย์

"เรารู้ได้ตั้งแต่ตอนเขาอายุ 14 ว่าเจอร์ราร์ดมีอนาคตแน่ๆ" ไฮเวย์ เล่าย้อนอดีต "เมื่อเขาอายุ 13-14 ปี เราเลือกเขาเข้าทีม U18 และออกเดินสายไปเตะกับเราที่สเปน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยทำกับเด็กฝึกหัดคนไหนมาก่อน พรสวรรค์ของเขายิ่งใหญ่มาก"

แม้จะมีแมวมองจากทีมอื่นมาด้อมๆ มองๆ ที่บลูเบลล์ เอสเตท เพราะเพชรในตมเม็ดนี้เริ่มส่องประกายเตะตา ไฮเวย์จึงไม่มีทางเลือกนอกจากจะใช้ไพ่เด็ดที่ชื่อ "แอนฟิลด์"

"เมื่อผมเริ่มได้ซ้อมกับลิเวอร์พูล สตีฟ ไฮเวย์ แสดงความสนใจผมมากและเริ่มจะส่งตั๋วฟุตบอลมาให้ผมบ่อยๆ" เจอร์ราร์ดเล่าต่อ

"แอนฟิลด์สุดยอดไปเลย ผมหลงรักเสียงเชียร์ในสนาม ตอนนั้นผมเคยแต่ดูเกมในโทรทัศน์ ดังนั้นการที่ได้ไปอยู่ที่นั่นและเป็นส่วนร่วมของบรรยากาศยิ่งใหญ่แบบนั้นจับใจผมมาก และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นความฝันของผม"

สัญญาวัยเด็ก

ลิเวอร์พูลมองเห็นเพชรในมือ และยื่นสัญญา 7 ปีให้เจอร์ราร์ดตั้งแต่เจ้าหนูอายุเพียง 14 ปี

ไม่นานต่อมาหนุ่มน้อยเจอร์ราร์ดก็ได้เจอกับนักเตะที่เขาเคยเล่นเลียนแบบมาตั้งแต่เตะบอลเล่นกับเพื่อนในสนามเด็กเล่น หนึ่งในประสบการณ์สุดตื่นเต้นของกัปตันเจิด

"ผมได้เจอกับสุดยอดนักเตะที่ทำเงินได้เป็นหลายๆ ล้าน ติดทีมชาติ 60-70 ครั้ง ลงเล่นมาแล้ว 500 กว่าเกม ผมรู้สึกเกร็งสุดๆ เลย" กัปตันเผย "มันเป็นเรื่องแปลกที่ได้ไปนั่งอยู่กับสุดยอดนักเตะที่เป็นฮีโร่ของผมแบบนั้น"

รุ่นพี่หงส์แดงอย่าง ร็อบบี้ ฟาวเลอร์, สตีฟ แม็คมานามาน และ เจมี่ คาร์ราเกอร์ รับเจ้าหนูผอมเก้งก้างเข้ากลุ่ม แต่สองนักเตะคนสำคัญที่ช่วยให้เจอร์ราร์ดเข้าใจความหมายของการมีโลโก้หงส์แดงบนอกเสื้อกลับไม่ใช่หนึ่งในนั้น "ผมเฝ้ามอง พอล อินซ์ และ เจมี่ เร้ดแนปป์ ทั้งในและนอกสนาม และศึกษาว่าเขาทำตัวอย่างไร" เจอร์ราร์ดอธิบาย

"ผมคอยดูว่าเขากินอยู่กันยังไง แต่งตัวแบบไหน ขับรถอะไร และพวกเขาตอบยังไงเวลาผมขอให้เขาเซ็นชื่อให้ ทุกวันที่ผมเฝ้ามองพวกเขา ผมคอยจดจำสิ่งที่ผมยังเอามาใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้"

แต่หลังจากตื่นเต้นกันมาพักใหญ่ แต่การเริ่มต้นเส้นทางฟุตบอลก็ไม่ได้สวยหรูสำหรับว่าที่นักเตะแห่งปีของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพ

เฆราร์ อุลลิเยร์ ส่งเจอร์ราร์ดวัย 18 ปีลงสนามช่วงนาทีสุดท้ายในเกมที่ลิเวอร์พูลเปิดบ้านรับการมาเยือนของแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ในปี 1998 และด้วยความตื่นเต้น เจอร์ราร์ดซัดบอลโด่งข้ามขึ้นไปบนสแตนด์ฝั่งเซ็นเท็นนารี่ แต่การลงตัวจริงเกมแรกของเจอร์ราร์ดในเกมกับ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ยิ่งย่ำแย่กว่านั้นอีกมาก

นอกจากการต้องเจอแรงกดดันจากเสียงเชียร์ของแฟนบอลล้นสนามไวท์ ฮาร์ท เลน เจอร์ราร์ดยังต้องถูกดาวิด ชิโนล่า สอนบอลจนหัวหมุน

สงสัยในตัวเอง

"ช่วงแรกที่ผมเริ่มเล่นกับลิเวอร์พูล บางครั้งผมรู้สึกว่าผมไม่คู่ควรกับที่นั่น" เจอร์ราร์ด ย้อนคิด "ถ้าผมเล่นแย่ หรือเวลาต้องเล่นตัวต่อตัวกับคนอื่นแล้วเขาเล่นดีกว่าผม ผมจะเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าผมดีพอที่จะอยู่กับทีมนี้หรือเปล่า แต่ว่าทุกครั้งที่ซ้อม ทุกเกมที่เล่น ผมเติบโตขึ้นและได้เรียนรู้จากนักฟุตบอลคนอื่นๆ ตลอดเวลา"

เพียงฤดูกาลเดียว เจอร์ราร์ดก็ครองตำแหน่งตัวจริงของลิเวอร์พูลและหลังเกมกับเชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ หนุ่มน้อยเจอร์ราร์ดก็ได้รู้จักกับความรู้สึก "เหมือนเป็นหนึ่งในนักเตะหงส์แดง" และก่อนที่จะทันได้ตั้งตัวก็ถูกเรียกติดทีมชาติสิงโตคำรามบินลัดฟ้าไปทำศึกยูโร 2000

ตลอดระยะเวลา 14 ปีต่อมา ผลงานของเจอร์ราร์ดภายใต้สีเสื้อลิเวอร์พูลและทีมชาติอังกฤษแทบจะเรียกได้ว่าโลกต้องจารึก และในปี 2003 เจอร์ราร์ดก็รับสืบทอดตำแหน่งกัปตันทีมลิเวอร์พูลจากซามี่ ฮูเปีย และพาทีมคว้าชัยในเกือบทุกรายการ รวมถึงเอฟเอ คัพ, ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก และ ยูฟ่า คัพ

สิ่งเดียวที่ยังเกินเอื้อมสำหรับเจอร์ราร์ดคือถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกกับลิเวอร์พูล และแชมป์ระดับโลกกับทีมชาติอังกฤษ แต่กัปตันทีมชาติอังกฤษยังคงรับใช้ทีมด้วยความรักและทุ่มเท เจอร์ราร์ดลงทำหน้าที่รับใช้ทีมชาติ 114 นัดก่อนจะประกาศแขวนสตั๊ดจากทีมชาติหลังจบฟุตบอลโลกเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา

แต่สำหรับเจอร์ราร์ด ชั่วชีวิตนี้คงไม่มีอะไรจะยิ่งใหญ่ไปกว่าเกมนัดชิงชนะเลิศแชมเปียนส์ลีกที่อิสตันบุล เมื่อหลังจบครึ่งแรก ลิเวอร์พูลเป็นฝ่ายตามหลังเอซีมิลาน 3 ประตู ไม่มีใครเชื่อว่าหงส์แดงจะฮึดกลับมาจากความตาย จนกระทั่งเจอร์ราร์ดโขกประตูตีไข่แตกให้ลิเวอร์พูลในนาที 54 ที่เหมือนเครื่องกระตุ้นหัวใจหงส์แดง ลิเวอร์พูลฮึดกลับมาตีเสมอก่อนจะชนะมิลานในการยิงจุดโทษตัดสินแชมป์ เป็นการปิดฉากการกลับมาคว้าแชมป์ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลของหงส์แดง

การได้เล่นให้กับทีมที่เป็นขวัญใจวัยเด็กอาจจะเหมือนฝันที่กลายเป็นจริงของแฟนบอลทั่วไป แต่สำหรับเจอร์ราร์ด การได้ลงเล่นให้ลิเวอร์พูลกลายเป็นยิ่งกว่าความฝันเกินจินตนาการ

"ถ้าผมลงสนามแล้วอะไรๆ มันไม่ค่อยเป็นใจ ผมก็เหมือนแฟนบอลทั่วไป นั่นคือสาเหตุที่บางครั้งผมก็เล่นดีมากแต่บางครั้งก็ไม่เท่าไหร่ เพราะผมตั้งความหวังและกดดันตัวเองมากไป" สตีวี่ จี อธิบาย "อิสตันบุลเป็นสุดยอดในชีวิตการเล่นกับลิเวอร์พูลของผม แต่การที่ผมเป็นเด็กท้องถิ่น การต้องแบกความคาดหวังและความต้องการของแฟนบอลก็เป็นภาระยิ่งใหญ่หนักหนา และกว่าจะรู้สึกว่าภาระที่แบกอยู่บนไหล่นั้นถูกปลดลงมาก็เมื่อได้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ของสโมสรเท่านั้น" 

และไม่เพียงแค่สโมสรเท่านั้นที่ได้รับผลดีจากความมุ่งมั่นทุ่มเทของเจอร์ราร์ด เมืองลิเวอร์พูลก็เป็นส่วนหนึ่งของเขาด้วย

มูลนิธิสตีเฟ่น เจอร์ราร์ด ถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2011 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส เด็กยากจนและเด็กพิการ รวมถึงเยาวชนในเมืองลิเวอร์พูลและเขตใกล้เคียง ซึ่งเจ้าของมูลนิธิก็ลงมาดูแลการจัดการด้วยตัวเอง "พอถึงจุดหนึ่ง สิ่งที่ง่ายที่สุดก็คือการทำเพื่อตัวเองและใช้ชีวิตของตัวเองต่อไป" กัปตันสเก๊าเซอร์ กล่าว "ผมเห็นความท้าทายในการช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสที่ต้องการความช่วยเหลือ และผมก็พอใจที่ได้รู้ว่าผมช่วยพวกเขาเท่าที่ผมจะทำได้และผมมีความสุขกับการทำแบบนั้น" รายได้จากเกมฟุตบอลนัดพิเศษเทสติโมเนี่ยลแมตช์ก่อนการอำลาทีมลิเวอร์พูลของเจอร์ราร์ดในเดือนหน้า จะถูกส่งมอบเพื่อการกุศลต่อไป

ไม่ว่าในอนาคตข้างหน้า เจอร์ราร์ดจะก้าวไปทางไหน แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่คือการเดินทางบนเส้นทางค้าแข้งของเขาเริ่มต้นจากสแตนด์เชียร์สู่ผืนหญ้าสนามแอนฟิลด์เป็นสัญลักษณ์ของธรรมเนียมฟุตบอลและความมุ่งหวังของแฟนฟุตบอลหงส์แดง เจอร์ราร์ดเป็นตัวแทนของแฟนฟุตบอลชาวเมืองลิเวอร์พูล และนั่นทำให้เขาเป็นฮีโร่ของเมืองอย่างแท้จริง

"แฟนฟุตบอลเป็นทุกอย่างสำหรับผม พวกเขาคือคนที่เป็นพลังให้ผมทุ่มเทตลอด 90 นาที"

ข้อมูลเพิ่มเติมของมูลนิธิ สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด  stevengerrardfoundation.org

บทสัมภาษณ์จาก FourFourTwo แม็กกาซีน ฉบับเดือนสิงหาคม 2013