เด็กมหัศจรรย์ / ทำโค้ชโดนไล่ออก / จอมพุ่ง : ปีเปลี่ยนชีวิต ‘เนย์มาร์’ เทพแห่งซานโต๊ส

ครั้งหนึ่งนักเตะที่ได้ชื่อว่าเป็นนักเตะค่าตัวแพงที่สุดในโลก ก็เป็นเหมือนดาวรุ่งคนหนึ่งของประเทศบราซิล ที่เต็มไปด้วยนักเตะเหล่านี้มากมาย แต่ว่าทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อปี 2010  แจ๊ค แลง จาก โฟร์โฟร์ทู นั้นเล่าย้อนถึงฤดูกาลที่เต็มไปด้วยการเล่นอันมหัศจรรย์ของเขา

ถ้าคุณถามแฟนบอล ซานโต๊ส ว่าใครคือสตาร์ที่จะขึ้นมาเจิดจรัส เมื่อช่วงปี 2010 คุณจะได้คำตอบที่หลากหลาย

บางคนอาจจะมองไปที่ เปาโล เอ็นริเก้ กานโซ่ จอมทัพอัจฉริยะผู้ผ่านบอลได้อย่างแม่นยำ, โรบินโญ่ สตาร์ดังของทีมเพิ่งกลับจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มาที่ วีลา เบลมิโร่ แบบยืมตัว อารูก้า และเวสลี่ ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ หรือจะเป็นจอมถล่มประตูอย่าง อังเดร ล่ะ?

มีชื่อว่าที่สตาร์ดังผุดขึ้นมามากมาย และอีกคนหนึ่งก็คือ เนย์มาร์ กองหน้าหนุ่มที่ขึ้นมาสู่ทีมซานโต๊สชุดใหญ่ตอนปี 2009 และยิงประตูได้ตั้งแต่นัดแรกที่ลงสนาม จนคุณต้องมองให้แน่ใจว่า เขาอายุ 17 ปีจริงรึเปล่าจากผลงานระดับสุดยอดขนาดนี้ แต่ว่าก็ไม่มีใครมองว่าเขาจะเหนือกว่า กานโซ่ และก้าวขึ้นมาเป็นเสาหลักของสโมสรในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ตาม 12 เดือนต่อมา เขาทำได้จริงๆ…

Neymar, Ganso

เมื่อปี 2010 แฟนบอล ซานโต๊ส เชื่อว่า กานโซ่ นั้นเหนือกว่า เนย์มาร์

เริ่มต้นได้ดีกับบอลรัฐ

เขาลงเล่นแค่ 4 นัดแรก ก็ยิงได้เท่ากับเมื่อปี 2009 แล้ว โดยในวันที่ 4 เมษายน เขาอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ด้วยการไล่ถล่ม นาวิไรเรนเซ่ 10-0 โดยผ่านไป 4 นัดแรกเขายิงได้ 14 ประตู ซึ่งมากเท่ากับที่เขาทำได้ทั้งปีก่อน

ออส เมนินอส ดา วิล่า เป็นชื่อเรียกของกลุ่มดาวรุ่งของซานโต๊ส ที่เติบโตขึ้นมาจากทีมเยาวชนพร้อม ๆ กัน และได้ขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ เมื่อปี 1978 พวกเขาเคยมี ฮัวรี่, ปิต้า และ เจา เปาโล ที่ขึ้นมาเป็นหัวใจสำคัญของทีม ตามด้วยปี 2002 ที่มี ดีเอโก้, ​เอลาโน่ และ โรบินโญ่ ตามด้วย อังเดร, กานโซ่ และ เนย์มาร์ ที่ลงแข่งให้กับทีมในการชิงแชมป์รัฐ เซา เปาโล

ซานโต๊ส เริ่มต้นด้วยการชิงแชมป์รัฐด้วยการถล่ม ริโอ บรังโก้ 4-0 จากสองประตูของ เนย์มาร์ และ กานโซ่ และจบรอบแบ่งกลุ่มด้วยการชนะ 15 นัด ยิงได้ 61 ประตู จากการลงสนาม 19 เกม

เนย์มาร์ ประจำการอยู่ทางเกมรุกฝั่งซ้าย แต่ว่าก็พากองหลังพาทัวร์เป็นว่าเล่น เขาลงเล่นแค่ 4 นัดแรก ก็ยิงได้เท่ากับเมื่อปี 2009 แล้ว โดยในวันที่ 4 เมษายน เขาอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ด้วยการไล่ถล่ม นาวิไรเรนเซ่ 10-0 โดยผ่านไป 4 นัดแรกเขายิงได้ 14 ประตู ซึ่งมากเท่ากับที่เขาทำได้ทั้งปีก่อน มันเหมือนกับเป็นการปลดล็อกเขาเป็นที่เรียบร้อย

การทำประตูของ เนย์มาร์​ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเล่นของเขาที่เป็นเอกลักษณ์ ในเกมที่พบกับ เกรมิโอ บารูเอรี่ เขาเล่นงานตัวประกอบซะหัวทิ่ม แล้วก็ตัดเข้าไปยิงประตูอย่างสวยงาม

สัปดาห์ต่อหน้า เขาแทบจะเต้นรำผ่านนักเตะของ ซานโต อังเดร เข้าไปทำประตู ซึ่งประตูนั้นมีชื่อเข้าชิงรางวัล ปุสกัส อวอร์ด ส่วนประตูที่สองที่เขาทำได้ในเกมกับ นาวิไรเรนเซ่ เมื่อเดือนมีนาคม นั้นก็ถือเป็นลูกที่น่าจดจำที่สุดของมวลมนุษยชาติเลยก็ว่าได้

การเล่นในแบบฉบับของตัวเอง

“ดาร์บี้แมตช์” ครั้งแรกกับเซา เปาโล เขาเล่นงาน โรเจริโอ เชนี่ ตำนานผู้รักษาประตูของ เซา เปาโล ด้วยการการเล่น “ปาราดินญ่า” หรือการวิ่งแล้วหยุด เขาทำมันในกรอบเขตโทษ จนกลายเป็นท่าประจำของเขาไปแล้ว

ถ้าหากว่าประตูที่เขาทำได้นั้นเป็นการเพิ่มความรักให้กับ เนย์มาร์ ต่อซานโต๊ส มันก็คงเป็นการเพิ่มความเกลียดชังให้กับเหล่าทีมคู่ปรับอย่างแน่นอน เด็กหนุ่มจาก โมกิ ดาส ครูเซส ที่มีน้ำหนักเพียงแค่ 50 กิโลกรัม...วันเดอเลย์ ลุกชอมเบอร์โก้ นั้นเปรียบเขาเหมือนกับผีเสื้อตัวน้อย แต่ว่าเขาไม่เคยมีความกลัวใด ๆ ทั้งสิ้น เขาพร้อมลุยเสมอ

Vanderlei Luxemburgo

ลุกชอมเบอร์โก้ ทำงานร่วมกับ เนย์มาร์​ตอนอายุ 17 ปี

ในการแข่งขัน “ดาร์บี้แมตช์” ครั้งแรกกับเซา เปาโล เขาเล่นงาน โรเจริโอ เชนี่ ตำนานผู้รักษาประตูของ เซา เปาโล ด้วยการการเล่น “ปาราดินญ่า” หรือการวิ่งแล้วหยุด เขาทำมันในกรอบเขตโทษ จนกลายเป็นท่าประจำของเขาไปแล้ว และจากนั้นเขาก็เข้าไปยิงประตูที่ไร้ซึ่งคนป้องกัน

อีกครั้งในเกมกับ โครินเธียนส์ เขางัดบอลข้ามหัว ชิเคา กองหลังของทีมคู่แข่ง หลังจากที่ กรรมการสั่งหยุดเกมแล้วให้เล่นฟรีคิก ซึ่งจากนั้นก็เกิดเหตุการณ์ชุลมุนขึ้น “ผมห้ามเรื่องเรื่องนี้ไม่ได้” เนย์มาร์ กล่าว “ผมแค่พยายามทำในสิ่งที่แตกต่าง คุณไม่มีทางเข้าใจหรอกในเมื่อคุณทำในสิ่งที่ธรรมดามาตลอด”

ส่วนอีกครั้ง เขาทั้งยิงประตู และก็โดนใบแดงครั้งแรกในอาชีพ หลังจากเข้าปะทะกับ ปิแอร์ มิดฟิลด์ของ พัลไมรัส หลังจากนั้น เขามีวันที่ค่อนข้างเงียบในเกม เปาลิสเตา รอบรองชนะเลิศกับ เซา เปาโล นัดแรก แต่ว่าก็กลับมาได้ในเกมที่สอง ด้วยการยิงประตูได้ แม้ว่าจะมาจากการใช้แขนก็ตาม รวมถึงการยิงจุดโทษผ่าน เชนี่ ช่วยให้ทีมเอาชนะ 6-2 ด้วยสกอร์รวม ซึ่งเมื่อผ่านเกมหนัก ๆ เหล่านี้มา มันก็หล่อหลอมให้ เนย์มาร์​กลายเป็นนักเตะที่เกิดมาสำหรับการลงเล่นในเกมใหญ่