เดปอร์ติโบ มัลโดนาโด้ : ทีมลีกรองอุรุกวัยที่มีคนดู300คน แต่ปั้นนักเตะให้มาดริด-ยูเว่ และอื่นๆ

FFT พาแฟนๆชาวไทยไปรู้จักกับทีมในตำนานแห่งแดนจอมโหดที่มีแฟนบอลเฉลี่ยเพียง 300 คนต่อเกม ทว่ากลับสร้างกำไรมหาศาลจากการขายนักเตะให้กับเหล่าทีมยักษ์ใหญ่แห่งยุโรป… 

ในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา แฟนฟุตบอลหลายคนพากันตื่นเต้นที่เห็น แมนฯ ยูไนเต็ด ซื้อตัว ปอล ป็อกบา ในราคาสถิติโลก เช่นเดียวกับ การกลับบ้านเก่าของ ดาวิด ลุยซ์ แห่ง เชลซี หรือจะเป็นสาวก อาร์เซนอล ที่ดี๊ด๊ากับข่าวของ เจมี่ วาร์ดี้(แม้อด ฮา)

อย่างไรก็ตาม มีข่าวซื้อขายที่เป็นดีลที่เราไม่ค่อยเห็นมากมายเท่าไร นั่นก็คือ การเซ็นสัญญายืมตัว โจนาธาน คัลเลรี ของ เวสต์แฮม เมื่อเดือนสิงหาคม 2016 โดยตามรายงานข่าวระบุว่า ทีมดังแห่งลอนดอน ต้องจ่ายค่ายืมตัวถึง 4 ล้านปอนด์ พร้อมกับมีอ็อปชั่นซื้อขาดที่ 16 ล้านปอนด์ ซึ่งถือว่ามากโขสำหรับต้นสังกัดอย่าง เดปอร์ติโบ มัลโดนาโด้ ที่มีแฟนบอลเข้าสนามเฉลี่ยเพียงละ 200-300 คนต่อเกม

โดย คัลเลรี เป็นเด็กฝึกของทีม ออล บอยส์ ทีมเดียวกับที่สร้าง คาร์ลอส เตเบซ อดีตตำนาน “ขุนค้อน” มาแล้ว โดยทั้งสองมีความเหมือนกันอยู่บ้าง ทั้งมาจากทีมเยาวชนเดียวกัน ก่อนได้โอกาสย้ายซบยักษ์ใหญ่อย่าง โบค่า จูเนียรส์

ต่างกันเพียงที่ เตเบซ สร้างชื่อระบือไกล ขณะที่ คัลเลรี ไม่ได้โด่งดังมากนัก

Carlos Tevez

คัลเลรี มีเส้นทางชีวิตคล้าย เตเบซ

ทว่า ชีวิตของ ดาวเตะอาร์เจนติน่า ก็เริ่มเปลี่ยนไป เมื่อ โบค่าฯ ตัดสินใจปล่อยตัวเขา ด้วยค่าตัวถึง 9.3 ล้านปอนด์ ทั้งๆที่ คัลเลรี เพิ่งลงสนามให้กับทีมไป 41 เกมลีกเท่านั้น

และที่สำคัญที่สุดทีมที่ซื้อไม่ใช่บรรดายักษ์ใหญ่ในยุโรปที่มักชอบแต๊บเด็กๆจากอเมริกาใต้อย่าง เปแอสเช, เบนฟิก้า, เรอัล มาดริด หรือ ยูเวนตุส เช่นเดียวกับ ไม่ใช่พวกเงินถุงเงินถังจาก ไชนิส ซูเปอร์ ลีก

แต่กลับเป็นทีมเล็กที่ยอมจ่ายเงินเกือบ 10 ล้านปอนด์เพื่อนักเตะดาวรุ่งอายุ 20 ปี(ในตอนนั้น)อย่าง เดปอร์ติโบ มัลโดนาโด้

แล้วจริงๆ พวกเขาคือใครกัน?...

ย้อนอดีต

สโมสรแห่งนี้ก่อตั้งแต่ปี 1928 ภายใต้ชื่อ บาตาคาโซ่ ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น เดปอร์ติโบ มัลโดนาโด้ ในปี 1932 ก่อนที่ต้องรอถึง 63 ปีในการลงเล่นเกมอาชีพครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร

เดปอร์ติโบ มัลโดนาโด้ คือ ทีมในดิวิชั่น 2 ของ อุรุกวัย ที่มักลงสนามในเกมเหย้าด้วยจำนวนผู้ชมราวๆ 300 คนต่อเกมเท่านั้น ดังนั้น หลายคนคงสงสัยว่า เพราะเหตุใด ทีมเล็กๆในแดนจอมโหด ถึงมีปัญญาซื้อนักเตะจากทีมดังของทวีปได้ ทั้งยังถูกยืมตัวโดยยักษ์ใหญ่ของยุโรปที่มาจากลีกที่คนติดตามและร่ำรวยมากที่สุดในโลกได้?

และเรามีคำตอบ..

โดยสโมสรแห่งนี้ก่อตั้งแต่ปี 1928 ภายใต้ชื่อ บาตาคาโซ่ ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น เดปอร์ติโบ มัลโดนาโด้ ในปี 1932 ก่อนที่ต้องรอถึง 63 ปีในการลงเล่นเกมอาชีพครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร โดยในปี 1995 พวกเขาย้ายจากลีกสมัครเล่นขึ้นสู่ ดิวิชั่น 2 ของประเทศได้สำเร็จ

Fernando Clavijo

เฟอร์นันโด เคลาวิโย อดีตแข้งทีมชาติสหรัฐฯ เกิดใน มัลโดนาโด้

“เอล เดปอร์” ไปไกลถึงรอบเพลย์ออฟเลื่อนชั้นในปี 1998 แต่แพ้ไป ทว่าตอนนั้น สมาคมฟุตบอลอุรุกวัย ตัดสินใจขยายจำนวนทีมที่เลื่อนชั้น จนทำให้พวกเขาได้ขึ้นสู่ลีกสูงสุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

อย่างไรก็ตาม เดปอร์ติโบ มัลโดนาโด้ อยู่ ดิวิชั่น 1 จนถึงปี 2004 ก่อนร่วงตกชั้นอีกครา พร้อมกับฝากผลงานอันดับ 7 อันดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรไว้ในความทรงจำ

เมื่อผู้ดีบุกอุรุกวัย

มัลคอล์ม เคลน์ เจ้าของธุรกิจม้าแข่ง และ ทนายความอย่าง เกรแฮม เชียร์ เข้าซื้อกิจการ โดยทั้งสองเข้ามาคุมงานในตำแหน่ง ประธาน และ รองประธาน ของทีม

อันที่จริง มัลโดนาโด้ คือ เมืองใหญ่อันดับ 4 ของ อุรุกวัย โดยมีประชาการเฉลี่ยราวๆ 87,000 คน แต่ทีมฟุตบอลของพวกเขากลับไม่ประสบความสำเร็จ

โดยในเดือน ธันวาคม ปี 2009 การเปลี่ยนแปลงอีกครั้งเกิดขึ้นกับสโมสร หลังจากที่ เจ้าของฉายา Rojiverde (แปลเป็นไทยว่า แดง-เขียว) กลายเป็นทีมแรกในประเทศที่กลายเป็น บริษัทมหาชนจำกัด

และหลังจากนั้น พวกเขาก็ใช้วิธีการหากำไรด้วยการซื้อนักเตะสักคนมาในราคาไม่แพง, หาโอกาสปล่อยตัวแข้งเหล่านั้นไปยัง ยุโรป ด้วยการปล่อยยืมตัว และก็หาทางทำเงินให้ได้มากที่สุด

วิธีการเหล่านี้กลายเป็นโมเดลและปรัชญาของ มัลโดนาโด้  ไปแล้ว

Estadio Centenario

สนามของ เดปอร์ติโบ มัลโดนาโด้ ไม่ได้ยิ่งใหญ่เหมือนสนาม เอสตาดิโอ เซนตานาริโอ ในตำนาน

โดยการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นเมื่อสองหนุ่มใหญ่ชาวอังกฤษอย่าง มัลคอล์ม เคลน์ เจ้าของธุรกิจม้าแข่ง และ ทนายความอย่าง เกรแฮม เชียร์ เข้าซื้อกิจการ โดยทั้งสองเข้ามาคุมงานในตำแหน่ง ประธาน และ รองประธาน ของทีม อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เชียร์ ออกมาบอกกับ The Guardian ว่า เขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสโมสรอีกต่อไป

แน่นอนว่า แฟนบอลหลายคนคงเคยได้ยินเรื่อง third-party ownership หรือ การถือสิทธิ์ด้วยบุคคลที่สาม ซึ่งกรณีเหล่านี้มีมากมายใน อเมริกาใต้ ที่แม้แต่องค์กรลูกหนังที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง ฟีฟ่า ยังไม่สามารถหยุดเรื่องนี้ได้เลย ซึ่งนี่คือสิ่งที่ เคลน์ กำลังทำอยู่ เหมือนกับที่เหล่า เอเย่นต์ หรือ พวกนักลงทุนรวยๆทั้งหลายทำมานานแล้ว

ซึ่งสโมสรก็มีส่วนในการทำให้ดีลสำเร็จ เพราะเหล่าคนกลางเหล่านี้ ก็ช่วยทำให้พวกเขาทำเงินได้มหาศาลเหมือนกัน