เกาะติดดราม่าบุรีรัมย์ vs บีจี: ฟุตบอลไทยไปมวยโลก

กลายเป็นเรื่องใหญ่ระดับชาติแล้วสำหรับจังหวะสาวหมัดและใบแดงของลาซารัส คาอิมบี้ เต็มๆ หน้าสุเชาว์ นุชนุ่ม

เหตุการณ์ในช่วงนาที 90 ของเกมบุรีรัมย์ยูไนเต็ดเปิดบ้านเสมอกับบางกอกกล๊าส เอฟซี 0-0 กลายเป็นเรื่องที่ถูกกล่าวถึงมากกว่าเกมและผลการแข่งขัน เมื่อสุเชาว์ นุชนุ่ม กัปตันทีมปราสาทสายฟ้าวิ่งตรงเข้าไปใช้อกปะทะคาอิมบี้ หลังจากกองหน้ากระต่ายแก้วเข้าบอลหนัก

ในฐานะกัปตันทีม สุเชาว์ก็คงไม่ต่างกับกัปตันทีมคนอื่นที่ต้องปกป้องลูกทีมในจังหวะการเล่นบอลหนัก 

แต่คงไม่มีใครคาดคิดว่า คาอิมบี้ที่เพิ่งจะลุกขึ้นมาจะเหวี่ยงหมัดเข้าใส่หน้าของสุเชาว์แบบเต็มๆ โดยที่กัปตันกบไม่มีโอกาสตั้งตัว

หมัดของคาอิมบี้ ทำให้สุเชาว์ต้องลงไปนอนดิ้นพราดกับพื้น และต่อมาบุรีรัมย์ยูไนเต็ด สโมสรต้นสังกัดเปิดเผยเบื้องต้นว่า "กัปตันกบ" ต้องให้แพทย์เย็บบาดแผลถึง 4 เข็ม ก่อนที่ในช่วงบ่ายวันถัดมาจะต้องเย็บเพิ่มอีก 4 เข็มรวมเป็น 8 เข็ม

ภาพอาการบาดเจ็บของ "กัปตันกบ" สุเชาว์ นุชนุ่ม เบื้องต้นเย็บ 4 เข็ม ต่อมาเย็บเพิ่มอีก 4 เข็ม

เหยื่อ?

ช่วงค่ำหลังเกม ลาซารัส คาอิมบี้ โพสต์ข้อความและภาพผ่านอินสตาแกรมถึงกรณีดังกล่าวขอความเห็นใจ ในเชิงว่าตนเป็นฝ่ายถูกกล่าวถ้อยคำเหยียดผิวและถูกทำร้ายร่างกายก่อน

โดยคาอิมบี้กล่าวว่า "ผมอยากจะแบ่งปันเรื่องในมุมของผมเกี่ยวกับเหตุการณ์ในเกมกับบุรีรัมย์คืนนี้เมื่อผมรับใบแดงไล่ออกจากเกมเนื่องจากชกหน้ากัปตันทีม [บุรีรัมย์ยูไนเต็ด] ผมเข้าปะทะตัดบอล ซึ่งทันทีที่มีเสียงนกหวีดจากกรรมการผมเองก็ยอมรับว่าเป็นจังหวะอันตรายและผมได้ลุกยืนขึ้น (ผมยืนตรงใช้สองมือไขว้หลังไว้) และรอคำตัดสินของกรรมการ แต่กัปตันทีมบุรีรัมย์วิ่งตรงเข้ามาที่ผมและตั้งใจใช้อกเข้าปะทะกับผมและเรียกผมว่า "fucking monkey" และใช้มือทิ่มตาผม ตอนนั้นเองที่ผมชกเขา ผมเป็นคน ผมไม่ใช่ลิง #SayNoToRacismInFootball"

"สำหรับแฟนฟุตบอลของบีจีและแฟนๆ ของผม ผมต้องขอโทษสำหรับเหตุการณ์ครั้งนี้ @bgfc_official"

We Are All Monkeys

หากโดยผิวเผิน "monkey" ที่แปลว่า "ลิง" อาจจะเป็นเพียงคำผ่านหูสำหรับคนไทยหลายๆ จนไม่ได้ใส่ใจ

แต่ในความเป็นจริงแล้ว "monkey" เป็นคำเหยียดผิวที่ถือว่ารุนแรงมาก 

หากใครพอจะจำได้ถึงเหตุการณ์แฟนฟุตบอลบียาร์เรอัลปากล้วยใส่ดานี่ อัลเวส เมื่อปลายเดือนเมษายน 2014 จนกลายเป็นกระแสกินกล้วยรณรงค์ต่อต้านการเหยียดผิวทั่ววงการฟุตบอลกับแคมเปญ #WeAreAllMonkeys หรือ "เราทุกคนเป็นลิง" ที่ลามมาถึงหลายทีมในฟุตบอลไทยโดยหนึ่งในนั้นคือบรรดานักเตะราชันมังกร ราชบุรีมิตรผลเอฟซีที่ออกมากินกล้วยแสดงพลังต่อต้านการเหยียดผิว

และหากสอบสวนพบว่าสุเชาว์กล่าวถ้อยคำเหยียดผิวจริง ก็จะต้องถูกลงโทษตามที่ระบุในภาคผนวก 7 ในระเบียบการแข่งขันของไทยพรีเมียร์ลีก ทั้งแบนจากการแข่งขันและปรับเงิน

ฟังความสองข้าง

หนึ่งชั่วโมงถัดจากที่คาอิมบี้โพสต์ภาพและข้อความดังกล่าวบน Instagram สุเชาว์ นุชนุ่ม เผยความอัดอั้นตันใจผ่าน Instagram เช่นกัน พร้อมทั้งให้เหตุผลจากมุมของตนเองถึงกรณีดังกล่าว

พร้อมกับประกาศว่า "หากผิดจริงจะเลิกเล่นฟุตบอลตลอดชีวิต"

 

ผมเป็นคนพูดภาษาอังกฤษไม่เก่ง แต่ผมจำได้ว่าผมพูดอะไร "you play fairplay" "you don't play football this" นี่คือคำเท่าที่ผมจะคิดได้ตอนนั้น ผมโมโหที่เขาเล่นแรงใส่น้องๆ ในทีมผม ผมเข้าไปต่อว่าจริง แสดงอาการโกรธจริง ถ้าผมจะทำร้ายเขา ผมคงไม่เลือกวิธีใช้นิ้วจิ้มตา ผมเป็นกับตันทีมผมต้องปกป้องน้องๆทีมผม ถ้าคุณเล่นไม่แฟร์ เล่นนอกเกมส์ นี่คือสิ่งที่กัปตันต้องแสดงออก เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบ ของกัปตันทีมแบบผม เรื่องพูดเหยียดผิว และ ไอ้...หน้าลิง ผมไม่ได้ด่าเป็นภาษาอังกฤษเก่งขนาดนั้น เขาชกผม อาจจะเป็นอารมณ์ในเกม ที่ปะทะกัน ผมอภัยให้ได้ แต่ชกผมแล้ว มากล่าวหาว่าผมเป็นต้นเหตุแบบนี้ ผมยอมไม่ได้ ผมคิดว่าเรื่องนี้ ต้องพิสูจน์กันว่า ผมถูกหรือผิด ถ้าผมผิดตามที่เขากล่าวหาผม ผมจะเลิกเล่นฟุตบอลตลอดชีวิต สุเชาว์ นุชนุ่ม

A photo posted by Suchao Nutnum (@suchino8) on

การประกาศว่าหากผิดจริงตามที่กล่าวหา สุเชาว์จะเลิกเล่นฟุตบอลตลอดชีวิต ทำให้เกิดความตกใจในกลุ่มแฟนบอลเป็นวงกว้าง เนื่องจากที่ผ่านมา สุเชาว์ นุชนุ่ม เป็นหนึ่งในนักเตะมารยาทดีของวงการฟุตบอลไทย

ล่าสุดสุเชาว์ได้เดินทางไปแจ้งความดำเนินคดีกับลาซารัส คาอิมบี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งดูจากหลักฐานแล้วงานนี้คาอิมบี้เสียเปรียบชัดเจนเนื่องจากมีหลักฐานบน Instagram กล่าวหาสุเชาว์

ทีมกฎหมายของสโมสรใหญ่อย่างบุรีรัมย์ ไม่ปล่อยผ่านแน่นอน

ค้นหาความจริง

และช่วงบ่ายวันถัดมา (16 กรกฎาคม) นี้เอง ลาซารัส คาอิมบี้ ก็ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรมตอบโต้สุเชาว์อีกครั้งหนึ่ง

 

It is being portrayed that I just randomly punched the Buriram captain. Firstly, I am not crazy to just punch him out of the blue, especially since I was standing with my hands behind my back. Secondly, the tackle wasn't on him & he should have left it to the ref & match officials to do their job. Thirdly, he says he said "you play fairplay. You don't play football this". Football is a physical game afterall, we are in constant physical contact but it takes more than the usual contact to provoke a player to punch another. I'm not condoning my actions, but don't play the blame game. The video clearly shows that you initiated intentional contact & poked me in the eye (while my hands where behind my back) & thereafter, if you read my lips, I'm saying "WHAT" before I punched him. And that, as I said before, was because he called me a "fucking monkey".

A photo posted by Lazarus Kaimbi (@lkaimbi) on

Jul 16, 2015 at 1:41am PDT

"ผมถูกกระทำจนกลายเป็นว่าผมเป็นฝ่ายชกหน้ากัปตันบุรีรัมย์โดยไม่มีเหตุผล ก่อนอื่นประการแรกผมขอบอกว่าตัวผมเองไม่ได้บ้าพอที่อยู่เฉยๆ จะชกหน้าเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผมยืนเอามือไขว้หลังอยู่ก่อนแล้ว ประการที่สองเขาไม่ได้เป็นฝ่ายถูกเข้าสกัดหนักในเกม และเขาควรจะปล่อยให้กรรมการและผู้ตัดสินได้ทำหน้าที่ ประการที่สามเขาออกมาพูดว่า 'You play fair play. You don't play football this' เหนือสิ่งอื่นใดฟุตบอลเป็นเกมที่มีการปะทะ เราจะต้องมีการกระทบกระแทกกันตลอดเวลา แต่การปะทะกันในเกมคงไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นให้นักเตะสักคนลุกขึ้นมาชกคนอื่น ผมไม่ได้ condoning การกระทำของผม แต่โปรดอย่ามากล่าวโทษผม คลิปวิดีโอแสดงให้เห็นชัดเจนว่าเขาเป็นผู้เริ่มเข้ามาปะทะกับผมและใช้มือทิ่มตาผม (ซึ่งขณะนั้นผมใช้มือไขว้หลังไว้ตลอด) และหลังจากนั้นถ้ามีใครสามารถอ่านปากผมได้ ผมเพียงพูดว่า "WHAT" ก่อนที่ผมจะชกเขา และนั่นก็เนื่องมาจากสาเหตุที่ผมเคยพูดไปแล้ว คือเพราะเขาเรียกผมว่า 'fucking monkey'"

รอคำตัดสิน

เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างก็พูดตรงกันข้าม ก็คงต้องหวังพึ่งพาทีพีแอลให้เป็นผู้หาหลักฐานและพยานมายืนยันเหตุการณ์ดังกล่าวให้ได้

เพราะการมีเจตนาทำร้ายเพื่อนร่วมอาชีพ นับเป็นโทษสูงสุดตามระเบียบของไทยพรีเมียร์ลีก ที่เคยทำให้นักเตะระดับลีกล่างโดนแบนตลอดชีวิตมาแล้ว

สุขสันต์โชติ สาสุข  นักเตะจากสโมสรปราจีนบุรียูไนเต็ดทำร้ายเพื่อนร่วมอาชีพในเกมลีกดิวิชั่น 2 โซนภาคกลางและตะวันออกระหว่างปราจีนบุรียูไนเต็ดกับนครนายก เมื่อเดือนสิงหาคม 2557 จังหวะเกิดเหตุชุลมุนในสนามในช่วงครึ่งหลัง สุขสันต์โชติ ซึ่งอยู่ในเสื้อสีฟ้าของตัวสำรองเกิดอาการโมโหแทนเพื่อน วิ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูงก่อนจะสวมวิญญาณเอริค คันโตน่า เทคตัวกระโดดถีบเข้าที่หัวของผู้เล่นนครนายกจนหัวแทบหลุดจากคอ

แม้ภายหลังสุขสันต์โชติ จะออกมากล่าวขอโทษ แต่ก็ไม่รอดพ้นการถูกแบนตลอดชีวิตเนื่องจากทีพีแอลมองว่านี่คือการทำร้ายเพื่อนร่วมอาชีพและเป็นการสร้างความเสื่อมเสียให้กับวงการฟุตบอลอย่างสาหัส

การลงโทษแบนและปรับเงินสำหรับกรณีอื้อฉาว เหตุการณ์ทั้งหมดทั้งปวงจะต้องขึ้นอยู่กับหลักฐานที่ชัดเจนเช่นในกรณีของนักเตะกังฟู

สำหรับกรณีของลาซารัส คาอิมบี้และสุเชาว์ นุชนุ่ม แม้จะมีคลิปวิดีโอให้ได้เห็น แต่คงยากที่จะรู้ได้ว่าคำพูดระหว่างทั้งสองคนนั้นมีว่าอย่างไรบ้าง

และต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการมารยาทและวินัยของไทยพรีเมียร์ลีก ว่าจะหาทางสอบสวนเอาความจริงมาได้หรือไม่ และจะตัดสินลงโทษอย่างไร

ซึ่งก็คงจะมีการลงโทษสั่งแบนตามความผิดที่เห็นชัดเจนไว้ก่อน นั่นคือคาอิมบี้ น่าจะได้นั่งดูเพื่อนลงเล่นไป 4 นัดสำหรับการทำร้ายเพื่อนร่วมอาชีพ

ส่วนสุเชาว์ก็นั่งพักไป 1 นัด แต่นอกเหนือจากที่จะต้องเสียประวัติในฐานะนักเตะมารยาทดีที่ต้องมาติดโทษแบนแล้ว ก็ต้องถือว่าเป็นโอกาสที่กัปตันกบจะได้นั่งพักรักษาอาการบาดเจ็บ

แต่เมื่อผลการตัดสินโทษออกมาว่า คาอิมบี้ชกปากเพื่อนร่วมอาชีพโดนแบนน้อยกว่าคาร์เมโล่เตะขวดน้ำ ก็จะเป็นประเด็นให้แฟนฟุตบอลและสโมสรได้ตั้งคำถามกันอีกยาว

ภาพประกอบจาก Facebook บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด