เด็กปั้นปราสาท/อยากดูจระเข้/โหม่งทีมเก่า : เฉลิมศักดิ์ อักขี กองหลังอนาคตไกล “เทพอินทรี”

เขาคือ 1 ใน 10 แข้ง จากเด็กกว่า 500 คน ที่ได้เข้าร่วมอะคาเดมี “ปราสาทสายฟ้า” ก่อนลองย้ายไป พิจิตร เพราะอยากดูจระเข้ และล่าสุดเพิ่งโหม่งประตูตีเสมอทีมที่ปลุกปั้นเข้าขึ้นมาได้ก่อนช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา

เฉลิมศักดิ์ อักขี ปราการหลังดาวรุ่งของ อุบล ยูเอ็มที ยูไนเต็ด ได้รับโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่องในช่วง 4 นัดที่ผ่านมา หลัง สุรีย์ สุขะ ได้รับบาดเจ็บ และโชว์ฟอร์มได้อย่างน่าประทับใจ รวมถึงช่วยทีมตีเสมอยักษ์ใหญ่อย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้ก่อนพักเบรคสงกรานต์...เขาเป็นใครมาจากไหน? ฝีเท้าและเรื่องราวชีวิตค้าแข้งของเขาเป็นอย่างไร? ติดตามได้ที่นี่

เรื่องเล่า 60 วินาที

แข้งวัย 22 ปี เป็นชาวจังหวัดบุรีรัมย์ มีน้องชายหนึ่งคนที่เล่นฟุตบอลเหมือนกันกับเขา “เป็ด” เริ่มเล่นฟุตบอลยังเด็กๆ กับเพื่อนใกล้บ้าน ก่อนที่ช่วง 9 ขวบ จะไปคัดตัวเข้าทีม โรงเรียนไม้แดง ที่เป็นตัวแทนของจังหวัดไปแข่งขันรายการไพรม์ มินิสเตอร์ คัพ ทั่วประเทศ และถูกจับไปเล่นตำแหน่งผู้รักษาประตู เพราะทีมขาดผู้เล่นตำแหน่งดังกล่าวพอดี

“เป็ด” รับบทบาทนายทวารให้ทีมในรุ่นอายุไม่เกิน 10 ปี และ 12 ปี คว้าอันดับ 2 ของประเทศทั้งสองรุ่น ก็เริ่มมีความรู้สึกว่ามันไม่ใช่ทางของเขา จึงเปลี่ยนไปเล่นกองหน้า หลังเข้าเรียนที่ โรงเรียนกีฬาหมื่นศรีวิทยานุสรณ์ เพราะเห็นว่าบรรดาน้าๆอาๆเล่นแต่ตำแหน่งนี้ และรู้สึกเท่ห์เมื่อออกท่าออกทางดีใจเวลายิงเข้า จึงอยากทำตามบ้าง

เป็นเวลา 2 ปี ที่เขาบ่มเพาะฝีเท้าตัวเองกับสถาบันกีฬาชื่อดังแห่งจังหวัดสุรินทร์ ก็ได้เดินทางไปคัดตัวเข้าอะคาเดมีของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด โดยที่ตอนแรกเขาไม่ได้ตั้งใจจะไปตั้งแต่แรก แต่เพราะไปส่งน้องชาย ที่อยากเข้าทีมรุ่นอายุ 14 ปี แต่กลับต้องผิดหวังร้องไห้จนไม่อยากกลับบ้าน ก่อนที่วันรุ่งขึ้นจะมีการเปิดคัดรุ่น 18 ปี “เป็ด” จึงบอกกับน้องชายว่า “เดี๋ยวพี่คัดให้ดูละกัน เอ็งนั่งรออยู่ตรงนี้นะ”

ท้ายที่สุดเขาก็ทำได้สำเร็จ เป็น 1 ใน 10 แข้งที่ผ่านการคัดเลือก จากทั้งหมดกว่า 500 คน หลังอุ่นเครื่องเสมอกับแข้งเด็กหัวกะทิของ “ปราสาทสายฟ้า” ชุดที่กำลังเตรียมตัวไปฝึกซ้อมกับสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ อาทิเช่น สิทธิโชค กันหนู, เชาวัฒน์ วีระชาติ, อานนท์ อมรเลิศศักดิ์ และอีกมาย

เหตุผลที่ต้องรู้จัก

เขาต้องระหกระเหินไปทดสอบฝีเท้ากับ ระยอง เอฟซี จนเหลือแค่ตกลงเซ็นสัญญา แต่จู่ๆกลับมีสายตรงต่อจาก พิจิตร เอฟซี ซึ่งในที่สุดเจ้าตัวได้ตอบตกลงด้วยเหตุผลที่ว่า อยากไปดูจระเข้ที่พิจิตร

“เป็ด” ลงแข่งขันฟุตบอลกรมพลศึกษา ถ้วย ข กับอะคามียอดทีมเมืองเซราะกราว จนได้เลื่อนขึ้นไปเตะระดับถ้วย ก ทว่าในเวลานั้น ทีมขาดผู้เล่นตำแหน่งกองกลาง เขาจึงอาสารับหน้าที่นั้นด้วยตัวเอง แต่ด้วยความขยันวิ่งขึ้น-ลง ประกอบกับทางบอลดี อ.วิสูตร วิชายา ผอ.อะคาเดมี จึงจับเขาไปเล่นเซนเตอร์แบ็ค

นับตั้งแต่นั้นมา “เป็ด” ในวัย 18 ปี ได้ร่วมฝึกซ้อมกับทีมชุดใหญ่ของ “ปราสาทสายฟ้า” มาโดยตลอด ทว่าไม่มีโอกาสได้เซ็นสัญญาอาชีพกับต้นสังกัดที่ปลุกปั้นเขามา จากความผิดพลาดเล็กน้อย ทำให้เขาต้องระหกระเหินไปทดสอบฝีเท้ากับ ระยอง เอฟซี จนเหลือแค่ตกลงเซ็นสัญญา แต่จู่ๆกลับมีสายตรงต่อจาก พิจิตร เอฟซี เกลี้ยกล่อมให้เขาไปร่วมทีม ก่อนที่เจ้าตัวจะตัดสินใจตอบตกลงเพราะมีรุ่นพี่จากอะคาเดมีล่วงหน้าไปก่อนแล้ว และด้วยเหตุผลที่ว่า อยากไปดูจระเข้ที่พิจิตร

ปีก่อนหน้าที่เขาจะย้ายไป บรรดารุ่นพี่จากอะคาเดมี ไม่สามารถพาทีมประสบความสำเร็จเลื่อนชั้นในรอบแชมเปี้ยนส์ลีกได้ จึงสร้างความกดดันให้กับ “เป็ด” พอสมควร แต่สุดท้ายเขาก็พาทีมจบอันดับ 2 ของตารางคะแนนดิวิชั่น 2 ก่อนคว้าอันดับ 3 ในรอบแชมเปี้ยนส์ลีก เลื่อนชั้นสู่ลีกวันได้สำเร็จ

ในช่วงเวลาดังกล่าว บีอีซี เทโรศาสน และ บางกอก เอฟซี ได้ติดตามดูฟอร์มของ “เป็ด” และได้ยื่นข้อเสนอให้ แม้อันที่จริงแล้วจะอยากอยู่ช่วยทีมเมืองชาละวันต่อ แต่ด้วยโอกาสจากทีมยักษ์ใหญ่อย่าง “มังกรไฟ” ทำให้เขาปฏิเสธมันไม่ลง แต่โชคร้ายเมื่อตำแหน่งในทีมเต็ม จึงถูกปล่อยยืมตัวให้กับ บีซีซี เอฟซี ทีมในสังกัดเดียวกัน ทำให้เขาต้องลงไปเล่นใน ดิวิชั่น 2 อีกครั้ง

ในช่วงเลกสองของปี 2015 เขามีโอกาสจะได้ขึ้นทีมชุดใหญ่อีกครั้ง แต่ก็ต้องพลาดไปเช่นเคย ประกอบกับที่ตัวเขาเองกำลังพอใจกับผลงานส่วนตัวในทัพ “ชงโคสีม่วง” ก่อนช่วยประคับประคองพาทีมจบอันดับ 2 โซนภาคกลาง จนผลงานไปเข้าตา อุบล ยูเอ็มที ยูไนเต็ด ที่กำลังเลื่อนชั้นสู่ลีกวัน และได้ย้ายไปร่วมทีมพร้อมกับ สิโรจน์ ฉัตรทอง และ อดิศักดิ์ เส็นสมเอียด

“เป็ด” ได้ร่วมงานกับ สก็อตต์ คูเปอร์ อีกครั้ง หลังจากเคยอยู่ด้วยกันที่อะคาเดมีของ “ปราสาทสายฟ้า” แต่ด้วยระบบกองหลังสามคนของกุนซือชาวอังกฤษ ทำให้เขาต้องปรับจูนตัวเองใหม่ ควบคู่ไปกับพัฒนาฝีเข้าขึ้นเรื่อยๆ จนได้โอกาสลงสนาม 10 นัด ในฤดูกาลที่ผ่านมา ก่อนที่จะโชว์ฟอร์มดีในช่วงปรี-ซีซั่น 2017 ประจวบเหมาะกับที่ สุรีย์ สุขะ ได้รับบาดเจ็บ ทำให้เขาได้ลงเล่นไปแล้วกว่า 4 นัด พร้อมกับซัดอีก 1 ประตูในฤดูกาลนี้

จุดแข็ง

การโหม่ง คือสิ่งที่เขาเปิดเผยว่าคือจุดขายที่โดดเด่นที่สุด เพราะได้รับการเคี่ยวเข็ญอย่างมากจาก สก็อตต์ คูเปอร์ อีกทั้งยังคอยศึกษาเรียนรู้จาก วิคเตอร์ การ์โดโซ ที่เขายกย่องให้เป็นกองหลังที่ใช้หัวดีที่สุดในไทยลีกตอนนี้ มาโดยตลอด นอกจากนี้ยังมีความเร็ว, ความขยัน ที่บรรดานักเตะรุ่นพี่ชื่นชมอยู่เสมอ

จุดอ่อน

การตัดสินใจเตะขึ้นเกมจากแนวรับที่ยังไม่เฉียบคม บางครั้ง “เป็ด” ชอบจ่ายยัดแรงๆ ทำให้เพื่อนเล่นต่อยาก และอาจไม่เข้าเป้าในบางจังหวะ แต่เจ้าตัวเองก็ยอมรับว่ากำลังเร่งพัฒนาแก้ไขข้อด้อยในจุดนี้ให้ได้

รู้หรือไม่

ด้วยความที่เป็นชาวบุรีรัมย์โดยกำเนิด ทำให้เขาเป็นแฟนบอลตัวยงของ “ปราสาทสายฟ้า” แต่เพราะยังเป็นแค่เด็กปั้นของสโมสร ยังไม่ได้รับโอกาสลงเล่นกับทีมชุดใหญ่ ทำให้เขาออกอาการดีใจวันที่โหม่งตีเสมอทีมบ้านเกิดได้ โดยเปิดเผยว่า “อึ้งไปสักพักนึงครับ แต่ทำไงได้ครับ ยิงเข้าก็ต้องดีใจ พาทีมตีเสมอด้วย“ แถมยังถูกแซวจากเพื่อนบ้านเมื่อช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาว่า “เฮ้ย ยิงบุรีรัมย์ได้ไง ทีมเก่าเนี่ย เดี๋ยวไม่ให้เข้าหมู่บ้านเลยนะ”

โปรดติดตามตอนต่อไป

6 ประตู คือจำนวนที่เขาตั้งเป้าเอาไว้ตั้งแต่ช่วงปรี-ซีซั่นว่าจะทำให้ได้ในฤดูกาลนี้ ซึ่งเหลืออีก 5 ลูกเท่านั้น และสำหรับโอกาสติดทีมชาติที่เขาไม่เคยได้สัมผัสมันมาก่อน ก็หวังว่าจะได้มีชื่อเป็นหนึ่งในขุนพล “ช้างศึก” ชุดใดชุดหนึ่งสักครั้งในชีวิต เพื่อเป็นรางวัลชีวิตให้กับตัวเอง และคิดฝันเอาไว้ตลอดว่าต้องทำให้ได้

“ผมไม่เคยติดทีมชาติมาก่อนเลย ใกล้เคียงที่สุดก็ตอนไปคัดตัวทีมนักเรียนไทย แต่หลุดรอบสุดท้าย ตอนนี้ก็หวังนะครับ มันเป็นเหมือนราวัลชีวิตให้กับตัวเอง คิดอยู่ในหัวว่าต้องติด ต้องทำให้ได้ ถ้าสุดท้ายไม่เป็นอย่างที่หวัง ขอแค่เล่นฟุตบอลเลี้ยงดูครอบครัวได้ก็พอแล้วครับ”