เกิดอะไรขึ้นกับเหล่าจิงโจ้? : เหตุผลที่ตัวแทน 'เอลีก' สู้ใครไม่ได้ในศึกระดับทวีป

บริสเบน รอร์ และ เวสเทิร์น ซิดนี่ย์ วันเดอเรอร์ส 2 ตัวแทนจาก เอ ลีก ที่เเข็งแกร่งที่สุดถูกเขี่ยตกรอบ เอเอฟซี เเชมเปี้ยนส์ลีกแบบไม่ได้ลุ้นตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม ... เรื่องแบบนี้มันเกิดอย่างไรและมันเซอร์ไพรส์มากแค่ไหนสำหรับวงการฟุตบอลออสเตรเลีย 

เห็นได้ชัดว่า เอ ลีก เติบโตช้ากว่าใครในภูมิภาคนี้ พัฒนาการแบบถอยหลังลงคลองมันร้ายแรงแค่ไหน? และพวกเขาจะรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ได้หรือไม่?

เมื่อพูดถึงวงการฟุตบอลคงต้องยอมรับว่าทวีปเอเชียเป็นเหมือนเด็กหนุ่มหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้ามาสร้างชื่อได้ไม่นาน แต่พวกเขาล้วนวางแผนเพื่อการพัฒนาระยาวเสมอ

กับสถานการณ์ในตอนนี้ที่เหล่าซูเปอร์สตาร์ของศึก เอเอฟซี เเชมเปี้ยนส์ลีก ปรากฎตัวขึ้นมาเต็มไปหมดน่าสนใจว่าทีมจากเอลีก จะมีโอกาสได้คว้าแชมป์ในรายการนี้อีกหรือไม่?

สมาคมฟุตบอลจีนนั้นคาดหวังไว้สูงมาก เพื่อจะท้าทายโลกลูกหนัง พวกเขาได้รับการสนับสนุนจากประธานาธิบดี สี จิ้น ผิง ที่วางเป้าไปว่าชาติจีนต้องเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกให้ได้ในปี 2050 ตอนนี้ จีน กำลังทำงานแข่งกับเวลาและพวกเขาคิดจะเขย่าโลกฟุตบอลให้สะเทือนโดยเริ่มจากครองอำนาจในเอเชียก่อน

วิธีที่จีนใช้วางรากฐานในตอนนี้คือการเปิดอคาเดมีฟุตบอลเพิ่มขึ้นถึง 2,000 เเห่ง และทุ่มเงินระดับมหาศาลในตลาดซื้อขายเพื่อเติมหัวเชื้อที่จะสามารถจุดกระแสได้

เรื่องราวเริ่มขึ้นจากจุดเล็กๆอย่าง ดาริโอ กอนก้า ในปี 2011 ที่ทำสถิติเป็นนักเตะที่ค่าเหนื่อยเเพงที่สุดในโลก

แน่นอนค่าเหนื่อยของ กอนก้า มากกว่าทั้ง ลิโอเนล เมสซี่ และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เสียอีก .... อดีตนักเตะของ ฟลูมิเนนเซ่ กลายเป็นนักเตะคนแรกที่เริ่มเข้ามาขุดทองในเเดนไกล ว่ากันว่าเขารวยเละเทะจากการมีรายรับ 12.5 ล้านเหรียญสหรัฐและสิทธิพิเศษอีกมากมาย

หลังจากนั้นไม่นานการจุดกระแสของ กอนก้า ก็ทรงอิทธิพลจนนักเตะดังหลายๆคนเริ่มหันมามองเเล้วว่ามีงานดีๆและเงินหนาๆรอพวกเขาอยู่ในเเดนมังกร

นิโกล่าส์ อเนลก้า เป็นนักเตะชื่อดังคนแรกที่ยอมเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาทดสอบคำเล่าลือนี้ ขณะที่ ลูคัส บาริออส และ อเลสซานโดร เดียมานติ ก็ตามหลังมาไม่นาน จนกระทั่งถึงปี 2015 หลายสโมสรจากจีนก็เดินหน้าเต็มกำลังแบบไม่กลัวขาดทุนอย่างแท้จริง

ในตลาดซื้อขายเพียงครั้งเดียวพวกเขาได้นักเตะตัวท็อปจากลีกยุโรปไปร่วมโชว์ฝีเท้าใน ไชนีส ซูเปอร์ลีก มากมาย อเล็กซ์ เตเซร่า, แจ็คสัน มาร์ติเนซ, รามิเรส,เอเซเกล ลาเวซซี่, เดมบา บา, แชร์วินโญ่ คือทั้งหมดที่เข้ามาพร้อมๆกันและมีค่าตัวรวมถึงเกิน 250 ล้านเหรียญสหรัฐ

ฤดูกาลนั้นฤดูกาลนี้ลีกจีนมีการลงทุนซือนักเตะมาเสริพทัพมากขึ้นกว่าฤดูกาลที่ผ่านมากกว่า 330 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

ทีมจากออสเตรเลียไม่เคยได้รับการยกย่องให้เป็นยักษ์ใหญ่ในเวทีระดับทวีปเลย แต่หากมองไปลึกๆแล้วในรายการนี้ส่วนใหญ่มักจะเป็นการชิงชัยกันระหว่างตัวละครหลักอย่างสโมสรจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นส่วนมาก

หากวงการฟุตบอลจีนวางเป้าหมายตั้งเป้าไว้ที่การกระหน่ำเม็ดเงินแบบไม่ยั้ง สิ่งที่เกิดจากนี้คือการหลั่งไหลมารวมตัวกันของนักเตะระดับพรสวรรค์ และเมื่อเป็นเช่นนั้นมันจะไม่ต่างกับยุคที่พรีเมียร์ลีกของอังกฤษเริ่มปรับตัวขึ้นสู่ลีกมหาชนจากความมั่งคั่งทั้งสปอนเซอร์และลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดที่จะเข้ามาพร้อมๆกับนักเตะฝีเท้าดีนั่นเอง

เหนือสิ่งอื่นใดหากจีน คิดจะคว้าแชมป์โลกพวกเขาต้องพัฒนารูปแบบการเล่นให้ดีกว่าต้นแบบของพวกเขาอย่างอังกฤษให้ได้ และตอนนี้เหล่าขุนพลเเดนมังกรก็เอาจริงเอาจังกับการสร้างนักเตะระดับโลกของพวกเขาเอง

ไม่ต้องพูดถึงเหล่าพวกขั้วอำนาจเก่าใน เอเอฟซี เเชมเปี้ยนส์ลีก เลยนั่นคือสโมสรจากตะวันออกกลางทั้ง ยูเออี, ซาอุดิอาระเบีย และ กาตาร์ ที่คุ้นชินกับเรื่องการจ่ายเงินจ้างนักเตะมาอย่างยาวนาน ซึ่งพวกเขายังคงต้องการเป็นตัวแสบสำหรับเจ้าเอเชียอย่างทีมจาก เกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่น อยู่เสมอ

ขณะที่ในนามฟุตบอลทีมชาติพวกเขากำลังเติบโตแบบช้าๆแต่ในระดับเกมสโมสระดับทวีปพวกเขาก้าวกระโดดเเละเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

ทีมจากออสเตรเลียไม่เคยได้รับการยกย่องให้เป็นยักษ์ใหญ่ในเวทีระดับทวีปเลย แต่หากมองไปลึกๆแล้วในรายการนี้ส่วนใหญ่มักจะเป็นการชิงชัยกันระหว่างตัวละครหลักอย่างสโมสรจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นส่วนมาก

นับตั้งแต่ปี 1995-2012 มีเพียง 4 สโมสรที่ไม่ใช่ทีมจาก ญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ ที่สามารถคว้าแชมป์ เเชมเปี้ยนส์ลีกได้ โดยมีกว่างโจว เอเวอร์แกรนด์ เพียงทีมเดียวเท่านั้นที่ก้าวหน้าพัฒนาจนคว้าแชมป์ไป 2 สมัยติดต่อกัน .... และทีมจากเอลีกล่ะมีแววจะใกล้เคียงตำแหน่งเเชมป์บ้างหรือไม่?

ตอนนี้ เอลีก ต้องสู้อย่างหนักเพื่อพัฒนา มันเหมือนการยืนกลางสายน้ำที่เชี่ยวกราดในยุคที่ทีมจากประเทศอื่นๆพัฒนาอย่างเต็มแรงและทุ่มทุนสร้างมากมาย มันช่างดูห่างไกลกับเอลีกที่ก่อตั้งมา 12 ปี และมีนักเตะที่ได้รับเงินเดือนสูงสุดอยู่ที 2.6 ล้านเหรียญสหรัฐ

ในฤดูกาลนี้สโมสรจากเอลีกลงเล่นในรายการแชมเปี้ยนส์ลีกด้วยการมีสถิติชนะ 3 เสมอ 3 และแพ้ไป 9 นัด ยิงได้ 19 ประตูและเสียประตูไปถึง 45 ลูก

ในฤดูกาลนี้สโมสรจากเอลีกลงเล่นในรายการแชมเปี้ยนส์ลีกด้วยการมีสถิติชนะ 3 เสมอ 3 และแพ้ไป 9 นัด ยิงได้ 19 ประตูและเสียประตูไปถึง 45 ลูก

ช่างเป็นตัวเลขที่น่าผิดหวังสำหรับ 3 สโมสรจากออสเตรเลีย ที่ลงเล่นใน เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาลนี้ และหากนับตั้งแต่ปี 2015 และปี 2016 มีเพียง 2 สโมสรจากออสเตรเลียเท่านั้นที่สามารถเข้ารอบคัดเลือกได้

อย่างไรก็ตามมันเป็นเรื่องที่เข้าใจได้เพราะการไม่มีงบใช้จ่ายที่มากเหมือนกับชาติอื่นๆในเอเชีย แต่ต้องยอมรับว่าปัญหาโครงสร้างและทัศนคติของ เอลีก ต่างหากที่ทำให้ยังไม่ประสบความสำเร็จในการแข่งขันระดับทวีป

ข้อเสียเปรียบเรื่องค่าจ้างนักเตะของสโมสรในออสเตรเลียนั้นยากที่จะเทียบกับทีมจาก จีน และ ยูเออี แต่สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นรองอย่าชัดเจนมากกว่านั่น คือ ค่าความผันผวนในลีกแต่ฤดูกาลนั่นเอง ซึ่ง แอดีเลด ยูไนเต็ด คือตัวอย่างที่จัดเจนที่สุด

หลังจากที่พวกเขาคว้าแชมป์ลีกในฤดูกาลที่ผ่านมา แต่ในฤดูกาลนี้พวกเขากลับต้องมาหนีตกชั้นด้วยการโดนกำหนดกฎการใช้เงินค่าจ้างของสโมสร พวกเขาไม่สามารถหานักเตะดีๆเข้ามาแทนที่ตัวเก่าที่เจ็บได้ในตลาดซื้อขายที่ล้มเหลว ความผิดพลาดในครั้งนี้เกิดขึ้นจากการตัดสินใจผิดเพียงครั้งเดียวอย่างแท้จริง

สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นเรื่องเหนือการคาดการณ์ไว้ แต่ในฐานะตัวแทนของประเทศที่ลงเล่นในรายการระดับทวีป แอดิเลด สมควรได้รับการอำนวยความสะดวกจากลีกออสเตรเลียน้อยเกินไป

การมีการแข่งขันที่เดาอะไรไม่ได้ทำให้กุนซือหลายคนมองว่าความสำเร็จในเกม เเชมเปี้ยนส์ลีก สำคัญน้อยกว่าในการเเข่งขันในประเทศ เกรแฮม อาร์โรลด์ ผู้จัดการทีมของ ซิดนีย์ เอฟซี ที่เป็นแชมป์ของลีกในเวลานี้ก็วางแผนรับมือกับเกมในประเทศสำหรับป้องกันแชมป์มากกว่าที่จะให้ความสำคัญกับเกมระดับทวีป

นี่เป็นข้อแตกต่างกับทีมหาอำนาจของประเทศอื่นๆอย่างชัดเจน กว่างโจว เอเวอร์แกรนด์ ที่คว้าแชมป์ลีก 6 สมัยติดต่อกัน ขณะที่ ยูเออี กัลฟ์ ลีก ก็เป็นการผลัดเปลี่ยนกันระหว่าง อัล ไอน์ และ อัล อาห์ลี ที่ล้วนผูกขาดตำแหน่งแชมป์เสมอมา

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เหล่าทีมที่ก้าวมามักจะเข้ารอบลึกๆไปจนถึงรอบชิงชนะเลิศศึกเเชมเปี้ยนส์ลีกเป็นประจำ พวกเขาเชี่ยวชาญในการแบ่งขุมกำลังให้สามารถรับมือกับฟุตบอลลีกและฟุตบอลทวีปได้เป็นอยางดีนอกจากนี้ยังปรับสภาพทีมให้เหมาะสมตามสกานการณ์ได้ทั้งหมด

ณ เวลานี้เป็นเหมือนการเก็บประสบการณ์ของทีมจากเอลีก พวกเขาจะต้องเจอทั้งประสบการณ์ด้านดีและด้านแย่อีกเยอะ การพุ่งเป้าและเน้นไปที่เกมลีกไม่ใช่ข้ออ้างทีดีนักในการขาดความเคารพในรายการแชมเปี้ยนส์ลีก

ทั้งสโมสรและโค้ชของ เอลีกส่วนใหญ่นั้นยังขาดเรื่องทัศนคติอีกมาก ครั้งหนึ่ง เควิน มัสเเค็ต ที่เคยพา เมลเบิร์น วิคตอรี่ ประสบความสำเร็จในประเทศแต่กลับบอกว่าการลงเล่นในระดับทวีปเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ

เช่นเดียวกัน จอห์น อลอยซี่ กุนซือของ บริสเบน ตัดสินใจส่งนักเตะชุดยู 21 ลงสนามในเกมที่พ่ายเมืองทอง ยูไนเต็ด 0-3 ทั้งๆที่ในตอนนั้นพวกเขายังมีลุ้นเข้ารอบน็อคเอาต์ก็ตาม

หลังจากจบฤดูกาลนี้ทำให้เห็นว่า เอลีก ควรปรับเปลี่ยนมุมสมองและเริ่มการลงทุนที่มากขึ้นนอกจากนี้ควรปลุกเร้าเหล่ากุนซือต่างๆให้มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างชื่อเสียในรายการระดับสูงกว่านี้

บางครั้งทัศนคติของชาวออสเตรเลียเองก็เป็นเป็นเหตุผลด้วย เพราะในการเเข่งขันในเกมแชมเปี้ยนส์ลีกปีนี้ของเหล่าตัวแทนจากออสเตรเลียกลับมีแฟนบอลเข้าไปชมเกมในสนามแค่ 6,000 คน ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยที่น้อยกว่าจำนวนผู้ชมในเอลีกแบบครึ่งต่อครึ่งเลยทีเดียว

สิ่งนี้อาจจะเป็นเรื่องที่ทำให้ทุกเรื่องดร็อปลงไปเพราะขาดแรงสนับสนุนที่ไม่ค่อยดีนัก จำนวนแฟนบอลที่เลือกดูเกมถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์มากกว่าที่จะเข้าไปดูเกมในสนามน่าจะพอบอกถึงปัญหาที่น่าเป็นห่วงในเวลานี้ได้

พวกเขาใส่ใจการเเข่งขันฟุตบอลในประเทศน้อยเกินไป เห็นได้ชัดว่ายอดเรตติ้งการถ่ายทอดสดฟุตบอลยูฟ่า เเชมเปี้ยนส์ลีก ผ่านช่อง 'ฟ็อกซ์ ปอร์ต' นั้นสูงกว่าทั้ง เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก และ เอลีก เยอะมาก มันพอจะบอกเราได้ว่าชาวออสซี่นั้นไม่ค่อยให้ความสำคัญกับฟุตบอลในประเทศสักเท่าไหร่

ดูเหมือนว่าเทพนิยายของ เวสเทิร์น ซิดนี่ย์ วันเดอเรอร์ส แทบจะไม่สร้างความตื่นตัวอะไรให้กับสโมสรอื่นๆในเอลีกเลย พวกเขาฉลองอย่างเดียวดายและไร้ความสนใจจากวงกว้างอย่างที่ควรจะเป็น

หลายอย่างอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคตไม่ว่าจะเป็นเรื่องการลงทุน ความนิยม ให้เทียบเท่ากับความสนใจที่มีต่อฟุตบอลยุโรป อย่างไรก็ตามในนาทีนี้คงต้องยอมรับว่าวงการฟุตบอลออสเตรเลียยังมีคุณสมบัติไม่มากพอ และทุกเรื่องที่กล่าวไปข้างต้นก็ยืนยันได้ว่าไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจมากมายนักกับความล้มเหลวในเวลานี้