เด็กขี้แย...แต่ใจสู้เพื่อแม่ : สุวิจักขณ์ มูลแก้ว...ยอดดาวรุ่ง เดอะ ฟ็อกซ์ ฮันท์

บางคนอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพเพียงเพื่อตามฝันของตัวเองให้พบ แต่ความฝันของเขาผู้นี้เกิดจากความรัก และความห่วงใยที่หวังเป็นนักเตะอาชีพเพื่อนำเงินมารักษาแม่ที่ป่วยหนัก... 

จากกระแสในโลกโซเชี่ยลของเด็กหนุ่มผู้อยากสานฝันเพื่อแม่ กับการได้รับเลือกเป็น 1 ใน 16 แข้งเยาวชนไปฝึกทักษะลูกหนังถึงประเทศอังกฤษกับ เลสเตอร์ ซิตี้ ท่ามกลางการแข่งขันอันดุเดือดในศึก คิง พาวเวอร์ คัพ 2016 ของเหล่าบรรดาแข้งเยาวชนกว่า 2,000 คน

สุวิจักขณ์ มูลแก้ว คือหนึ่งเดียวจากรั้วโรงเรียนวชิราลัย ที่ได้รับเลือกเข้าสู่โครงการ ฟ็อกซ์ ฮันท์ รุ่นที่ 2 และเขามีฝันที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นคือหวังต่อยอดสู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพ เพื่อนำเงินมาช่วยเหลือครอบครัว และดูแลคุณแม่ที่ป่วย แต่เขาคือใคร มาจากไหน และฝีเท้าเป็นอย่างไร โฟร์โฟร์ทู ประเทศไทย ขออาสาพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับดาวรุ่งรายนี้แบบทุกซอกทุกมุม

เรื่องเล่า 60 วินาที

“แฟร้ง” สุวิจักขณ์ มูลแก้ว เกิดที่ตำบลแม่ศึก อำเภอแม่แจ่ม  ในจังหวัดเชียงใหม่ดินแดนภาคเหนือของประเทศไทย ครอบครัวของ “แฟร้ง” ทำอาชีพเกษตรกร ซึ่งฐานะค่อนข้างยากจน โดยอาศัยอยู่กับพ่อ, แม่ และพี่สาวอีกหนึ่งคน

“แฟร้ง” หลงใหลในกีฬาลูกหนังมาตั้งแต่เด็ก เพราะเพื่อนๆแถวบ้านมักชวนเขาออกไปเล่นฟุตบอลอยู่เสมอจนเกิดความชอบในกีฬาชนิดนี้ ด้วยความสนุกที่ได้เล่น เวลาหลังเลิกเรียน “แฟร้ง” มักรีบกลับมาบ้านเปลี่ยนชุดเพื่อออกไปเล่นฟุตบอลกับเพื่อนๆทุกครั้งที่มีโอกาส

แต่จุดเริ่มต้นการเล่นฟุตบอลอย่างจริงจังเกิดขึ้นในช่วงเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนเมืองเด็กวิทยา ในอำเภอแม่แจ่ม ซึ่งเขาถูกเลือกเป็นนักกีฬาฟุตบอลของโรงเรียน และได้เข้าร่วมแข่งขันศึกลูกหนังระดับนักเรียนหลายรายการ ขณะเดียวกันช่วงจบการศึกษาชั้นป.6 “แฟร้ง” เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนวชิราลัย ในฐานะโควต้านักกีฬา  ซึ่งเวลานั้นเขาเริ่มฝันถึงการเป็นนักเตะอาชีพ และหวังก้าวไปติดทีมชาติให้ได้

“แฟร้ง” ตั้งใจฝึกซ้อมจนได้รับคัดเลือกเป็นหนึ่งในขุนพลวชิราลัยชุดลุยศึก คิง พาวเวอร์คัพ 2016 โดยลงเล่นในตำแหน่งกองหลัง ซึ่งเขาได้ลงสนามครบทุกนัดที่แข่งขัน และช่วยให้วชิราลัย ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศไปเจอกับโรงเรียนกีฬาเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี ก่อนจะคว้าแชมป์มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่

หลังคว้าแชมป์ร่วมกับทีม “แฟร้ง” ต่อยอดความสำเร็จด้วยการถูกเลือกเป็นนักเตะหนึ่งเดียวของโรงเรียนวชิราลัย ที่ถูกคัดเข้าสู่โครงการ ฟ็อกซ์ ฮันท์ รุ่นที่ 2 ซึ่งเป็นโครงการเฟ้นหาสุดยอดแข้งเยาวชน 16 คน ของ คิง พาวเวอร์ เพื่อไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ และฝึกทักษะลูกหนังกับยอดทีมแดนผู้ดีอย่าง เลสเตอร์ ซิตี้ เป็นเวลา 2 ปีครึ่ง

"แฟร้ง" สุวิจักขณ์ มูลแก้ว แถวบนที่ 3 จากขวา

เหตุผลที่ต้องรู้จักเขา

ก่อนหน้านี้ “แฟร้ง” เคยตกเป็นข่าวที่เป็นกระแสในโซเชี่ยล หลังเขาโพสต์ภาพคู่กับคุณแม่ที่ป่วยหนักนั่งอยู่บนรถเข็นด้วยอาการอ่อนแรง พร้อมข้อความที่แสดงถึงความห่วงใย และความรักที่เขามีต่อคุณแม่ก่อนจะต้องเดินทางไกลเพื่อไปศึกษา และร่ำเรียนศาสตร์ลูกหนังที่ประเทศอังกฤษถึง 2 ปีครึ่ง

คุณแม่ของ “แฟร้ง” ล้มป่วยด้วยโรคเนื้องอกในสมอง ตั้งแต่ช่วงที่เขายังศึกษาอยู่ชั้น ม.1 ซึ่งปัจจุบันมีพี่สาวของเขาที่เป็นพยาบาลคอยดูแลอย่างใกล้ชิด และเหตุผลสำคัญที่เขามีความฝันอยากเป็นนักเตะอาชีพก็เพื่อต้องการหาเงินมาช่วยเหลือครอบครัว และดูแลคุณแม่ต่อไป

นอกเหนือจากเรื่องราวความรักของเขา และแม่ ชีวิตลูกหนังของ “แฟร้ง” ก็น่าสนใจเช่นกัน ก่อนหน้านี้ “แฟร้ง” เป็นเด็กร้องไห้ง่ายมาก ยามลงสนามเขาใจไม่สู้เท่าที่ควร หากเกมไหนถูกคู่ต่อสู้สกัดจนล้มลงเขามักร้องไห้ออกมาเสมอ จน “โค้ชปอนด์” จิราชัย โนกาศ กุนซือโรงเรียนวชิราลัย ต้องคอยกระตุ้นให้ลุกขึ้นมาสู้อยู่บ่อยครั้ง ก่อนจะพัฒนาตัวเองเป็นกำลังสำคัญของทีมได้ในที่สุด

เดิมที “แฟร้ง” เป็นนักเตะในตำแหน่งริมเส้นมีความเร็ว และคล่องตัวสูง ทว่าช่วงที่โรงเรียนวชิราลัย เข้าร่วมแข่งขันรายการลีกเยาวชน 15 ปี ในแมตช์ที่เจอกับ น่าน เอฟซี กองหน้าของคู่แข่งโดดเด่นเรื่องความเร็ว ทำให้ โค้ชปอนด์ ถอย “แฟร้ง” ลงมาเล่นเซนเตอร์ฮาล์ฟ เพราะเห็นทักษะที่มีอยู่ในตัว ท้ายที่สุดวชิราลัยชนะน่าน เอฟซี 4-1 เข้าไปคว้าตำแหน่งรองแชมป์โซนภาคเหนือมาครอง และนับตั้งแต่นั้นมาเขาถูกส่งประจำการแนวรับเสมอ ซึ่งแทบไม่เสียประตูอีกเลยยามที่เขาลงปักหลักลงเฝ้าหลังบ้านให้ทีม

จุดแข็ง

“แฟร้ง” มีความเร็วที่กองหลังหลายคนยังขาดไป เนื่องจากเขาเคยเล่นในตำแหน่งริมเส้นมาก่อน ที่สำคัญเขาสามารถใช้ทั้งเท้าซ้าย และขวาได้ดีทั้งคู่ ยิ่งไปกว่านั้น “แฟร้ง” ยังเป็นเด็กที่มีความตั้งใจสูง พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ตลอดเวลาทำให้เขาพร้อมที่จะพัฒนาตัวเองเสมอ

จุดอ่อน

แน่นอนว่าตำแหน่งกองหลังย่อมต้องออกแรงปะทะบ่อยครั้ง แม้จะมีความเร็วเข้ามาทดแทน แต่ก็ต้องเสริมเรื่องร่างกายอีกพอสมควร ที่สำคัญการไปศึกษาต่อต่างประเทศ และฝึกทักษะกับเลสเตอร์ ซิตี้ อะคาเดมี่ เขาต้องเจอกับเยาวชนต่างชาติที่รูปร่างใหญ่ จึงอาจเป็นสิ่งหนึ่งที่ “แฟร้ง” ต้องเร่งเสริมความแข็งแกร่งโดยเร็ว

รู้หรือไม่

“โค้ชปอนด์” จิราชัย โนกาศ ประทับใจฝีเท้าของ “แฟร้ง” ตั้งแต่ยังศึกษาอยู่กับโรงเรียนเมืองเด็ก หลายครั้งที่โค้ชปอนด์ ได้เห็น “แฟร้ง” แสดงทักษะยอดเยี่ยมออกมาในรายการระดับเยาวชนของเมืองเชียงใหม่ จนต้องติดตามพัฒนาการของเขาอย่างใกล้ชิด

หลัง “แฟร้ง” จบการศึกษาชั้นประถมปีที่ 6 ด้วยฝีเท้าที่โดดเด่นเกินเด็กคนอื่นๆ ทำให้มีหลายทีมอยากได้ตัวเขาเข้าไปศึกษาต่อเพื่อเป็นนักฟุตบอลของโรงเรียน ขณะเดียวกัน โค้ชปอนด์ ก็ไม่พลาดโอกาสสำคัญ โดยรีบออกตามหาเจ้าหนูรายนี้ถึงบ้านเป็นการด่วน พร้อมเสนอให้ “แฟร้ง” เข้าเรียนวชิราลัย ในโควต้านักฟุตบอลจนได้ตัวมาร่วมทีมในที่สุด

จากปากคนใกล้ตัว

“ผมมองเห็นเขาแล้วคิดถึง ธนบูรณ์ (เกษารัตน์)” โค้ชปอนด์ จิราชัย โนกาศ เฮดโค้ชของโรงเรียนวชิราลัยเล่าให้ฟังถึงความประทับใจในตัวลูกศิษย์คนนี้

“เขาไม่ค่อยพูด จะพูดน้อยมากแทบไม่พูดเลยด้วยซ้ำ ถามเขาคำหนึ่งเขาก็ตอบมาคำหนึ่ง แต่ตลอด 3 ปีที่อยู่ด้วยกันมาเวลาว่าหรือติอะไรเขาก็ไม่เคยโกรธ ชักสีหน้ากลับก็ไม่เคยมีเลย มีแต่ครับๆตลอด ที่สำคัญเขาเป็นเด็กที่มีความมุ่งมั่น และถ่อมตัว”

“และจุดนี้นี่ล่ะที่ทำให้ผมคิดว่าเด็กคนนี้อนาคตต้องดังแน่นอน”

โปรดติดตามตอนต่อไป…

ช่วงเวลานี้ “แฟร้ง” มีเส้นทางสายลูกหนังที่กำลังไปได้สวย แต่เขาก็มองว่ายังไม่ไกลเกินฝันนัก และเพิ่งมาถึงครึ่งทางเท่านั้นที่กับโอกาสได้บินไปศึกษาต่อถึงประเทศอังกฤษ และยังได้รับการฝึกฟุตบอลกับเลสเตอร์ ซิตี้

อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะหลังจากนี้ยังมีอุปสรรครอให้เจ้าหนูวัย 15 ปี พิสูจน์ตัวเองอีกมากเพื่อที่จะทำตามความฝันให้สำเร็จ ซึ่งตัวเขาเองก็แสดงความมุ่งมั่นว่าสักวันจะต้องเป็นนักเตะอาชีพ และก้าวไปติดทีมชาติไทยให้ได้...