เด็กเทพปักษ์ใต้/บีจีจองตัว/ชีวิตเปลี่ยนที่ล้านนา : วรวุฒิ นามเวช ว่าที่ “ช้างศึก” ซีเกมส์

เขาคือเด็กเทพผู้กวาดแชมป์ทั้งฟุตบอลและฟุตซอลมาแล้วมากมายทั่วทั้งภาคใต้...ได้รับสัญญาอาชีพพร้อมเงินเดือนกินเปล่าตั้งแต่ยังเรียนไม่จบมัธยม ก่อนเจอจุดเปลี่ยนของชีวิตที่แดนล้านนา

วรวุฒิ นามเวช ปราการหลังอนาคตไกลของ เชียงราย ยูไนเต็ด ปักหลักค้าแข้งกับทีมเป็นปีที่ 2 แล้ว แม้โอกาสในฤดูกาลนี้จะไม่มากนัก แต่ก็ยังได้รับโอกาสติดทีมชาติอย่างต่อเนื่อง...เขาเป็นใครมาจากไหน? ฝีเท้าและเรื่องราวชีวิตค้าแข้งของเขาเป็นอย่างไร? ติดตามได้ที่นี่

เรื่องเล่า 60 วินาที

ปราการหลังวัย 21 ปี เป็นชาวจังหวัดภูเก็ต โดยกำเนิด เริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่ 8 ขวบ จากการไปเตะเล่นแถวบ้านกับพี่ชาย และพ่อ ช่วงเย็นหลังเลิกเรียน ก่อนไปเข้าเรียนที่ โรงเรียนอบจ.บ้านนาบอน และได้เป็นนักกีฬาฟุตบอลของโรงเรียนตั้งแต่ ป.1 ด้วยตำแหน่งกองกลาง

ช่วง ป.5 “หนึ่ง” ย้ายไปเรียนที่ เทศบาลปลูกปัญญาในพระบรมราชูปถัมภ์ จังหวัดภูเก็ต จากการชักชวนของ “มาสเซอร์เด่น” เด่นพงษ์ ล่องทอง และได้เข้าร่วมกับ สโมสรดราก้อน จูเนียร์ ที่เป็นพันธมิตรกับทางโรงเรียน กวาดแชมป์ฟุตบอลเด็กมาแล้วทั่วทั้งภาคใต้

หลังจบ ม.3 “หนึ่ง” เดินทางไปคัดตัวตามสถาบันทึ่ขึ้นชื่อเรื่องฟุตบอลมากมาย ก่อนที่ “มาสเซอร์เด่น” จะแนะนำให้เขาไปที่ อัสสัมชัญ กรุงเทพ เพราะมีรายการใหญ่อย่างจตุรมิตร ซึ่งจะเพิ่มโอกาสให้บรรดาสโมสรชื่อดังได้เห็นฟอร์ม และมอบสัญญานักเตะอาชีพให้กับเขา

เหตุผลที่ต้องรู้จัก

“หนึ่ง” คัดตัวเข้าสู่รั้ว “เจ้าสัวน้อย” ได้แบบผ่านฉลุย และได้เป็นตัวหลักของทีมทันทีตั้งแต่ ม.4 เดินทางไปแข่งขันฟุตบอลรายการดังมากมาย ทั้ง ไพรม์มินิสเตอร์, ถ้วย ข และถ้วย ถ้วย ก ตอน ม.5 แต่น่าเสียดายที่ศึกชิงแชมป์กีฬา 7 สี ต้องจอดป้ายเพียงรอบคัดเลือกเท่านั้น

ช่วง ม.5 “หนึ่ง” ถูกเรียกตัวข้ามรุ่นไปติดทีมเข้าแข่งขันฟุตบอลจตุรมิตรสามัคคี ครั้งที่ 26 พร้อมกับคว้าอันดับ 3 มาครอง โดย อินทรีแดงชุดนั้น มี คุณศุภสิน ลีลาฤทธิ เป็นที่ปรึกษาทีม และเป็นจังหวะเดียวกับที่ บางกอกกล๊าส เอฟซี เซ็นสัญญาเป็น พันธมิตรกับโรงเรียนอัสสัมชัญ  ทำให้ วรวุฒิ และเพื่อนอีกๆ 5 คนได้รับเซ็นสัญญาเป็นเยาวชนของ “เดอะแรบบิท”

เนื่องจากยังเรียนไม่จบชั้นมัธยมศึกษา ทางต้นสังกัดจึงปล่อยให้ “หนึ่ง” เรียนต่อจนจบ แต่ก็ให้ค่าเหนื่อยกินเปล่าทุกเดือน ก่อนที่เขาจะสำเร็จการศึกษาในช่วงปลายๆฤดูกาล ทำให้ต้องถูกถูกส่งให้ รังสิต เอฟซี ยืมไปใช้งาน แต่ไม่ได้รับโอกาสลงสนามเท่าไหร่นัก และได้ลงเล่นอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยในปีต่อมา

เนื่องจากยังเรียนไม่จบชั้นมัธยมศึกษา ทางต้นสังกัดจึงปล่อยให้ “หนึ่ง” เรียนต่อจนจบ แต่ก็ให้ค่าเหนื่อยกินเปล่าทุกเดือน

ปีต่อมา “หนึ่ง” ถูกดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ทันที ภายใต้การคุมทัพของ ริคาร์โด โรดริเกวซ กุนซือชาวสแปนิช แต่กลับได้ลงเล่นเพียงนัดเดียวเท่านั้น คือในรายการบอลถ้วย ก่อนเก็บข้าวของย้ายไปอยู่กับ เชียงราย ยูไนเต็ด ซึ่งกลายกลายเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะได้รับโอกาสลงสนามจาก “โค้ชโจ” ธีระศักดิ์ โพธิ์อ้น อย่างต่อเนื่อง จนถูกเรียกตัวติดทีมชาติชุดอายุไม่เกิน 21 ปี  อีกทั้งยังทำประตูในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลสี่เส้า รายการเนชั่นส์คัพ ที่มาเลเซีย พร้อมกับซิวถ้วยแชมป์กลับเมืองไทยได้สำเร็จ

ฤดูกาลที่ผ่านมา เขาลงสนามให้ เชียงราย ยูไนเต็ด ไปกว่า 18 เกม ถือว่าเป็นสัดส่วนที่เยอะมาก หากเทียบกับสมัยค้าแข้งให้ยอดทีมย่านรังสิต ที่เจ้าตัวแทบจะไม่มีใครรู้จัก ทว่าในฤดูกาลนี้ ภายใต้การคุมทัพของ อเล็กซานเดร กาม่า ที่มักจะเลือกใช้ผู้เล่นมากประสบการณ์ลงเป็น 11 ตัวจริง ทำให้โอกาสของ “หนึ่ง” ลดน้อยลงไป และเพิ่งลงเล่นไปเพียง 2 นัด จนถึงปัจจุบัน และยังคงต้องต่อพิสูจนตัวเอง เพื่อเบียดแย่งตำแหน่งตัวจริงต่อไป

จุดแข็ง

ลูกกลางอากาศ, การอ่านเกม และการดักบอล คือสิ่งที่ “หนึ่ง” ทำได้อย่างโดดเด่น จนบรรดารุ่นพี่ภายในทีมออกปากชมอยู่บ่อยๆ อีกทั้งยังมีรูปร่างสูงใหญ่ และสภาพร่างกายที่แข็งแกร่ง รับมือกับแนวรุกทั้งไทยและต่างชาติได้เป็นอย่างดี

จุดอ่อน

แน่นอนว่าด้วยรูปร่างที่สูงใหญ่ ทำให้เขามีความเร็วไม่มากเท่าไหร่ ถึงขนาดที่เจ้าตัวยอมรับว่าค่อนข้างช้า แต่ก็ใช้การก้าวเท้ายาว และทดแทนสปีดที่หายไปด้วยการอ่านเกมและดักบอลที่เฉียบขาด

รู้หรือไม่?

สมัยเรียนที่ เทศบาลปลูกปัญญาในพระบรมราชูปถัมภ์ “หนึ่ง” เล่นฟุตซอลควบคู่ไปกับฟุตบอล โดยยังไม่เริ่มจริงจังกับอันใดอันหนึ่ง ครั้งหนึ่งเคยเป็นแชมป์ภาคใต้กีฬานักเรียนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทยมาแล้ว ก่อนไปคว้าอันดับ 3 ในรอบประเทศ ก่อนหันเข้าสู่เส้นทางลูกหนังอย่างเต็มตัว เพราะได้รับคำแนะนำจากหลายๆคนว่าจะไปได้สวยกว่ากับกีฬาฟุตบอล

โปรดติดตามตอนต่อไป...

บรรดารุ่นพี่มากประสบการณ์ทั้ง ประทุม ชูทอง, เกียรติประวุฒิ สายแวว, ปราการหลังชาวแซมบ้าอย่าง เอเวอร์ตัน หรือแม้กระทั่งดาวรุ่งอย่าง โชติภัทร พุ่มแก้ว คือกลุ่มคนที่เขาต้องพิสูจน์ตัวเอง เพื่อแย่งตำแหน่งตัวจริง และตัว “หนึ่ง” เอง ก็ตั้งเป้าจะทำผลงานให้ดีที่สุด หากได้รับโอกาสลงสนาม และช่วยพาทีมประสบความสำเร็จให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ในฤดูกาลนี้ และเพื่อมีลุ้นเป็น 1 ใน 23 ขุนพลทีมชาติไทย ชุดลุยศึกซีเกมส์ ครั้งที่ 29 ประเทศมาเลเซีย ช่วงเดือนสิงหาคมนี้