เชลซี vs ลิเวอร์พูล : เมื่อ คอนเต้ มีเหตุให้อิจฉา คล็อปป์ หน่อยๆ

FFT จะมาวิเคราะห์คู่บิ๊กแมตช์ประจำสัปดาห์นี้โดยวัดจากสถิติและรูปแบบการเล่นในนัดต่างๆที่ผ่านมา…

หากมองในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะที่ผ่านมา อันโตนิโอ คอนเต้ อาจจะรู้สึกอิจฉา เจอร์เก้น คล็อปป์ นิดหน่อย เพราะว่า กุนซือชาวอิตาเลียน พยายามหากองกลางพลังเทอร์โบเข้ามาเสริมทีม ทว่า เชลซี กลับได้เพียง เอ็นโกโล่ ก็องเต้ เพียงคนเดียวเท่านั้น ขณะที่ฟากฝั่งของ เทรนเนอร์ชาวเยอรมัน ต่างมีนักเตะประเภทนั้นอยู่หลายคน
 
คอนเต้ ชอบแข้งแนวๆนี้ก็เพราะว่า ระบบ 3-5-2 ที่เขาติดตั้งตั้งแต่อยู่ ยูเวนตุส นั้น มีมิดฟิลด์ฉบับบ็อกซ์ ทู บ็อกซ์ 2 คนอย่าง เคลาดิโอ มาร์คิซิโอ และ อาร์ตูโร วิดัล ที่พร้อมวิ่งขึ้นลงตลอดเวลา และหาแอบโอกาสสอดขึ้นไปช่วยกองหน้าได้ พร้อมกับหาจังหวะส่องไกลได้ดี ซึ่งแผนนี้ทำให้สองซีซั่นแรกของ คอนเต้ กับ “ยูเว่” นั้น ไม่มีนักเตะคนใดในทีมที่ยิงได้เกิน 10 ประตูต่อฤดูกาลได้เลย เนื่องจากพวกเขาไม่ต้องพึ่งพาคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษนั่นเอง
 
มาร์คิซิโอ และ วิดัล คือ กำลังสำคัญของ คอนเต้

ยังไม่เข้าที่เข้าทาง

ตอนนี้ ก็องเต้ ยึดตำแหน่งตัวตัดเกมไปแน่นอน ส่วน ออสการ์ และ เนมานย่า มาติช นั้นยังถูกสลับตำแหน่งไปมาในระบบ 4-2-3-1 ซึ่งน่าเสียดายที่ คอนเต้ ไม่สามารถดึงเอา รัดยา เนียงโกลัน มาร่วมทีมได้

คอนเต้ เลือกใช้แผนนี้ในยูโร 2016 เช่นกัน โดยตัวอย่างที่ดีที่สุด คือ ลูกยิงของ เอ็มมานูเอล จัคเครินี ที่สอดขึ้นไปยิง เบลเยี่ยม ในเกมรอบแรก ซึ่งตอนนี้ อดีตนายใหญ่ทีมชาติอิตาลี ก็พยายามติดตั้งแนวทางเช่นนี้ให้ เชลซี เช่นกัน
 
โดยตอนนี้ ก็องเต้ ยึดตำแหน่งตัวตัดเกมไปแน่นอน ส่วน ออสการ์ และ เนมานย่า มาติช นั้นยังถูกสลับตำแหน่งไปมาในระบบ 4-2-3-1 ซึ่งน่าเสียดายที่ คอนเต้ ไม่สามารถดึงเอา  รัดยา เนียงโกลัน มาร่วมทีมได้ เพราะว่า ดาวเตะเลือดเบลเยี่ยมนั้น มีคุณสมบัติที่เหมาะสมแก่สไตล์ของเขา ซึ่งเราต้องจับตาดูต่อไปว่า คอนเต้ จะเอาใครมาเล่น หรือจะเปลี่ยนวิธียังไง เพราะหลังจากผ่านไป 4 เกมปรากฎว่า ยังไม่มีกองกลางของ “สิงโตน้ำเงินคราม” คนใดที่ทำประตูได้เลย โชคยังดีที่ ดิเอโก้ คอสต้า คืนฟอร์มเก่งได้ เพราะไม่งั้น เชลซี อาจจะไม่ได้มายืนในจุดนี้แล้ว
 
ซึ่งทั้งหมดตรงข้ามกับทีมของ คล็อปป์ ที่ทุกคนสามารถยิงประตูได้หมด โดยเฉพาะจากบรรดากองกลางทั้งหลาย
 

เดอะ ซูเปอร์ “5” 

การมาของ จอร์จินิโอ้ ไวจ์นาลดุม และ ซาดิโอ มาเน่ ทำให้ คล็อปป์ ปรับมาเล่นระบบ 4-3-3 แทน โดย กุนซือเมืองไส้กรอก วางตัว จอร์แดน เฮนเดอร์สัน เล่นเป็นตัวต่ำ โดยมี ไวจ์นาลดุม และ อดัม ลัลลาน่า ยืนเป็นตัวคุมเกม ส่วนริมเส้นสองข้างก็ใช้ มาเน่ และ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ซึ่งทำให้ คล็อปป์ มีเหล่ากองกลาง 5 ตัวที่ทั้งสดและเร็วทั้งหมด
 

จอร์แดน เฮนเดอร์สัน เล่นเป็นตัวต่ำ โดยมี ไวจ์นาลดุม และ อดัม ลัลลาน่า ยืนเป็นตัวคุมเกม ส่วนริมเส้นสองข้างก็ใช้ มาเน่ และ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่

 
โดย เฮนเดอร์สัน ที่ “เดอะ ค็อป” ในไทยพากันบ่นแทบทุกเกมนั้น รับบทตัวคุมเกม โดยสถิติผ่านบอลสูงสุดของพรีเมียร์ลีกบอกทุกอย่างได้อย่างดี ส่วน ลัลลาน่า ก็มีหน้าที่คอยสอดขึ้นไปในเขตโทษ พร้อมกับดึงกองหลังคู่แข่ง ขณะที่ ริมเส้นอย่าง มาเน่ และ คูตินโญ่ ก็พร้อมตัดเข้าในตลอดเวลา เนื่องจาก ฟลูแบ็คสองข้างก็พร้อมเติมเกมอยู่แล้ว
ลองดูได้จากเกมประเดิมซีซั่นที่พวกเขาบุกยิง อาร์เซนอล คาถิ่นถึง 4 ลูก โดย 2 ใน 4 มาจากการเข้าไปในเขตโทษของ คูตินโญ่ และ ลัลลาน่า ส่วนอีกลูกได้จากความสามารถเฉพาะตัวของ มาเน่ ที่เลื้อยตัดเข้าใน โดยถึงตรงนี้ “หงส์แดง” ยิงไปทั้งหมด 9 ลูกในลีก ซึ่งทั้งหมดไม่มีมาจากกองหน้าอาชีพแท้ๆแม้แต่ลูกเดียว
 

หัวหอกตัวหลอก

ซึ่งบางทีเรื่องนี้ก็เป็นปัญหาเหมือนกัน เพราะในเกมที่เสมอกับ สเปอร์ส 1-1 นั้น คล็อปป์ ใช้ โรแบร์โต้ ฟิร์เมียโน่ ในตำแหน่ง ฟอลส์ ไนน์ ทว่า ดาวเตะชาวบราซิล ก็ชอบขยับลงต่ำจนเกินไป จนทำให้พวกตัวที่เติมขึ้นมานั้น หาโอกาสยิงเหน่งๆไม่ได้ โดย มาเน่ เป็นคนที่มีโอกาสวิ่งเข้าไปในเขตโทษมากที่สุด แต่ก็ไม่สามารถยิงประตูได้
 

ต้องยอมรับเกมของ ลิเวอร์พูล ถูกขับเคลื่อนด้วยเหล่ากองกลางเป็นหลัก และช่วยทำให้เกมรุกของทีมเดินได้

 
ซึ่งทั้งหมดดีขึ้น เมื่อมีหน้าเป้ายืนค้ำ อย่างเกมถล่ม เลสเตอร์ 4-1 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ ได้รับโอกาส พร้อมกับมี ฟิร์เมียโน่ ที่ได้ลงก่อน คูตินโญ่ ยืนอยู่ทางซ้าย ส่วนทางขวาก็เป็น มาเน่ ตามเดิม ซึ่งประตูแรกก็เกิดจากการที่หน้าเป้าอย่าง สเตอร์ริดจ์ ฉีกหน้าไปด้านซ้ายจนทำให้ เซนเตอร์แบ็คจิ้งจอกสยาม อย่าง เวส มอร์แกน ต้องตามไป เช่นเดียวกับ แดนนี่ ซิมป์สัน ที่พยายามตามไปปิดมุม จนทำให้พื้นที่ในกรอบเขตโทษเกิดขึ้น และเป็น ฟิร์เมียโน่ ที่ฉวยโอกาสรับลูกจ่ายจาก เจมส์ มิลเนอร์ และยิงเข้าไป
 
“การเคลื่อนที่ยอดเยี่ยมมาก และทุกคนเห็นมันแล้ว” คล็อปป์ ชมลูกทีมหลังเกม ขณะที่ ประตูที่สามนั้น สเตอร์ริดจ์ ผ่านบอลให้ ไวจ์นาลดุม ซึ่งถึงตรงนั้น ลิเวอร์พูล มีสี่กองกลางเติมเข้าไปในกรอบเขตโทษ และเป็น ไวจ์นาลดุม ที่จ่ายให้ ลัลลาน่า ยิงสุดสวยเข้าไปได้ ซึ่งการเคลื่อนที่ของหน้าเป้าอย่าง “ริดจ์” ถือว่าทำหน้าที่ได้ดี

ทดสอบเกมรับเชลซี

และเกมนี้จะเป็นการดวลกันระหว่างแนวรุกที่เร็วและคล่องของ คล็อปป์ กับ แผงหลังเชลซีที่มี ก็องเต้ เป็นหัวใจในการหยุดเกม ซึ่งจุดที่วัดใจ คอนเต้ ก็คือ เขาจะเลือกใช้ ออสการ์ ในเกมแบบนี้หรือไม่ เนื่องจากการเล่นเกมรับไม่ใช่จุดเด่นของ เพลย์เมคเกอร์ขาวบราซิล อยู่แล้ว ซึ่งหากตัดสินใจผิดพลาด พวกเขาอาจจะเจอบทลงโทษเหมือน อาร์เซนอล และ เลสเตอร์ ก็ได้
 
อีกหนึ่งคำถามใหญ่ก็คือ คู่เซนเตอร์แบ็ค ที่ดูแล้วเราน่าจะเห็น ดาวิด หลุยส์ ใน 11 ตัวจริงสักที เนื่อง จอห์น เทอร์รี่ ยังเจ็บอยู่ ซึ่งการจับคู่ของ ปราการหลังหัวฟู กับ แกรี่ เคฮิลล์ ยังคงเป็นที่น่าสนใจอยู่ เนื่องจากทั้งคู่ไม่ได้เล่นด้วยกันมาแสนนานแล้ว
ซึ่งนั่นอาจจะเป็นปัจจัยสำคัญสุดในเกมนี้เลยก็ว่าได้…