เซอร์จิโอ ฟาน ไดจ์ค : ไทยลีกทำให้ผมรู้สึกว่ากำลังเล่นอยู่ในยุโรป

FFT ขอตีแผ่เรื่องราวชีวิตตลอดการค้าแข้งกว่า 8 ปีในเอเชียของ หัวหอกลูกครึ่งฮอลแลนด์อย่าง เซอร์จิโอ ฟาน ไดจ์ค ที่ผ่านชีวิตมาทั้ง อินโดนีเซีย, ออสเตรเรีย, อิหร่าน และล่าสุดที่เมืองไทย…

ถึงตรงนี้ อินโดนีเซีย ถูก สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า แบนห้ามยุ่งเกี่ยวกับวงการลูกหนังโลกเป็นเวลากว่า 10 เดือนแล้ว และยังคงไม่มีท่าทีที่ ฟีฟ่า จะยกเลิกโทษแบนเร็วๆนี้ ทำให้ เซอร์จิโอ ฟาน ไดจ์ค กองหน้าทีมชาติอิเหนา รู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในวงการฟุตบอลของประเทศตัวเองเป็นอย่างมาก

ผมไม่อยากจะเชื่อว่า ฟุตบอลอินโดฯ จะเป็นเช่นนี้ และไม่รู้ว่ามันต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหน ที่จะยุติปัญหา

โดยล่าสุด อดีตหัวหอกสุพรรณบุรี เพิ่งให้สัมภาษณ์กับทาง FourFourTwo Indonesia ที่ประเทศออสเตรเลียถึงเรื่องราวต่างๆและความรู้สึกของเขา หลังผ่านประสบการณ์การค้าแข้งทั้งในระดับชาติและสโมสรมาอย่างโชกโชน

“มันทำให้ผมรู้สึกแย่มาก” ดาวเตะวัย 33 ปีเผย “โดยเฉพาะการได้เห็นเพื่อนและอดีตเพื่อนร่วมทีมหลายคนว่างงาน ที่สำคัญคือไม่ใช่แค่พวกเขา แต่เป็นครอบครัวของทุกคน ทั้งปู่ย่าตายาย พ่อแม่ พี่น้อง ญาติๆ เพราะว่า พวกเขาเป็นคนหาเลี้ยงครอบครัว”

“ผมไม่อยากจะเชื่อว่า ฟุตบอลอินโดฯ จะเป็นเช่นนี้ และไม่รู้ว่ามันต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหน ที่จะยุติปัญหานี้ มันเกือบปีแล้วนะครับ เกือบปีที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย”

“จากนี้ไป ฟุตบอลอินโดนีเซีย คงต้องเริ่มใหม่อีกครั้ง พวกเขาต้องวิ่งหาสปอนเซอร์ และเอาชนะใจแฟนๆกลับมา เพราะตอนนี้คนที่เจ็บปวดที่สุดก็คือ นักเตะและแฟนบอล เนี่ยแหละ”

แม้ว่าช่วงชีวิตที่ผ่านมาของ ฟาน ไดจ์ค จะเล่นที่ต่างแดนเป็นส่วนใหญ่ แต่ช่วงเวลาของเขากับ เปอร์ซิบ บันดุง ทีมบ้านเกิด ก็ถือว่า ยอดเยี่ยมไม่เบา และ ดาวยิงที่ติดทีมชาติอินโดนีเซีย 5 นัดก็ประทับใจชีวิตค้าแข้งในดินแดนบ้านเกิดเช่นกัน

“สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับฟุตบอลอินโดนีเซีย คือ แฟนๆ การสนับสนุนของพวกเขาคือสิ่งที่น่ายกย่อง” ฟาน ไดจ์ค อธิบาย

“ฟุตบอลที่นั่นใหญ่มาก และทุกเกม ตั๋วจะขายหมดตลอด ยิ่งถ้าเป็นเกมใหญ่ๆ จนตั๋วไม่พอ แฟนๆก็พร้อมจะยืนส่งเสียงจากด้านนอกสนามเลย มันคือประสบการณ์ที่ดีที่สุดในชีวิตผมกับฟุตบอล”

เพื่อนๆของเขา อดเล่นในเกมทางการมาเกือบปีแล้ว

โดยก่อนหน้าที่ ฟาน ไดจ์ค จะย้ายมาเล่นกับ เปอร์ซิบ บันดุง นั้น ดาวยิงลูกครึ่งฮอนแลนด์ ผ่านการค้าแข้งกับทีมดังในแดนออสซี่ อย่าง แอดิเลด ยูไนเต็ด มาถึงสามปี ก่อนที่ตัดสินใจย้ายมาบ้านเกิด เพราะว่า อยากอยู่ใกล้ครอบครัวและต้องการเล่นให้ทีมชาติอินโดนีเซีย

แต่ไม่ว่ายังไง ผมก็ภูมิใจในการเล่นให้อินโดนีเซียเสมอ

เกมแรกกับทีมชาติของเขา เกิดขึ้นในศึกเอเชี่ยน คัพ กับ ซาอุดิอาระเบีย เมื่อปี 2013 โดย ฟาน ไดจ์ค ลงเล่นต่อหน้าแฟนๆกว่า 75,000  คน ใน เกโลร่า บัง คาร์โน่ สเตเดี้ยม และแม้ทีมจะแพ้ แต่ อดีตดาวเตะสุพรรณบุรี ก็รู้สึกภูมิใจมาก

“แน่นอน ผมภูมิใจสุด” ฟาน ไดจ์ค รำลึก “ช่วงเวลานั้น ทำให้ผมคิดถึงบรรพบุรุษของผม และผ่านชีวิตที่ยากลำบากมาก จนทำให้พวกเราต้องจำใจย้ายไปเริ่มชีวิตใหม่ที่ ฮอลแลนด์ แต่ไม่ว่ายังไง ผมก็ภูมิใจในการเล่นให้อินโดนีเซียเสมอ”

หลังจากที่ ฟาน ไดจ์ค เล่นให้กับ เปอร์ซิบ บันดุง เพียง 29 เกม เขาก็ตัดสินใจออกเดินทางอีกครั้ง โดยคราวนี้จุดหมายใหม่อยู่ที่ อิหร่าน กับยอดทีมอย่าง เซปาฮาน

แม้ว่า อิหร่าน ในความรับรู้ของเราหลายคน อาจจะเต็มไปด้วยเรื่องของสงครามและความน่ากลัว แต่ว่า ชีวิตที่ อดีตเด็กฝึกโกรนิงเกน พบเจอ กลับไม่ใช่แบบนั้นแม้แต่น้อย

“สิ่งที่คุณอ่านหรือเห็นตามสื่อต่างๆ ไม่ใช่เรื่องจริงทั้งหมด มันดีกว่าที่หลายคนคิดมากนัก” ฟาน ไดจ์ค อธิบาย “ผมได้รับประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม ได้เพื่อนดีๆ การได้ไปที่นั่น ทำให้ผมโตขึ้น ทั้งเรื่องของชีวิตและฟุตบอล”

“ผู้เล่นอิหร่านมีเทคนิคและทักษะที่ดีมากจริงๆ”

ชอบเรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ๆเสมอ

“ด้วยความซื่อสัตย์ ผมคิดว่า นี่คือลีกที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยเล่นมา ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะคุณลองดูอันดับฟีฟ่าแร้งกิ้งของพวกเขาสิ พวกเขาเป็นอันดับ 1 ของเอเชียเลยนะ”

ทว่า ชีวิตในดินแดนเคร่งศาสนาของเขา กลับไม่ยืดยาวมากนัก โดย ฟาน ไดจ์ค อยู่ที่นั่นเพียง 6 เดือน ก่อนสร้างความเซอร์ไพรซ์ให้กับแฟนบอลไทยและอินโดนีเซีย ด้วยการย้ายมาอยู่กับทีมไฟแรงอย่าง สุพรรณบุรี ที่ตอนนั้นเพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาสู่ไทยพรีเมียร์ลีก

-ติดตามเรื่องราวชีวิตในเมืองไทยของ ยอดหัวหอก รายนี้ในหน้าต่อไป-