เชลซี 3-3 เอฟเวอร์ตัน: 5 เรื่องน่าคิดจากเกมสุดมันแห่งฤดูกาล

6 ประตูในครึ่งหลัง (2 ลูกในช่วงทดเวลา) ทำให้เกมที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ กลายเป็นเกมสุดดราม่าอีกเกมในปีนี้ และ  Huw Davies คอลัมนิสต์ของเราจะมาวิเคราะห์เกมนี้ผ่านทาง Stats Zone...

โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ คงจะเสียดายไม่น้อยที่ลูกทีมถูกตีเสมอในช่วงนาทีสุดท้ายแบบนั้น(และยังเป็นลูกล้ำหน้า!) ขณะที่ กุส ฮิดดิ้งค์ ยังคงรักษาสถิติไม่แพ้ใครนับตั้งแต่คุมทีมเป็นคำรบ 2

เรื่องราวและสถิติระหว่างเกมจะเป็นอย่างไร? เชิญติดตาม

1. ฟาเบรกาส ยังไม่หมด

ก่อนหน้านี้ กองกลางทีมชาติสเปน ทำผลงานได้น่าผิดหวังตลอดฤดูกาลนี้ ทว่าฟอร์มของ ฟาเบรกาส ในเกมนี้ น่าจะทำให้สาวก “เดอะ บลู” ยิ้มออกได้บ้าง

ในปีนี้ อดีตดาวเตะอาร์เซนอล ถูก โชเซ่ มูรินโญ่ จับไปเล่นในตำแหน่งกองกลางตัวคุมเกมมากกว่าที่จะได้รับอิสระในแนวรุกเหมือนปีที่แล้ว ซึ่งนั่นทำให้ ฟาเบรกาส ทำสถิติจ่ายไปเพียง 2 แอสซิสต์ในฤดูกาลนี้

ทว่า การมาของ ฮิดดิ้งค์ ทำให้ อดีตเด็กฝึกจากลา มาเซีย ได้กลับไปรับตำแหน่งที่ถนัดอีกครั้ง และเขาก็ตอบแทนความไว้ใจของ กุนซือชาวดัตช์ อย่างดี โดย ฟาเบรกาส มีส่วนร่วมกับสองประตูที่ทีมตามตีเสมอทีมเยือนได้ (ยิง 1 จ่าย 1)

ตลอด 90 นาที ฟาเบรกาส เป็นคนที่จ่ายบอลมากที่สุดในสนาม จ่ายบอลในพื้นที่สำคัญมากที่สุด หาโอกาสยิงได้มากที่สุด และสร้างโอกาสให้กับทีมมากที่สุดอีกด้วย ซึ่งการได้กลับมาเล่นในตำแหน่งที่ถนัด ทำให้ ดาวเตะทีมชาติสเปน กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง..

2. เสียสมาธิ จนพลาดสามแต้ม

เอฟเวอร์ตัน สมควรเป็นฝ่ายผิดหวังมากกว่า ในเมื่อพวกเขานำถึงสองประตู แต่กลับโดนตีเสมอ ทั้งอุตส่าห์แซงขึ้นนำในช่วงท้ายเกม แต่ก็ยังโดนตีเสมอในนาทีสุดท้าย(จากลูกล้ำหน้า) ซึ่งทั้งหมดจะเป็นบทเรียนที่ดีแก่ โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ และลูกทีม โดยเฉพาะเรื่องที่พวกเขาโดนยิงสองลูกในสามนาที

แง่ดีแง่งามสำหรับ กุนซือชาวสเปน คือ “ท็อฟฟี่สีน้ำเงิน” สามารถทำเกมสู้กับ เชลซี ได้อย่างสนุก พร้อมกับสร้างโอกาสยิงได้หลายครั้ง ทั้งยังฝากประตูที่เข้าทำได้อย่างยอดเยี่ยมในลูกที่สองของพวกเขาอีกด้วย

สิ่งที่ทีมดังแห่งเมอร์ซี่ไซด์ต้องปรับปรุง คือ เมื่อพวกเขาได้ประตูนำแล้ว เหล่าขุนพล “ท็อฟฟี่เมน” ต้องมีสมาธิมากกว่านี้ เพราะ หลังจากที่ เอฟเวอร์ตัน ได้ประตูที่สอง แนวรับของพวกเขา ก็ผิดพลาดทันที จนทำให้ ดิเอโก้ คอสต้า หลุดเข้าไปยิงตีไข่แตกได้สำเร็จ

และหลังจากนั้น แนวรับพวกเขาก็เสียขบวน จนถูกเจ้าถิ่นตีเสมอในที่สุด และที่ไม่น่าเชื่อ คือ 6 นาทีหลังจากที่พวกเขาขึ้นนำ 2-0  “ท็อฟฟี่สีน้ำเงิน” ถูก เชลซี กระหน่ำยิงถึง 6 ครั้ง(เสีย 1 ลูก) ทั้งๆที่ 65 นาทีก่อนหน้านั้น “สิงโตน้ำเงินคราม” มีโอกาสเพียงครั้งเดียว

3. สุภาพเกินพอดี

อีกหนึ่งสิ่งที่ ลูกทีมของ มาร์ติเนซ พลาดไปก็คือ พวกเขาทำฟาล์วน้อยจนเกินไป

แน่นอนว่า การฟาล์วบ่อยๆย่อมไม่ใช่สิ่งที่ดี ทว่า มันก็ช่วยหยุดเกมและชะลอจังหวะของเกมได้ในหลายครั้ง ซึ่งในเกมนี้ ขุนพลจากเมอร์ซี่ไซด์ทำฟาล์วเพียง 5 ครั้งตลอดทั้งเกม ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอะไร เพราะ เอฟเวอร์ตัน ครองสถิติฟาล์วน้อยที่สุดในพรีเมียร์ลีกอยู่แล้ว

ผู้เล่นเอฟเวอร์ตันสามารถสกัดเกมรุกคู่แข่งได้เพียง 42% ในเกมนี้

แต่นั่นก็ตามมาด้วย สถิติตัดบอลได้น้อยที่สุดเป็นอันดับ 2 เช่นกัน ซึ่งการที่พวกเขาขโมยบอลจากคู่แข่งไม่ได้ ก็เท่ากับว่า พวกเขาเปิดโอกาสให้คู่แข่งในการสร้างเกมรุกขึ้นมา และสุดท้ายผลลัพธ์ที่จ่าย ก็อาจจะแพงเหมือนเกมนี้

ดูอย่าง วิลเลี่ยน ที่สามารถเลี้ยงฝ่าผู้เล่นทีมเยือนได้ถึง 7 ครั้งจากความพยายาม 8 ครั้ง หรือจะเป็นสถิติที่ผู้เล่นเอฟเวอร์ตันสามารถสกัดเกมรุกคู่แข่งได้เพียง 42% ก็ได้ ซึ่งทั้งหมด มาร์ติเนซ ก็หาทางไปจัดการกับเรื่องนี้ให้ดีกว่าเดิม

4. แท็คติคเชลซีที่เปลี่ยนไป

เกมนี้ เชลซี เป็นฝ่ายครองบอลเหนือทีมที่รักการครองบอลเป็นชีวิตจิตใจอย่าง เอฟเวอร์ตัน โดยเจ้าถิ่นมีเปอร์เซ็นต์การครองบอลถึง 55% ทั้งยังจ่ายแม่นยำถึง 87% ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ฮิดดิ้งค์ กำลังพยายามปรับสไตล์การเล่นของทีมให้มาเล่นบอลบนพื้นมากขึ้น

แต่ กุนซือจอมเก๋า ก็ยังอนุญาตให้ลูกทีมเล่นบอลยาว เมื่อมีโอกาส อย่างประตูตีไข่แตกของ คอสต้า ก็เกิดจาก การวางบอลยาว ของ ฟาเบรกาส เช่นกัน

เพราะฉะนั้นบอกได้เลยว่า จากนี้ เชลซี จะหันมาเล่นบอลบนพื้นมากขึ้น พร้อมทั้งยังมีทีเด็ดจากลูกวางยาวเหมือนเช่นเกมนี้..

5. ซ้ายสลบ

การกลับมาของ เลห์ตัน เบนส์ ทำให้เกมรุกด้านซ้ายของ เอฟเวอร์ตัน กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง โดยสองประตูแรกที่ทีมทำได้ เกิดจากการขึ้นเกมของแบ็คซ้ายวัย 31 ปีทั้งสิ้น

อย่างลูกแรก เบนส์ เปิดบอลเข้าไป จน จอห์น เทอร์รี่ สกัดพลาดเข้าประตูตัวเอง ขณะที่อีกลูกนั้น ดาวเตะทีมชาติอังกฤษ ผ่านบอลให้ เควิน มิลาราส ซัดเข้าไปอย่างงดงาม

ซึ่งการที่เขากลับมา ทำให้ มิลาราส มีคนที่รู้ใจมาคอยเล่นด้วย และทำให้ตอนนี้ “ท็อฟฟี่” มีเกมรุกด้านซ้ายที่ไม่แพ้ใครหน้าไหนในลีกแน่นอน

ขณะที่ด้านขวานั้น เป็นหน้าที่ของ ไบรอัน โอเบียโต้ ที่รับบทแทน เชซุส โคลแมน ที่ไม่พร้อม โดย โอเบียโต้ ยังประสานงานกับ อารอน เลนน่อน ได้ไม่ดีเท่าที่ควร(ไม่ใช่แบ็คขวาอาชีพ) และนั่นเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไม มาร์ติเนซ ถึงพยายามคว้าตัว แซม ไบแรม(แบ็คดาวรุ่งจาก ลีดส์ ยูไนเต็ด) มาให้ได้

และนี่คือทั้งหมดของเกมสุดดราม่าประจำปีนี้…