เคราะห์ซ้ำกรรมซัด: 7 สิ่งสุดเลวร้ายที่เกิดขึ้นเมื่ออังกฤษตกรอบยูโร

หลังจากที่ทัพ “ทรี ไลอ้อนส์” ล้มเหลวแบบสุดๆ ในศึกยูโร 2016 เนื่องจากพลิกล็อกพ่ายไอซ์แลนด์จนตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายแบบไม่มีใครคาดคิด นี่คือเหล่าวีรกรรมสุดน่าอายที่พวกเขาทิ้งไว้ 

กีฬาคือธุรกิจที่ไร้ซึ่งความแน่นอนใดๆ ทั้งสิ้น มีเพียงไม่กี่คนที่จะรักษาความสำเร็จเอาไว้ได้นาน อย่างทีมชาติเนเธอร์แลนด์ที่เมื่อ 2 ปีก่อน พวกเขาอยู่ห่างจากนัดชิงชนะเลิศเพียง 90 นาทีเท่านั้น ในวันนี้พวกเขาไม่แม้แต่จะเข้ารอบสุดท้ายยูโร 2016 ด้วยซ้ำ หรือ สโมสรเชลซี ที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ในฤดูกาล 2014/15 ทว่าในฤดูกาลที่ผ่านมามันแทบจะเป็นหนังคนละม้วนสำหรับพวกเขาเลยก็ว่าได้ เพราะพวกเขาผิดฟอร์มจนดูน่าเวทนา หรือน่าหัวเราะเยาะ ก็แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน

ในขณะที่บางทีมนั้น แม้ว่าพวกเขาจะแพ้จนตกรอบ แต่การได้เข้ามาเล่นก็นับเป็นความสำเร็จของพวกเขาแล้ว ทว่ามันไม่ใช่สำหรับทีมชาติอังกฤษ นอกจากพวกเขาจะตกรอบแบบน่าอับอายขายขี้หน้าแล้ว เขายังทิ้งวีรกรรมสุดพังเอาไว้ในยูโร 2016 นี้ด้วย ส่วนอะไรที่วีรกรรมที่พังที่สุดนั้น เราขอปล่อยให้คุณเป็นคนตัดสินเองแล้วกัน

1. ใช้โอกาสเปลือง (ในสนาม)

ทั้ง 4 เกมที่พวกเขาลงทำการแข่งขัน อังกฤษมีโอกาสยิงถึง 82 ครั้ง ทว่าลูกยิงเหล่านั้นตรงกรอบแค่เพียง 19 ครั้งเท่านั้น (คิดเป็น 23%) นอกจากนั้น ยังทำได้แค่ 4 ประตูอีกด้วย (4.8%) และเมื่อกับคู่แข่งของพวกเขาที่ไม่มีทีมไหนถูกยกให้เป็นตัวเต็งของทัวร์นาเมนต์นี้เลย คู่แข่งของพวกเขามีโอกาสรวมกันทั้งหมด 26 ครั้ง เข้ากรอบ 11  ครั้ง (42%) และเป็นประตู 4 ลูก (15%) ดังนั้นหากจะเรียกขุนพลทีมชาติอังกฤษชุดนี้ว่า “เหล่าบรรดาแข้งใช้โอกาสเปลือง” ก็คงจะไม่แปลกอะไร

ถ้าไม่นับ มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่ได้โอกาสเพียงน้อยนิดแล้ว บรรดาพวกที่เหลืออย่าง แฮร์รี่ เคน, เจมี่ วาร์ดี้ และดาเนียล สเตอร์ริดจ์ ต่างไม่สามารถคว้าโอกาสของตัวเองเอาไว้ได้เลย

Marcus Rashford

แรชฟอร์ดลงมา 8 นาทียังทำผลงานได้ดีกว่าเคนและสเตอร์ริดจ์ทั้งเกม

2. เสียโอกาสในการสร้างความสมานฉันท์

นี่คือโอกาสที่จะลดปัญหาความแตกแยกภายในประเทศ หลังจากที่มีการแบ่งเป็นสองฝักสองฝ่ายในการโหวตว่าตัวเองจะอยู่ต่อหรือจะไปจากอียู ซึ่งถ้าอังกฤษผ่านเข้ารอบลึกๆได้ ก็น่าจะทำให้ทุกคนรวมใจเป็นหนึ่งหันมาเชียร์ประเทศตัวเองได้ 

เพราะบางครั้งฟุตบอลกับความเป็นชาตินิยมก็ห่างกันแค่เส้นบางๆคั่น และความสำเร็จก็สามารถทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งดีขึ้นได้แม้ว่าจะแค่ชั่วคราวก็ตาม อย่างเช่นตอนที่ศึกฟุตบอลโลกที่ฝรั่งเศสปี 1998 และฟุตบอลยูโรที่อังกฤษ ปี 1996 ซึ่งทั้ง 2 ทัวร์นาเมนต์ต่างประสบความสำเร็จอย่างมาก แม้ว่ามันจะไม่ได้รักษาปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างชนชาติให้หายเป็นปลิดทิ้ง ทว่ามันก็ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดของชาติเหล่านั้นได้พอสมควรเลยทีเดียว

France

ความสำเร็จของฝรั่งเศสในฟุตบอลโลกปี 1998 ช่วยสร้างความสมานฉันท์ให้กับประเทศ

3. การสับสนในแทคติก…

จำแผนแบบไดมอนด์ได้หรือไม่? ดูเหมือนว่าเหล่าพลพรรคสิงโตคำรามจะลืมไปแล้ว แม้ว่าในช่วงอุ่นเครื่อง ทีมชาติอังกฤษจะทำผลงานได้น่าประทับใจจากระบบดังกล่าว ทว่าหลังจาก รอย ฮอดจ์สัน พยายามจะยัดกองหน้าหลายๆ คนลงมาในทีม ทั้งริมเส้น มิดฟิลด์ มันเริ่มทำให้ทีมเสียสมดุล และหลุดออกจากวงโคจรลุ้นแชมป์ในที่สุด

หลายๆ ครั้งที่ฮอดจ์สันปรับแผนการเล่นหลายๆ รูปแบบในการต่อกรกับทีมต่างๆ เพื่อผลการแข่งขันที่ดีที่สุด แต่มันกลับดูเหมือนว่า กุนซือใหญ่ของอังกฤษรายนี้กำลังโยนข้าวของใส่กำแพงซึ่งท้ายที่สุดแล้วมันก็ไม่สามารถทำอะไรกำแพงได้เลย

4. ...ซึ่งอาจนำไปสู่การตายด้าน

ปัญหาที่ตามมาของการที่พวกเขาปรับแผนการเล่นบ่อยๆ แต่กลับทำผลงานไม่ได้ตามเป้า ก็คือพวกเขาจะถูกเหล่าบรรดานักวิจารณ์และกูรูต่างๆ ที่เคยค้าแข้งมาแล้ว ตำหนิไปในเชิงที่ว่า ทีมชาติอังกฤษไม่มีสไตล์การเล่นที่ชัดเจนเป็นของตัวเอง

ซึ่งพวกเขาคงจะพอใจหากอังกฤษกลับไปใช้แผน "สี่-สี่-หัวค**-สอง" แบบที่ ไมค์ บาสเซ็ตต์ ตัวเอกในภาพยนตร์เรื่อง Mike Bassett: England Manager กระชุ่นไว้กระมัง เพราะแผนอื่นๆคงดื้อยากันหมดแล้ว

5. โดนด่าทั้งขึ้นทั้งล่อง

ตอนที่ไอซ์แลนด์ทำประตูชัยในนาทีสุดท้ายเหนือออสเตรีย ได้สร้างความโล่งอกให้กับอังกฤษที่จะได้ไม่ต้องเจอกับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ แล้วมาเจอกับทีมที่เล็กกว่ามากๆแทน

ซึ่งทีมประเภทนี้นี่เองที่สร้างประเด็นให้กับแฟนบอลง่ายนัก อย่างตอนที่อังกฤษชนะรวด 100 เปอร์เซ็นต์ในรอบคัดเลือก พวกเขาก็บอกว่า "นี่มันสายหมูชัดๆ" แต่พอมาเจอกับไอซ์แลนด์ พวกเขากลับบอกว่า "ระวังจะขายขี้หน้า" แล้วยังไงล่ะ? สมพรปากเลยใช่ไหม...

6. เรียนรู้ที่จะสุขบนความทุกข์

มันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเจอกับมัน ไม่ว่าจะเป็นทางหนังสือพิมพ์,​โทรทัศน์ หรือวิทยุ ไม่มีประโยชน์ที่จะหมกมุ่นกับความเศร้า

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พยายามมองในแง่ดีแล้วหาสิ่งที่เติมเต็มเข้าไว้ พยายามเป็นน้ำครึ่งแก้วและเปิดใจอยู่เสมอ แล้วมาครื้นเครงสนุกสนานกันดีกว่า

7. วิกฤติการณ์หาตัวแทน

และตอนนี้ก็ถึงเวลาของข่าวลือเกี่ยวกับบรรดาตัวเต็งที่จะเข้ามาเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ ซึ่งหลายคนต่างก็งัดเหตุผลของตัวเองมาฟาดฟันว่าใครกันแน่ที่จะได้รับตำแหน่งดังกล่าว ราวกับว่าใครทายถูกจะได้รางวัลใหญ่ยังไงยังงั้น

แต่ไม่ว่าใครจะเข้ามารับตำแหน่ง ก็เชื่อว่าทางเอฟเอคงไม่เลือกแนวๆแบบ รอย ฮอดจ์สัน อีกเป็นแน่ 

แล้วใครจะได้กุมบังเหียนพาอังกฤษไปฟุตบอลโลกที่รัสเซียปี 2018 ล่ะ?