เด็กเทพนรกแตก : กรุงเทพคริสเตียน ชุดกวาด 5 แชมป์บอลนักเรียนในตำนาน

บางคนกลายเป็นผู้ใหญ่บ้าน, บางคนยังโลดแล่นในลีกสูงสุดได้อย่างแข็งแกร่ง, บางคนเคยมีค่าตัวระดับเกินล้านบาทเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว, บางคนอาการบาดเจ็บ ได้ทำให้พรสวรรค์ระดับโคตรดาวยิง ต้องหายไปจนไม่เหลือร่องรอย, บางคนกลายเป็นตำนาน “วันแมนคลับ” ของสโมสรดัง, บางคนเลือกเส้นทางบอลเดินสาย จนได้รางวัลจาก ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ มาแล้ว 

นี่ คือ สุดยอดนักเตะของ ชงโคม่วงทอง ที่ดีที่สุดตลอดกาลชุดหนึ่ง พวกเขาร่วมกันคว้า 5 แชมป์มาได้อย่างยิ่งใหญ่ภายในขวบปีเดียว และ FFT TH ขออนุญาตเป็นไกด์ นำทุกท่านไปตามหาพวกเขาทั้ง 25 คนกันเลย

โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย หนึ่งในโรงเรียนเอกชนชายล้วนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย โดย กว่า 165 ปี ที่โรงเรียนแห่งนี้ ก่อตั้งขึ้นมา ก็ได้สร้างบุคลากรที่เก่งกาจทุกๆ แขนงไว้ประดับเมืองไทย และในวงการฟุตบอล ก็เช่นกัน โดยหลายสิบปีที่ผ่านมา “ชงโคม่วงทอง” ถือเป็นสถาบันลูกหนังขาสั้นที่ต่างสถาบันต้องหวาดผวา พวกเขาดาหน้าคว้าแชมป์นับร้อยถ้วย แถมยังผลิตเพชรเม็ดงามจำนวนมากให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของทีมชาติไทย ในแทบทุกยุคทุกสมัย

โดยเมื่อช่วงปี 2542 ถือเป็นปีที่ ทีมฟุตบอลของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ได้สร้างความยิ่งใหญ่สุดๆ เมื่อพวกเขาใช้เด็กอายุไม่เกิน 16-17 ปี หรืออยู่ในระดับชั้น ม.4 - ม.5 จำนวน 25 คน สลับกันลงเล่นฟุตบอลรายการใหญ่ระดับประเทศทั้งหมด 5 รายการ โดยผลสุดท้าย พวกเขาสามารถกวาดแชมป์ทุกใบทั้ง 5 รายการ มาอยู่ในตู้โชว์ของโรงเรียนได้สำเร็จ ภายใต้หัวหน้าโค้ช ณรงค์ ตราบดี และทีมสต๊าฟฟ์โค้ชอย่าง ประจักษ์ เวียงสงค์ และ วิโรจน์ มูฮัมหมัด

3 รายการแรก เริ่มต้นจากการคว้าแชมป์ ฟุตบอลนักเรียน กรมพลศึกษา ประเภท ก อายุ 16 ปี ตามด้วยการคว้าแชมป์ ฟุตบอลนักเรียน กองทัพอากาศ หรือที่สมัยนั้น วงการฟุตบอลขาสั้นจะเรียกกันติดปากว่า “บอล ทอ.” และตบท้ายด้วยการคว้าแชมป์ฟุตบอลนักเรียน กรุงเทพมหานคร ได้สำเร็จ

นักเตะทรงคุณค่า, กองหน้ายอดเยี่ยม, ผู้รักษาประตูยอดเยี่ยม และ กองกลางยอดเยี่ยม ถูกเหมารางวัลจากนักเตะของกรุงเทพคริสเตียนทั้งสิ้น

ส่วนอีก 2 แชมป์ นับเป็นรายการใหญ่ไม่แพ้กัน นั่นคือ การคว้าแชมป์ร่วมกับ โรงเรียนเทพศิรินทร์ ในการแข่งขันฟุตบอลประเพณีจตุรมิตรสามัคคี ครั้งที่ 20 โดยในรอบชิงชนะเลิศ “ชงโคม่วงทอง” ที่รับบทเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันในครั้งดังกล่าว ก็เสมอกับ ลูกแม่รำเพย ด้วยสกอร์ 2-2 แม้ว่าในรายการนี้ นักเตะส่วนใหญ่จะเป็นรุ่นพี่ที่อยู่ในชั้นมัธยม 6 แต่จากฟอร์มการคว้า 3 แชมป์ก่อนหน้านี้ ก็ได้ทำให้ผู้เล่นหลายคนจากชั้น ม.4 - ม.5 ถูกยกระดับขึ้นมาเล่นในรายการนี้ด้วย

และอีกหนึ่งแชมป์ปิดท้ายนั่นคือ การคว้าแชมป์โค้กคัพ ครั้งที่ 10 มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ โดยสามารถเอาชนะ สวนกุหลาบวิทยาลัย ได้ในรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งนักเตะทรงคุณค่า, กองหน้ายอดเยี่ยม, ผู้รักษาประตูยอดเยี่ยม และ กองกลางยอดเยี่ยม ถูกเหมารางวัลจากนักเตะของกรุงเทพคริสเตียนทั้งสิ้น และนอกจากนี้ ยังมีนักเตะอีกหลายคนในชุดนี้ที่สามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลเยาวชน ปตท. ก๊าซธรรมชาติ คัพ ครั้งที่ 2 ในปีต่อมาได้อีกด้วย

FFT TH ขอนำทุกท่านย้อนรอยไปพบกับเหล่าขุนพลเด็กเทพนรกแตกของ กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ชุด 5 แชมป์ดังกล่าวโดยได้รับเกียรติจากอาจารย์ภูษิต จันทร์จิเรศรัศมี ผู้จัดการทีมและ สุริยะ อมตเวทย์ กัปตันทีมในชุดดังกล่าว เป็นไกด์นำทางกิตติมศักดิ์ของพวกเรา

สุริยะ อมตเวทย์

สุริยะ อมตเวทย์ ก็สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้งให้กับตนเองด้วยการเป็นผู้ที่ยิงประตูเดียวให้ ทีมชาติไทย ในการแข่งขันชิงเยาวชนอายุไม่เกิน 17 ปี ชิงแชมป์โลก ที่ประเทศนิวซีแลนด์ เมื่อปี 1999

เขาคือสุดยอดกองหน้าจอมถล่มประตูของฟุตบอลนักเรียนในยุคนั้น ไม่มีกองหลังคนไหนไม่หวาดหวั่น “เจ้าเบียร์”

สุริยะ อมตเวทย์ เป็นกัปตันทีมของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนในช่วงอายุเท่ากัน แถมยังเป็นดาวซัลโว พร้อมทั้งเป็นนักเตะยอดเยี่ยมของแทบทุกรายการที่ลงเล่น ซึ่งรายการโค้กคัพ ครั้งที่ 10 เขาก็เหมาทั้งสองรางวัลส่วนตัวนี้มาครอบครองได้

ช่วงเวลาที่เขากำลังเป็นเบอร์หนึ่งของฟุตบอลนักเรียน สุริยะ อมตเวทย์ ก็สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้งให้กับตนเองด้วยการเป็นผู้ที่ยิงประตูเดียวให้ ทีมชาติไทย ในการแข่งขันชิงเยาวชนอายุไม่เกิน 17 ปี ชิงแชมป์โลก ที่ประเทศนิวซีแลนด์ เมื่อปี 1999 รุ่นเดียวกับ ณัฐพร พันธ์ฤทธิ์ รวมถึง สินทวีชัย หทัยรัตนกุล โดยเป็นการยิงกาน่า ที่นำทีมโดย มิคาเอล เอสเซียง กองกลางระดับโลก อดีตแข้งเรอัล มาดริด และ เชลซี

แม้ทัวร์นาเม้นต์นั้น ไทยจะแพ้แบบเละเทะทั้ง 3 นัด แต่ชื่อของ “เจ้าเบียร์” ก็ถูกกล่าวขาน เขา คือ เด็กหนุ่มจากจังหวัดพัทลุง ที่แบกความฝันเข้าเมืองกรุง และได้เข้าเรียนกับยอดทีมลูกหนังขาสั้นอย่าง กรุงเทพคริสเตียน และด้วยลีลาการเป็นยอดเพชฌฆาตของเขา ทำให้เขาถูกขนานนามว่า “ปิยะพงษ์ 2”

แต่แล้วอาการบาดเจ็บที่ทำร้ายนักฟุตบอลมานักต่อนัก ก็เดินทางมาเคาะประตูบ้านของ สุริยะ เขาเริ่มมีอาการบาดเจ็บปวดหลังเล่นงานมาตั้งแต่ฟุตบอลยู 17 ชิงแชมป์โลก แต่เขาก็ฝืนทนเล่นมาอย่างต่อเนื่อง จนพาทีมกรุงเทพคริสเตียน เลื่อนชั้นขึ้นสู่ไทยลีก จากดิวิชั่น 1 เมื่อปี ค.ศ. 2001 เขาก็ทนอาการบาดเจ็บที่หมอนรองกระดูกที่หลังไม่ไหว ต้องแขวนสตั๊ดด้วยวัยอันน้อยนิดเพียง 20 ปี

แม้พยายามกลับมาสู่วงการลูกหนังกับ พนักงานยาสูบ และ พัทลุง บ้านเกิด แต่สุดท้ายก็สู้กับสังขารตัวเองไม่ไหว เคยมีเรื่องเล่าว่าสาเหตุอาการบาดเจ็บของ “เบียร์” สุริยะ อาจเกิดจากวิธีการฝึกซ้อมสมัยก่อน ที่ผู้ใหญ่ชอบให้นักเตะขึ้นขย่มหลังกันและกัน เพื่อหยุดการเจริญเติบโตของส่วนสูง และทำให้การโกงอายุดูสมเหตุสมผล…

ความจริงดังกล่าว ไม่มีใครรู้ และไม่มีใครพิสูจน์ได้ แต่ทุกวันนี้ “เบียร์” สุริยะ อมตเวทย์ ยังคงอยู่ในวงการฟุตบอลที่เขารัก โดยผันตัวเองไปเป็นอาจารย์พละ คอยสอนเด็กนักเรียนอายุ 12-14 ปี ที่ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน สถานที่ที่ปลุกปั้นเขาขึ้นมา และก็ได้อยู่ในทีมสต๊าฟฟ์ คอยช่วยเหลือทีมงานโค้ชในชุดจตุรมิตร ที่กำลังจะแข่งขันปลายปีนี้อยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย

อธิชัย สุขีภาพ

เขา คือ อดีตกองหน้าที่มีความเร็วจัดจ้านของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ตามคำบอกเล่าของคนที่เคยเล่นฟุตบอลกับเขา แต่ก็ไม่ได้เป็นตัวหลักเท่าไรนักในสมัยนั้น เนื่องจากมี สุริยะ อมตเวทย์ และ โกมินทร์ ระดารุตน์ อยู่ในทีม

ภายหลังจากลงเล่นในนามทีมโรงเรียน ชงโคม่วงทอง จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เขาก็เลือกเล่นให้กับสโมสร ราชประชา ก่อนที่หลังจากนั้น ช่วงก่อนปี 2009 จะย้ายเข้ามาอยู่กับทีมสมาคมกีฬาบางกอกกล๊าส ลงสนามในถ้วย ค. โดย อธิชัย สุขีภาพ ได้ลงสนามในเกม ไทยคม เอฟเอคัพ 2009 รอบที่ 3 ซึ่งบุกไปแพ้ โอสถสภา 1-3 ด้วย

จากนั้น ด้วยร่างกายที่ไม่อำนวยนัก อธิชัย จึงต้องแขวนสตั๊ดตั้งแต่ยังหนุ่มๆ โดยในปี 2011 เขาได้กลายมาเป็นผู้ช่วยผู้ฝึกสอนของทีมสมาคมกีฬาบางกอกกล๊าส หรือในชื่อใหม่ว่า รังสิต เอฟซี ลงแข่งขันในถ้วย ข. และทำหน้าที่เป็นสต๊าฟฟ์โค้ชของทีม รังสิต เอฟซี เรื่อยมา จนกระทั่งได้เขยิบเข้ามาเป็นทีมสต๊าฟฟ์โค้ชในชุดเยาวชนของสโมสร บางกอกกล๊าส เอฟซี ซึ่งเป็นทีมพี่ ในศึกไทยลีกในเวลาต่อมา

ปัจจุบัน อธิชัย สุขีภาพ ยึดอาชีพโค้ชเต็มตัว และกลายมาเป็นผู้ฝึกสอนเยาวชน รุ่นอายุไม่เกิน 18 ปีของ “กระต่ายแก้ว” บางกอกกล๊าส เอฟซี ในซีซั่นนี้

Pages