เด็กอาหยักซ์ / อัดเดปาย / ปฏิเสธเรนเจอร์ส : นิค เฟรสเซอ… จากนักบอลสู่กำปั้นทีมชาติไทย

ชีวิตเป็นของเรา! นี่ คือ เรื่องราวของ นิค เฟรเซอ ผู้ขีดเขียนชะตาชีวิตด้วยตัวเอง… แม้วัยเด็กเคยเป็นนักฟุตบอลดาวรุ่งที่อาจมีโอกาสก้าวขึ้นไปติดทีมชาติเนเธอร์แลนด์ส แต่วันนี้เขากลายเป็นนักมวยผู้มุ่งหวังคว้าเข็มขัดแชมป์โลก และก้าวขึ้นชกโอลิมปิก เกมส์ ในฐานะยอดกำปั้นทีมชาติไทย…

ทั้งที่เคยดวลกับ เมมฟิส เดปาย, ทั้งที่เคยกวาดรางวัลมากมายทั่วยุโรป, ทั้งที่เคยเกือบได้เซ็นสัญญากับกลาสโกว์ เรนเจอร์ส แต่อะไรทำให้เกิดจุดเปลี่ยนในชีวิตของเขา? ติดตามเรื่องราวของรุกกี้แห่งวงการมวยโลกวัย 22 ปี คนนี้ได้กับ FFT TH

อัมสเตอร์ดัม

“เสื้อตัวแรกของผม คือ เสื้อแข่งขันอาหยักซ์ ชุดเยือนสีเขียว ตอนนั้นผมเพิ่งอายุแค่ขวบเดียว” นิค เฟรสเซอ ย้อนรำลึกถึงความผูกพันระหว่างชีวิตของเขากับเกมลูกหนัง

อัมสเตอร์ดัม เมืองหลวงของประเทศเนเธอร์แลนด์ส ดินแดนที่เป็นศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์อันสำคัญแห่งหนึ่งของยุโรป ที่นั่น คือ บ้านเกิดของ นิค เฟรสเซอ ลูกครึ่งดัตช์-ไทย…นอกเหนือจากเรื่องประวัติศาสตร์ พวกเขายังมีทีมฟุตบอลที่ดีที่สุดในโลกก่อตั้งอยู่ในเมืองแห่งนี้ “อาหยักซ์ อัมสเตอร์ดัม” ทีมที่เต็มไปด้วยมนต์ขลัง และความสำเร็จ คุณพ่อของเขาปลูกฝังให้รักและผูกพันกับสโมสรแห่งนี้ตั้งแต่เด็ก

“พ่อของผมเขาเป็นแฟนพันธุ์แท้ระดับที่ตามทีมไปเชียร์หลายๆที่ทั่วยุโรปเลยล่ะ”

“แน่นอนว่ารวมถึงรอบชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เมื่อปี 1994/1995 ที่อาหยักซ์ ชนะเอซี มิลาน 1-0 ที่ อิตาลีด้วย เขาพยายามโน้มน้าวให้ผมเตะฟุตบอลตั้งแต่ 5 ขวบ แต่ตอนนั้นผมยังเด็กเกินไป และก็กลับมาเล่นอีกครั้ง เมื่อตอนอายุได้ 7 ปี ผมได้เข้าไปอยู่กับทีมสมัครเล่นชื่อว่า AFC มันเป็นทีมที่เขาเรียกว่า Feeder Club (ทีมสมัครเล่น ไม่มีทีมอาชีพในทีมชุดใหญ่ แต่ป้อนนักเตะเข้าทีมเยาวชนของสโมสรฟุตบอลอาชีพ)”

“ความจริงตอนเด็กๆ ผมสนุกกับการดูทีมอย่างเรอัล มาดริด มากที่สุด พวกเขามีนักเตะอย่าง ซีเนอดีน ซีดาน, โรนัลโด, ราอูล กอนซาเลซ, เฟร์นานโด มอริเอนเตส และโรแบร์โต คาร์ลอส แต่ผมมีเลือดอัมสเตอร์ดัมเต็มตัว ทีมโปรด คือ อาหยักซ์ เท่านั้น และความฝันที่อยากเป็นนักฟุตบอลจริงๆ ของผมก็เริ่มขึ้นเมื่อพวกเขาสนใจตัวผม พร้อมดึงผมไปอยู่ทีมยุวชน รุ่นอายุไม่เกิน 9 ปี”

“ที่นั่นทีมอายุต่ำกว่า 9 ปี เขาเรียกว่ารุ่น F1 เป็นทีมเด็กที่สุดของอาหยักซ์ ผมเริ่มที่จะมีแรงบันดาลใจมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อได้ซ้อมที่สนามใกล้ๆกับนักเตะทีมชุดใหญ่ของอาหยักซ์ อัมสเตอร์ดัม…”

“สนามซ้อมของทีมชุดใหญ่ มี 2 สนาม คือ สนามที่อยู่ถัดไปไม่ไกลนัก กับศูนย์ฝึกซ้อมของพวกเราที่ชื่อว่า เด โทคุมสต์ (De Toekomst) หรือที่แปลว่า ‘อนาคต’ เวลาเราซ้อมที่นั่นเราก็จะได้เจอกับนักเตะดังอย่าง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช, สเตฟาน พีนาร์, แอนดี้ ฟาน เดอร์ เมย์เดย์, รวมถึง ชูเลี่ยน เอสคูเด แต่คนที่ผมชื่นชอบจริงๆ คือ แม็กซ์เวลล์ กับ ฮาเต็ม ทราเบลซี่… ด้วยความที่ตอนเด็กๆ ผมเล่นแบ็คขวาด้วย ยิ่งทำให้ผมศึกษาดู ทราเบลซี่ บ่อยๆ เขา คือ สุดยอดแบ็คขวาของฮอลแลนด์ในยุคนั้น แต่เพราะในเวลาต่อมาเขาได้รับบาดเจ็บหนัก หลังจากออกจากอาหยักซ์ไปจึงไม่ประสบความสำเร็จนัก”

“ในฐานะที่เป็นนักเตะทีมเยาวชน ผมได้รับตั๋วปีเข้าไปชมเกมในเกมเหย้าทุกๆสุดสัปดาห์ มันยิ่งทำให้ผมอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ การที่เราได้เห้นผู้เล่นอย่าง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช หรือกระทั่ง สไนจ์เดอร์ ลงเล่นมันย่อมรู้สึกดีอยู่แล้ว”

“เรา (ทีมอาหยักซ์ชุด E2) ได้แชมป์ลีกในระดับจูเนียร์ ทำให้นัดสุดท้ายของฤดูกาลของทีมอาหยักซ์ ชุดใหญ่ พวกเราได้เดินลงสนามไปพร้อมกับพวกนักเตะดังๆในอัมสเตอร์ดัม อารีน่า ด้วย”

ขวบปีแรกกับ อาหยักซ์ อัมสเตอร์ดัม ทุกอย่างเต็มไปด้วยความราบรื่น นิค เฟรสเซอ ดาวเตะตัวน้อยลูกครึ่งดัตช์-ไทยดูท่ากำลังจะไปได้สวย เขาเป็นตัวหลักของทีม และพาทีมกวาดแชมป์แทบทุกรายการที่ขวางหน้า แต่ปีที่ 2 ชีวิตเขาต้องสั่นคลอน เมื่อโค้ชคนใหม่เข้ามา และบอกว่าเขา “ไม่ยอมเชื่อฟัง”

นิค เฟรสเซอ สมัยเข้าทีม Ajax E1 เมื่อตอนอายุ 9 ปี

Mr. Kortlevers  

“ผมพูดได้เลยว่าผมเป็นผู้เล่นที่เก่งเมื่อตอนเด็กๆ” นิค เฟรสเซอ เริ่มกล่าว

“ผมเป็นตัวหลักของอาหยักซ์เสมอไม่ว่าไปแข่งที่ไหนของยุโรป ทั้งเยอรมัน, อิตาลี, หรือสเปน...ทัวร์นาเม้นต์แรกผมจำได้ว่าเราเดินทางด้วยรถบัสไปเยอรมัน ตอนนั้นเราเจอทีม ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ซึ่งตอนนั้นทีมชุดใหญ่ของพวกเขาดังมากๆ นำโดย มิชาเอล บัลลัค แต่เราก็ชนะพวกเขาได้ ปีนั้นเราเข้าชิงชนะเลิศถึง 4 ครั้ง...ถ้าให้เล่าถึงความทรงจำช่วงเวลานั้น มันเป็นอะไรที่สวยงามสุดๆ ทุกอย่างมันดูเป็นเรื่องสนุก และผจญภัยสุดๆ มันเหมือนกับ สคูล แคมป์ (School Camp) และผู้ปกครองก็มักเดินทางตามกันไปด้วย”

“นักเตะที่ซี้ที่สุดคนหนึ่งของผม คือ เดนเซลล์ กราเวนเบอร์ช สมัยก่อนเขาเป็นกองหน้าตัวฉกาจ (แต่ปัจจุบัน กราเวนเบอร์ช เปลี่ยนไปเล่นกองหลัง สังกัดทีมเรดดิ้ง ทีมในศึกเดอะ แชมเปี้ยนชิพ อังกฤษ) และแน่นอนว่า ผมได้ดวลกับ เมมฟิส เดปาย มาตั้งแต่เด็ก...ตั้งแต่สมัยที่เขายังอยู่กับสปาร์ตา ร็อตเตอร์ดัม ก่อนเขาได้ย้ายไปอยู่กับพีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น เมื่อตอนอายุ 12 ปี ใช่ล่ะ...เราต้องดวลกันบ่อยๆ เพราะเขาเล่นกราบซ้าย ส่วนผมเล่นเป็นแบ็คขวา และผมก็เคยอัดเขาจนโดนใบแดงด้วย”

ทุกๆอย่างดูงดงาม…แต่การเข้ามาของ เอ็ดวิน คอร์ตเลเวอร์ส (Edwin Kortlevers) โค้ชทีมเยาวชนเมื่อเข้าได้ขึ้นไปอยู่กับทีมอาหยักซ์ อัมสเตอร์ดัม ระดับ E2 (อายุสูงกว่า F1 หนึ่งปี) ก็ทำให้ชีวิตลูกหนังของเขาดูไม่ค่อยสดใสนัก

“ปีที่ 2 ถ้าให้พูด มันไม่ใช่ปีที่ดีของผมสักเท่าไหร่...ผมไม่ค่อยได้ลงเล่นเหมือนกับปีแรก”

“โค้ช (เอ็ดวิน คอร์ตเลเวอร์ส) ไม่ค่อยส่งผมลงเล่น และเขาก็มักจะเอาผู้เล่นในตำแหน่งอื่นๆมาเล่นแทนผมเสมอ...ผมไม่รู้ว่าทำไมโค้ชไม่ชอบผม เขาพูดแค่ว่าผมไม่ค่อยเชื่อฟังเขา”

“แต่สุดท้าย เอ็ดวิน ก็อยู่ได้แค่ปีเดียว ผลงานของเราไม่ดี และหลังจากนั้นเขาก็ถูกไล่ออก”

นิค เฟรสเซอ วัย 12 ปี ประกบนักเตะจากแอฟริกันในรุ่นเดียวกัน แต่ลึกๆเขาคิดว่าอายุ 16 ปีแน่ๆ

เกรียงไกรในยุโรป

นิค เฟรสเซอ ยังคงโลดแล่นให้กับทีมอาหยักซ์เรื่อยมา เขาขยับขึ้นไปเล่นทีม E1 (รุ่นอายุไม่เกิน 12 ปี) และเมื่อไร้โค้ชที่เคยไม่เชื่อใจในฝีเท้าของเขา… “นิคกี้ เดอะ ยังบอย” กลับมาได้รับโอกาสอีกครั้ง เขาได้เข้าร่วมทัวร์นาเม้นต์ ที่ต้องลงแข่งขันที่ ซาน ซิโร่ สังเวียนลูกหนังอันศักดิ์สิทธิ์ และนั่นกลายเป็นช่วงเวลาที่เขาไม่ลืมเลือน  

“เราได้รับเชิญให้ไปอิตาลีอีกครั้ง ครั้งนี้เราต้องไปเตะกันในซานซิโร่” นิค เริ่มเล่าด้วยความตื่นเต้น

“ผมกับเพื่อนๆ เห็นรายชื่อของทีมที่เข้าร่วมการแข่งขัน และก็ต้องตื่นเต้นกัน เพราะมีทีมอย่าง ยูเวนตุส, อินเตอร์ มิลาน และ เอซี มิลาน กระทั่งเวโรน่า และ คิเอโว่ ตลอดจน 1860 มิวนิค… แต่โค้ชหันมาบอกพวกเราว่า ‘เฮ้! เราคืออาหยักซ์ หนึ่งในทีมที่มีอะคาเดมี่ที่ดีสุดของโลกนะ’...ทัวร์นาเม้นต์นั้นเราเจอกับทีมอะไรสักทีมจากอิตาลี เหมือนเป็นทีมท้องถิ่น เราชนะไป 13 - 0 แต่ที่ผมประทับใจมากที่สุด คือ การพบกับยูเวนตุส ในรอบชิงชนะเลิศ...คิดดูนะ พวกเขามีผู้เล่นที่มีส่วนสูงน่าจะประมาณอายุ 16 ปี เป็นผิวสี ขณะที่พวกเราอายุ 12 ปี มันเป็นไปไม่ได้หรอก ที่พวกเขาจะอายุ 12 ปี… ไม่เลยล่ะ”

“แต่เราก็สู้กันได้ดี และหลังจากเสมอกันในเวลา 2 - 2 ช่วงต่อเวลาพิเศษ ผมก็เปิดจากทางกราบขวาให้เพื่อนทำประตูขึ้นนำ ก่อนสุดท้ายเราเป็นฝ่ายชนะไป 4 - 2 คว้าแชมป์ปีนั้นได้สำเร็จ… มันเป็นหนึ่งในเกมแห่งความทรงจำที่ดีที่สุดของผม” นิค เฟรสเซอ กล่าว

เด็กชาย เฟรสเซอ คว้าแชมป์มากมายทั้งในประเทศ และระดับยุโรป แต่หลังเล่นให้กับ อาหยักซ์ ระดับ D1 (รุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี) เขาต้องแยกทางกับทีมโปรดของตัวเอง

วันที่ นิค เฟรสเซอ ย้ายไปอยู่ทีม Zeeburgia และกลับมาพบกับ Ajax รุ่น D1

เส้นทางใหม่ที่ (เกือบ) ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

สมัยที่ นิค เฟรสเซอ ก้าวขึ้นไปเล่นทีม D2 (รุ่นอายุไม่เกิน 13 ปี) ของอาหยักซ์ อัมสเตอร์ดัม เขายังเป็นตัวหลักของทีมต่อเนื่อง

“หลังจากอยู่ในรุ่น E1 ผมขึ้นไปเล่น D2 เรามีผู้เล่นที่สามารถเล่นในทีม D2 สองทีม ทำให้อาหยักซ์แบ่งออกเป็น 2 ทีม กลายเป็น D2 และ D3 ผมเล่นทั้งสองชุด ตอนนั้น ผมเป็นเหมือนกับ ซุเปอร์สตาร์ ใน D2 ล่ะ”   

“สมัยนั้น เดวีย์ คลาสเซน เขาอายุมากกว่าผม 1 ปี และเขาก็มักถูกจับลงมาเล่นกับรุ่นที่อายุน้อยกว่า ตอนนั้นเขาไม่ค่อยจะเก่งเอาซะเลย แต่ตอนนี้เขากลายเป็นนักเตะทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ชุดใหญ่ และนักเตะคนสำคัญของอาหยักซ์ ในปัจจุบัน”  

อย่างไรก็ตามจุดเปลี่ยนเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อ นิค เฟรสเซอ ไม่ได้ไปต่อกับทีมอาหยักซ์ อัมสเตอร์ดัม ในปีถัดมา… ทว่า Zeeburgia FC ทีมสมัครเล่นชื่อดังก็อ้าแขนรับเขาไว้ (Burgia ไม่มีทีมอาชีพ แต่เป็นทีมสมัครเล่นที่มีทีมเยาวชนชื่อดังในยุโรป)

“ผมต้องไปอยู่กับ Zeeburgia FC หลังไม่ได้อยู่กับอาหยักซ์ ผมเล่นให้พวกเขาในรุ่น D1 เป็นรุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี...พวกเขาเป็นทีมที่เก่ง ถ้าจะให้พูดกันตรงๆ คือ ผู้เล่นบางคนที่ Zeeburgia FC เก่งกว่าที่อาหยักซ์ด้วยซ้ำ ผมพาทีมกลับไปชนะ 2 - 1 ด้วย และด้วยความที่ทีมของเราเป็นทีมสมัครเล่นชื่อดัง ทำให้ตอนนั้นเริ่มมีหลายสโมสรให้ความสนใจในตัวผม ทั้ง อาแซด อัล์คมาร์ รวมถึงอาหยักซ์ อัมสเตอร์ดัม ที่ต้องการตัวผมกลับไปอีกครั้ง แต่พวกเขาบอกว่าต้องการดูผมอีก 1 ถึงจะดึงเข้าไปร่วมทีม นั่นทำให้ผมตัดสินใจไปอยู่กับ ฮาร์เล็ม แทน (ปัจจุบันทีมนี้ยุบไปแล้ว)”

“ระหว่างที่อยู่กับฮาร์เล็ม ผมได้มีโอกาสไปคัดตัวกับ อาร์เซน่อล แต่พวกเขาปฏิเสธผม โดยให้เหตุผลว่าผมตัวเล็กเกินไป และผมก็ไปคัดที่ กลาสโกว์ เรนเจอร์ส พวกเขาต้องการให้ผมอยู่ต่อ และเซ็นสัญญากับผม แต่ผมไม่เซ็น ผมไม่ชอบสก็อตแลนด์ ก็แค่นั้นแหละ นั่น คือ เหตุผล เพราะเพียงแค่ 3-4 โมงเย็น พระอาทิตย์ก็ตกดินแล้ว...โอ้ ไม่รู้สิ ผมไม่ชอบบรรยากาศที่นั่นสักเท่าไหร่ จริงๆผู้คนที่นั่นอัธยาศัยดีนะ ผมแค่ไม่ชอบบรรยากาศเฉยๆ”

เมื่อทีมที่เขาเล่นอยู่ด้วยไม่ได้แข็งแกร่ง และมีการแข่งขันที่สูงนัก… ทำให้เขาได้มีเวลาไปฝึกฝนทักษะด้านอื่นๆ...นิค เฟรสเซอ เลือกไปซ้อมมวยไทย เพื่อทำให้ร่างกายตัวเองแข็งแกร่งขึ้น พร้อมหวังนำมาปรับใช้กับฟุตบอล... แต่นั่นกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขาตลอดกาล

นิค เฟรสเซอ กับคุณพ่อของเขา

Topics