เหนือฟ้ายังมีฟ้า : CR7 ผู้พิชิตเปเล่...แต่ยังแพ้อีก 3 ตำนาน

คริสเตียโน โรนัลโด้ กัปตันทีมชาติโปรตุเกสก้าวขึ้นเป็นดาวยิงสูงสุดตลอดกาล เรอัล มาดริด ด้วยจำนวน 324 ประตูจาก 310 เกม ...คริส ฟลานาแกน แห่ง FFT เจาะลึกสถิติพังประตูของ โรนัลโด้ และพบว่าเขายังแพ้ 3 ตำนานดาวยิงในอดีต

คริสเตียโน โรนัลโด้ กัปตันทีมชาติโปรตุเกสก้าวขึ้นเป็นดาวยิงสูงสุดตลอดกาล เรอัล มาดริด ด้วยจำนวน 324 ประตูจาก 310 เกม คริส ฟลานาแกน แห่ง FFT เจาะลึกสถิติพังประตูของ โรนัลโด้ เทียบกับตำนานดาวยิงในอดีต

คริสเตียโน โรนัลโด้ ใช้เวลาแค่ 6 ปี ทุบสถิติยิงประตูสูงสุดของทีมราชันชุดขาว ซึ่งเมื่อย้อนดูประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 100 ปีของ มาดริด สโมสรแห่งนี้ผ่านการแข่งขันรายการสำคัญมากมายทั้งที่เกิดขึ้นบ้านของตัวเอง และเกมนอกรังเหย้า ซานติอาโก เบอร์นาบิว

นักเตะหลายคนอยู่โยงกับ เรอัล มาดริด ใช้ชีวิตการค้าแข้งเกือบทั้งหมดเพื่อร่วมบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ให้กับสโมสร แต่กับ CR7 เขาใช้เวลาแค่ 6 ปี ทำลายเกือบทุกสถิติเรื่องการทำประตู

ผลงาน 324 ประตู จากการลงสนาม 310 เกม ค่าเฉลี่ยสูงถึง 1.05 ประตูต่อเกม บ่งบอกว่า โรนัลโด้ คือยอดกองหน้าแห่งยุค ซึ่งหากเทียบกับ ลิโอเนล เมสซี่ ของบาร์เซโลนา ที่ซัดไป 418 ประตู จากการลงเล่น 493 นัด ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 0.85 ประตูต่อเกมเท่านั้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะสมัยที่ เมสซี่ ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ ต้องใช้เวลาปรับตัว ก่อนจะก้าวมาเป็นยอดดาวยิงเหมือนในปัจจุบัน แต่กับ โรนัลโด้ เขาย้ายมาอยู่กับ เรอัล มาดริด ในช่วงที่กำลังท็อปฟอร์มและพังประตูต่อเนื่องตั้งแต่ฤดูกาลแรก

ประตูที่พังสถิติพา CR7 รั้งตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลราชันชุดขาวในเกมเปิดบ้านอัด เลบันเต้ 3-0 สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้สถิติของ โรนัลโด้ เมื่อนำไปเทียบกับตำนานดาวยิงในอดีต จะพบว่าค่าเฉลี่ยของ CR7 เหนือกว่าหลายคน ไม่ว่าจะเป็น “ไอ้ศรแดง” อัลเฟรโด ดิ สเตฟาโน ตำนานดาวยิงรุ่นคุณปู่ ซึ่งตอนนี้สถิติของเขาตกไปอยู่อันดับ 3 ดาวซัลโวตลอดกาลของเรอัล มาดริด ด้วยจำนวน 307 ประตูจาก 396 นัด ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 0.78 ต่อเกม หรือจะเป็น "ไข่มุกดำ" เปเล ตำนานดาวยิงทีมชาติบราซิล เคยยิงให้ ซานโต๊ส 1,088 ประตูจาก 1,115 นัด ค่าเฉลี่ย 0.98 ประตูต่อเกม รวมทั้ง แกร์ด มุลเลอร์ ยอดศูนย์หน้าทีมอินทรีเหล็ก ที่ฝากผลงาน 566 ประตูจาก 607 เกมให้บาเยิร์น มิวนิค และมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 0.93 ประตูต่อเกม

แม้ตัวเลขการถล่มประตูของ CR7 จะทำให้เขาก้าวขึ้นเป็นดาวยิงสูงสุดของเรอัล มาดริด แต่ยังมียอดกองหน้าอีกหลายคนที่เป็นเจ้าของสถิติดาวซัลโวสโมสร และค่าเฉลี่ยการทำประตูต่อเกมสูงกว่าเขา

โจเซฟ บิซาน (สลาเวีย ปราก)

ค่าเฉลี่ยประตูต่อเกมของ โรนัลโด้ เทียบไม่ได้เลยกับการถล่มประตูของ บิซาน ซึ่งยิงไป 395 ประตูจากการลงเล่นแค่ 217 เกมให้กับ สลาเวีย ปราก ทำให้มีค่าเฉลี่ยสูงถึง 1.82 ประตูต่อเกม ...ครั้งหนึ่งแฟนบอล สลาเวีย ปราก เคยทำป้ายผ้าที่มีรูปวาดของ ชัค นอร์ริส (นักแสดงนำจาก แรมโบ้) พร้อมกับข้อความว่า “มีแค่ บิซาน เท่านั้นที่ทำประตูได้มากกว่าผม” ซึ่งในความหมายที่แท้จริงคือ กองเชียร์ต้องการยกย่องตำนานดาวยิงของทีมอย่าง บิซาน ว่ามีสถิติที่สุดยอดขนาดไหน

Josef Bican

โจเซฟ บิซาน - สลาเวีย ปราก

โจเซฟ บิซาน มีชื่อเล่นว่า เปปิ เกิดที่กรุงเวียนนาของออสเตรีย เป็นสมาชิกทีมชาติออสเตรียในปี 1930 ที่รู้จักกันในชื่อ วุนเดอร์ทีม (Wunderteam) ซึ่งว่ากันว่าเป็นเป็นยอดทีมของโลกฟุตบอลในยุคนั้น ก่อนที่จะมีการริเริ่มทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก สมัยแรกในปี 1934 ทว่าในปี 1937 บิซาน จำต้องอพยพหนีภัยสงครามมาอยู่เชกโกสโลวาเกีย หลังจากพรรคนาซีของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เข้ายึดครองดินแดนบ้านเกิดของเขา

ชีวิตการค้าแข้งกับ สลาเวีย ปราก ตลอด 11 ปี มีบันทึกว่า บิซาน เคยยิง 7 ประตูในเกมเดียว 3 ครั้งด้วยกัน ครองตำแหน่งดาวยิงสูงสุดของทวีปยุโรป 5 ปีติดต่อกัน แม้จะมีการวิเคราะห์กันว่าการที่ บิซาน ทะลวงตาข่ายคู่แข่งแบบไม่ยั้ง ส่วนหนึ่งมาจากความอ่อนแอของหลายๆ ทีมในลีกสืบเนื่องมาจากผลกระทบหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ก็มีข้อมูลว่าความเร็วของ บิซาน ก็เป็นปัจจัยสำคัญ เพราะในระยะ 100 เมตร บิซาน ใช้เวลาแค่ 10.8 วินาที ซึ่งเร็วกว่านักวิ่งระยะสั้นในยุคนั้นด้วยซ้ำไป

Josef Bican

โจเซฟ บิซาน - สลาเวีย ปราก

บิซาน ถือเป็นขวัญใจของกองเชียร์ ในการซ้อมแต่ละครั้งจะมีแฟนบอล สลาเวีย ปราก เข้าชมการฝึกซ้อมนับพันคน เพื่อชมลีลาและเทคนิคของ บิซาน ว่ากันว่าเขาสามารถเตะลูกฟุตบอลให้โดนขวดเปล่าที่ตั้งบนคานประตูได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้เขายังได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวเป็นอย่างดี โดยสมัยเล่นเยาวชนในบ้านเกิด คุณแม่ของ บิซาน ถึงขนาดวิ่งลงไปในสนามเพื่อใช้ร่มหวดคู่แข่งที่มาทำฟาล์วลูกชายของเขา

แม้จะไม่มีหลักฐานยืนยัน แต่ว่ากันว่า บิซาน น่าจะยิงไม่ต่ำกว่า 5,000 ประตูตลอดการเล่นฟุตบอลอาชีพ แต่หากนับจำนวนเท่าที่ยืนยันได้ ตัวเลขการทำประตูของเขาในช่วงที่เล่นฟุตบอลในเชกโกสลาเกียคือ 643 ประตู

เฟอร์นานโด เปย์โรเตโอ (สปอร์ติ้ง)

ปี 1937 เอฟซี ปอร์โต้ ยักษ์ใหญ่ของลีกโปรตุเกส ต้องพบกับความผิดหวังหลังจากนักเตะหนุ่มที่ชื่อ เปย์โรเตโอ ปฏิเสธข้อเสนอของทีม และเลือกที่จะเซ็นสัญญากับ สปอร์ติ้ง ลิสบอน ทีมคู่ปรับ ซึ่งการค้าแข้งกับ สปอร์ติ้ง ตลอดระยะเวลา 12 ฤดูกาล เปย์โรเตโอ ระเบิดฟอร์มซัดไป 635 ประตูจากการลงเล่นแค่ 393 เกม ค่าเฉลี่ยสูงถึง 1.62 ประตูต่อนัด โดยเฉพาะในปี 1942 มีบันทึกว่าเขายิง 9 ประตูในเกมเดียวที่พบกับ เลก้า หลังจากนั้นอีก 6 ปี เปย์โรเตโอ เหมาคนเดียว 8 ประตูในนัดถล่ม เบาวิสต้า รวมทั้งข้อมูลว่าเขายิงได้ 5 ประตูในเกมเดียวถึง 12 นัดด้วยกัน

หนึ่งในช่วงเวลาที่น่าจดจำในอาชีพค้าแข้งคือในปี 1948 เปย์โรเตโอ โชว์ฟอร์มสุดยอดในนัดตัดสินแชมป์ลีกกับ เบนฟิก้า คู่ปรับร่วมกรุงลิสบอน เกมนั้น สปอร์ติ้ง ต้นสังกัดต้องชนะอย่างน้อย 3 ประตูเพื่อคว้าแชมป์ แต่ เปย์โรเตโอ ทำสิ่งที่เหนือกว่าคือการเหมาคนเดียว 4 ลูก พาทีมคว้าแชมป์แบบเด็ดขาด

เปย์โรเตโอ เกิดที่อังโกลา ได้รับฉายาว่า “เดอะ สตราดิวาริอุส” 1 ใน 5 ขุนพล “ไฟว์ ไวโอลินส์” เคียงข้างเพื่อนร่วมทีมอย่าง อัลบาโน, เฮซุส คอร์เรอา,โชเซ่ ตราวาสซอส และ มานูเอล วาสเกส ซึ่งเป็นยุคเกรียงไกรของสปอร์ติ้ง โดยหลังแขวนสตั๊ดได้ผันตัวเองมาทำหน้าที่โค้ช แต่ไม่ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะการคุมทีมชาติโปรตุเกสปี 1961 นำทีมแพ้ ลักเซมเบิร์ก 2-4 ในการคุมทีมนัดที่ 2 และก็เป็นนัดสุดท้ายในฐานะกุนซือทีมฝอยทอง

ยูเซบิโอ (เบนฟิก้า)

“เสือดำแห่งโมซัมบิก” ยูเซบิโอ ตำนานดาวยิงทีมชาติโปรตุเกสผู้ล่วงลับ ฝากผลงาน 474 ประตูจาก 440 เกมกับ เหยี่ยวลิสบอน ค่าเฉลี่ยการทำประตูสูงถึง 1.07 ประตูต่อนัด

สมัยเป็นนักเตะดาวรุ่งในโมซัมบิก ดินแดนแผ่นดินเกิด ยูเซบิโอ เคยได้รับความสนใจจาก เซา เปาโล แต่ยักษ์ใหญ่ของบราซิลกลับไม่เซ็นสัญญากับนักเตะศูนย์หน้ารายนี้นั่นถือเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ ทำให้ ยูเซบิโอ ตัดสินใจข้ามน้ำข้ามทะเลมาโปรตุเกส ท่ามกลางกระแสการแย่งชิงตัวระหว่าง เบนฟิก้า กับ สปอร์ติ้ง หลังได้เห็นฟอร์มของดาวยิงรายนี้สมัยเล่นให้ สปอร์ติ้ง คลับ เดอ โลรองโก้ มาร์เกส ในบ้านเกิด ด้วยเหตุนี้ เบนฟิก้า จึงวางแผนด้วยการส่ง ยูเซบิโอ ไปอยู่ที่ อัลกราฟ เป็นเวลา 12 วัน พร้อมกับเปลี่ยนชื่อเป็น รูธ มาลอสโซ ก่อนจะเซ็นสัญญาเข้าสู่ทีม เพื่อป้องกันไม่ให้ สปอร์ติ้ง ชิงตัวไปร่วมทัพ

Eusebio

ยูเซบิโอ

ผลงานการค้าแข้งในโปรตุเกสทำให้ ยูเซบิโอ กลายเป็น 1 ในกองหน้าที่ดีที่สุดตลอดกาลแห่งโลกลูกหนัง สร้างชื่อด้วยการเป็นดาวซัลโวสูงสุดลีกโปรตุเกส 7 สมัย และได้รับเลือกเป็นนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของยุโรป ในปี 1962

จิมมี แม็คกรอรี (เซลติก)

แม็คกรอรี ได้รับฉายาว่า “เดอะ เมอร์เมด” รวมทั้ง “มนุษย์ตอร์ปีโด” สมัยล่าตาข่ายให้ม้าลายเขียวเขียวขาว ซึ่งทั้ง 2 ฉายาที่ได้รับมาจากลีลาการพังประตูที่ไม่ว่าเพื่อนร่วมทีมจะครอสบอลจากด้านข้างในรูปแบบใด แม็คกรอรี มักจะทำประตูจากลูกพุ่งโหม่งได้เป็นส่วนใหญ่ เหมือนกับเงือกหรือไม่ก็ระเบิดตอร์ปิโดที่เคลื่อนไหวรวดเร็วยามอยู่ในท้องทะเล

ดาวยิงรายนี้มีส่วนสูงแค่ 5 ฟุต 6 นิ้ว หรือประมาณ 165 ซม. แต่มีจุดเด่นที่ลูกกลางอากาศ ฝากผลงาน 395 ประตูจาก 378 เกม ค่าเฉลี่ยสูงถึง 1.04 ประตูต่อนัด นอกจากนี้ยังมีข้อมูลว่า แม็คกรอรี ทำแฮตทริคได้ถึง 55 ครั้ง ช่วงที่ค้าแข้งกับ เซลติก ระหว่างปี 1922-1937

Jimmy McGrory

จิมมี แม็คกรอรี - เซลติก

ช่วงหนึ่งในปี 1927 เซลติก เคยลงโทษตัดเงินค่าเหนื่อยสืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่ เซลติก พยายามขาย แม็คกรอรี ให้ อาร์เซนอล แต่แผนกลับล้มไม่เป็นท่า รายงานระบุว่า เซลติก ตกลงรับข้อเสนอค่าตัวสถิติโลกในเวลานั้น 10,000 ปอนด์จาก เดอะ กุนเนอร์ส หลังจากนั้น ผู้บริหารเซลติก พร้อมด้วย แฮร์เบิร์ต แชปแมน ผู้จัดการทีม และซามูเอล ฮิลล์-วูด ประธานสโมสรอาร์เซนอล เตรียมการรอต้อนรับ แม็คกรอรี ที่ลอนดอน แต่กลับเจอเรื่องเซอไพรส์เมื่อ แม็คกรอรี ปฏิเสธข้อเสนอของเดอะ กันเนอร์ส พร้อมยืนยันเสียงแข็งว่าต้องการอยู่กับ เซลติก ต่อไป

เฟเรนซ์ ปุสกัส (ฮอนเวด)

เฟเรนซ์ ปุสกัส ฝากผลงานกับเรอัล มาดริด ด้วยการยิงไป 242 ประตูจาก 262 เกม แม้ค่าเฉลี่ยอาจจะไม่ได้ยิงประตูได้เกือบทุกนัดให้กับราชันชุดขาว แต่กับ บูดาเปสต์ ฮอนเวด ทีมในบ้านเกิด ผลงานการถล่มประตูของเขาเข้าขั้นสุดยอดเมื่อซัดไป 374 ประตูจากการลงเล่น 358 เกม ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.04 ประตูต่อนัด แรกเริ่มเดิมทีสโมสรแห่งนี้มีชื่อว่า คิสเปสต์ ตั้งแต่สมัยที่ ปุสกัส ลงเล่นนัดแรกในปี 1943 ก่อนที่กองทัพฮังการีจะเข้ามาบริหารทีม พร้อมกับเปลี่ยนชื่อเป็น ฮอนเวด ในปี 1949

นักเตะทุกคนภายในทีมจะได้รับการบรรจุและมีตำแหน่งในกองทัพ อันเป็นที่มาฉายา “ผู้พัน” ของ ปุสกัส ผลงานที่สร้างชื่อให้ ปุสกัส สมัยเล่นให้ ฮอนเวด คือการคว้าตำแหน่งดาวซัลโวยุโรป หลังซัดไป 50 ประตูในฤดูกาล 1947/48 รวมทั้งนำ ฮอนเวด คว้าแชมป์ลีก 5 สมัย ก่อนเกิดเหตุทางการเมือง ปฏิวัติฮังการี ในปี 1956 ซึ่งพลิกโฉมประเทศ รวมทั้งวงการฟุตบอลฮังการี

Ferenc Puskas

เฟเรนซ์ ปุสกัส - ฮอนเวด

ฮอนเวด บุกไปเสมอ แอธเลติก บิลเบา ในเกมยูโรเปี้ยนคัพ นัดแรก และตัดสินใจไม่กลับไปเตะนัด 2 ที่ฮังการี นักเตะส่วนใหญ่เลือกที่จะลี้ภัยในต่างแดน กระทั่งถูก สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือยูฟ่า ลงโทษแบนจากเกมยุโรปเป็นเวลา 2 ปี ซึ่ง ปุสกัส ไม่ได้เล่นให้ ฮอนเวด อีกเลย และหลังจากโทษแบนสิ้นสุดลง ปุสกัส ตัดสินใจย้ายไปอยู่กับ เรอัล มาดริด สร้างความยิ่งใหญ่ด้วยการคว้าแชมป์ลา ลีก้า 5 สมัย และแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ อีก 3 สมัย