เก็บตกแทคติกพรีเมียร์ลีก : คูมันสุขล้นปรี่ , ซิตี้เขย่าบัลลังก์แชมป์ และ คอนเต้ ผู้ไม่ยอมใช้แผนสอง

ธอร์ เฮาก์สตัด นักข่าวของเราจะเจาะลึกทุกสถิติที่น่าสนใจของเกมพรีเมียร์ลีกในสุดสัปดาห์นี้

สองกุนซือชาวอิตาเลี่ยนต้องพบโชคชะตาที่แตกต่างกันในสัดสัปดาห์นี้ในเกมระหว่าง เชลซี vs ลิเวอร์พูล และ วัตฟอร์ด vs แมนฯ ยูไนเต็ด ขณะที่แมนฯ ซิตี้ และ อาร์เซน่อล ยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคง

อันโตนิโอ คอนเต้ ไม่ได้แสดงการเปลี่ยนแปลงอะไรที่น่าเซอร์ไพรส์เลยสำหรับผลงานการแพ้ลิเวอร์พูล ขณะที่ วอลเตอร์ มาซซารี่ ก็จัดเกมรับได้อย่างแน่นหนาจนสามารถคว่ำแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้แบบสมควรได้รับเสียงปรบมือ

1. แมนฯ ซิตี้ เหนือทุกท่วงท่าไม่ว่าจะเป็นการเล่นโต้กลับและเกมเพรสซิ่ง

กวาร์ดิโอล่า คือกุนซือที่ขึ้นชื่อเรื่องการครอบครองบอลและวิธีการเข้าทำที่ซับซ้อนมาเป็นเวลานาน แต่เกมที่ แมนฯ ซิตี้ ชนะ บอร์นมัธ 4-0 มันมีอะไรมากกว่าแคการเคลื่อนที่ที่เป็นจุดเด่นของพวกเขา เจ้าบ้านหยุดเกมบุกของ บอร์นมัธ ได้อย่างอยู่มหมัดและในส่วนของเกมรุกก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยมแม้เจอการเล่นในระบบ 4-5-1 แต่พวกเขาก็เปิดพื้นที่สุดท้ายได้ด้วยการชิงบอลจากการครอบครองของทีมเยือนทันทีและนั่นทำให้ซิตี้สร้างสันโอกาสดีๆได้มากมาย

นี่คือรากฐานสำคัญของการเล่นแบบ เป็ป โดยเฉพาะ นั่นคือการทำงานให้หนักที่สุดแม้ยามไม่มีบอลอยู่กับตัว พวกเขาออกนำในนาทีที่ 15 เมื่อ แฟร์นันดินโญ่ ตัดบอลจากแจ็ค วิลเชียร์ ในระยะหน้ากรอบเขตโทษและนั่นทำให้ วิลเชียร์ ทำเรื่องที่เห็นกันจนเบื่อคือการวิ่งไล่เตะเอาคืนจาก โนลิโต้ จากนั้น ซิตี ก็ได้ฟรีคิกและ เควิน เดอ บรอยน์ ยิงเรียดผ่านกำแพงเข้ไป หลังจากนั้นไม่กี่นาที ซิตี้ ก็ตัดบอลอีกได้จากระยะ 40 หลาและ เดอ บรอยน์ ก็เล่นกับ โนลิโต้ แต่ตัวรุกชาวสเปนกลับยิงออกไปอย่างน่าผิดหวัง

หลังจากนั้นไม่กี่วินาทีพวกเขาก็แสดงให้เห็นการเล่นเกมสวนกลับที่แท้จริงๆ ซิตี้ เคลียร์ฟรีคิกออกมาจากแดนตัวเองเเละการเล่นเพียงไม่กี่จังหวะแต่มีประสิทธิภาพของ เดอ บรอยน์ , ราฮีม สเตอร์ลิ่ง และ เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ ทำให้พวกเขาได้ประตูไปอีก นั่นแสดงให้เห็นว่าพวกเขาไล่แท็คเกิ้ลทุกจังหวะอย่างหนักหน่วงและเอาบอลกลับมาเล่นได้บ่อยครั้งในฝั่งของคู่ต่อสู้

2. แผนสำรองที่ไม่ได้ใช้ของ คอนเต้

นี่คือจุดน่าสนใจในความพ่ายแพ้ของ เชลซี ที่มีต่อ ลิเวอร์พูล ด้วยสกอร์ 1-2 ในวันศุกร์ที่ผ่านมา หลายๆครั้งเขามักจะใช้การเล่น 4-2-4 หากอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องการประตู และเกมนี้เป็นอีกครั้งที่ เชลซี เล่นได้ไม่ดีนักแม้ว่าจะได้ประตูจาก ดิเอโก้ คอสต้า ในนาทีที่ 61 พวกเขาต้องการประตูในช่วงท้ายเกมอีกครั้งเหมือนในเกมที่เอชนะ เวสต์แฮม และ วัตฟอร์ด ในก่อนหน้านี้

แต่คอนเต้กลับเปลี่ยนตัวสำรองเพียงคนเดียวเท่านั้นจนถึงช่วง 6 นาทีสุดท้าย นั่นอาจเป็นเหตุผลที่พวกเขาสร้างโอกาสชัดเจนได้น้อยมากๆ และไม่มากพอที่จะเปลี่ยนความจริงที่ว่าลิเวอร์พูลเป็นผู้ชนะในเกมนี้

สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนเเปลงไปคือ คอนเต้ ให้ ออสก้าร์ เล่นใกล้กับ คอสต้า มากขึ้นหลังจากที่ในครึ่งแรกเขาโดดเดี่ยวจนเกินไป แต่ทว่าคอสต้ามีโอกาสผ่านบอลเพียงแค่ 6 ครั้งเท่านั้นหลังจากที่เขายิงประตูได้ในขณะที่เกมเหลืออีก 28 นาที ออสก้าร์ ไม่ได้ช่วยงานของ คอสต้า มากกว่าที่คิดและมันอาจจะดีกว่าหากเติมความแข็งแกร่งของ มิชี่ บาตชัวยี่ ลงไปและทำให้เชลซีหันมาเล่นบอลยาวมากกว่าเดิมซึ่งสูตรนี้เคยได้ผลมาเเล้วในเกมที่พวกเขาเปิดบ้านชนะเวสต์แฮม

บาตชัวยี่ ยังเป็น 1 ในนักเตะที่ยิงประตูท้ายเกมในเกมที่เชลซีชนะ วัตฟอร์ด ในสัปดาห์ต่อมาอีกด้วย ซึ่งจากจุดนี้แล้วเห็นได้ชัดว่าแผนบีของคอนเต้อย่าง 4-2-4 คือตัวเลือกที่ได้ผลเสมอมา เมื่อเขาไม่เลือกใช้แผนนี้ในเกมที่แพ้ลิเวอร์พูลนั่นจึงเป็นอะไรที่ค่อนข้างน่าสงสัยไม่น้อยเลยทีเดียว

3. บทบาทด้านกว้างของ อิกาโล่ พาฝูงแตนบินสูง

มาซซารี่ คือกุนซือที่ขึ้นชื่อกับระบบการเล่น 3-5-2 มาอย่างยาวนาน แต่นั่นไม่ได้ทำให้เขาคิดจะเปลี่ยนแปลงผู้เล่นในแนวรุกในเกมที่พบกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเลย อดีตกุนซือของ นาโปลี ตัดสินใจขยับ โอดิออน อิกาโล่ ออกกว้างมาเล่นทางด้านซ้ายยาวที่วัตฟอร์ดเล่นเกมรับ และเมื่อมีจังหวะบุกเขาจะขยับเข้ามาทำหน้าที่กองหน้าคู่ร่วมกับ ทรอย ดีนี่ย์

มันอาจไม่ใช่ระบบที่ตายตัวอะไรนัก หากจำกันได้ว่าครั้งที่ คอนเต้ คุมทีมชาติอิตาลีพวกเขาก็ประสบความสำเร็จระหว่างการสับเปลี่ยนแผน 4-4-2 และ 5-3-2 ในยูโร 2016 แต่ มาซซารี่ ให้ความสำคัญไปที่การป้องกันมากกว่าเพราะพวกเขาเจอกับคู่ต่อสู้ที่แข็งเเกร่งกว่า การตัดสินใจของเขาพิสูจน์ให้เห็นเเล้วว่าเป็นการกระทำที่ชาญฉลาด วัตฟอร์ดเองสามารถยืดหยุ่นแผนการเล่นระหว่าง 4-5-1 และ 5-4-1 โดยใช้ อิกาโล่ คือกุญแจสำคัญในการเล่นฝั่งซ้ายที่สามารถหยุดเกมบุกและกดดันเกมรับของ อันโตนิโอ วาเลนเซีย ได้อย่างอยู่หมัด

ยูไนเต็ด สร้างโอกาสได้บ้างจากการยิงชนคานของ ปอล ป็อกบา และการโหม่งของ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช แต่มันยังห่างไกลนักจากสิ่งที่ โจเซ่ มูรินโญ่ ต้องการ แต่หลังจากที่ เดอะ สเปเชียล วัน เปลี่ยนเอา วาเลนเซีย ออกและเอา มาต้า ลงมาเเทนในาทีที่ 61 ด้วยการหมายมั่นปั้นมือว่าจะถ่างเกมเเดนกลางที่มี เอเตียน กาปู ออกให้ได้ แต่ วัตฟอร์ด ก็รักษาสกอร์ 1-1 ไว้ได้จนกระทั้ง ฮวน ซูนิก้า จัดประตูที่ 2 ในช่วง 6 นาทีสุดท้ายก่อนที่ ทรอย ดีนี่ย์ จะซัดจุดโทษย้ำชัยให้ทีมของ มาซซารี่ ได้ลิ้มรสความสำเร็จอันหอมหวาน

4. แนวรับคือหัวใจสู่ชัยชนะของเอฟเวอร์ตัน

เอฟเวอร์ตัน ดูเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยหลังจากการเข้ามาของ โรนัลด์ คูมัน พวกเขาเล่นในระบบ 3-5-2 และใช้งานกองหลังมากขึ้น แต่มันสามารถยืดหยุ่นเปลี่ยนมาเป็น 4-2-3-1 ทั้ง แอชลี่ย์ วิลเลี่ยม และ เชมัส โคลแมน ลงเล่นในระนาบเดียวกับ เลห์ตัน เบนส์ และ ฟิล จากีลก้า ขณะที่ กาเรธ แบร์รี่ และ อิดิราซ่า เกเย่ ยืนอยู่หน้าแผงหลังนั่นทำให้พวกเขาดูแน่นหนากว่าในยุคของ โรเเบร์โต้ มาร์ติเนซ

ชัยชนะเหนือ มิดเดิ้ลสโบรซ์ 3-1 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาทำให้พวกเขาพลาดการคว้าคลีนชีทเป็นเกมที่ 3 ติดต่อกันในลีก อย่างไรก็ตามประตูที่เสียไปน่าจะเป็นการทำฟาวล์ของ อัลบาโร่ เนเกรโด้ แต่นั่นก็น่าชื่นชมเอฟเวอร์ตันเพราะจังหวะดังกล่าวเป็นเพียงครั้งเดียวที่ "เดอะ โบโร่" สร้างอันตรายในกรอบเขตโทษของพวกเขาได้

ฟอร์มการเล่นของเอฟเวอร์ตันในเกมที่ชนะ สโต๊ค 1-0 และ ชนะ ซันเดอร์แลนด์ 3-0 แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพวกเขาเล่นอย่างระแวดระวังและเเข็งเเกร่งขึ่นมากในยุคของ คูมัน

STATS ZONE Free on iOS • Free on Android

New features every day on FourFourTwo.comPremier League analysis