เกิดอะไรขึ้นกับปีศาจแดง? เมื่อ ‘แมนฯ ยู’ ยังสม่ำ ‘เสมอ’ เหมือนเดิม

Seb Stafford-Bloor คอลัมนิสต์ของเราอยู่ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด พร้อมกับวิเคราะห์เกมที่ ยูไนเต็ด พบ เอฟเวอร์ตัน และปัญหาของพวกเขาในตอนนี้…

หลังจบเกมกับ เวสต์บรอมวิชฯ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โชเซ่ มูรินโญ่ ให้สัมภาษณ์ทำนองว่า ในเกมต่อๆไป แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องรีบยิงประตูแรกให้ได้ เพราะทุกทีมที่มา โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด นั้น ไม่มีความตั้งใจที่มาเล่นเกินครึ่งสนามของเจ้าถิ่น

นี่อาจจะเป็นการหัวร้อนและประชดประชันของ นายใหญ่ชาวโปรตุกีส แต่เชื่อเหลือเกินว่า โทนี่ พูลิส, กุนซือคนอื่น และแฟนบอลทุกคน คงจะหัวเราะอย่างเมามันส์

ซึ่งผลการแข่งขันในเกมล่าสุดกับ เอฟเวอร์ตัน ก็ออกมา “เสมอ” อีกครั้ง และเราต่างรู้ดีว่าปัญหาของ ยูไนเต็ด ก็คือ การยิงประตู เพราะจากสถิตินั้น พวกเขาสร้างโอกาสได้มากมาย ทว่าไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นสกอร์ได้

แล้ววันนี้ FFT จะมาไขปริศนาในเรื่องนี้กัน…

ช่วงปรับปรุง?

น่าเหลือเชื่อที่ แมนฯ ยูไนเต็ด สร้างสถิติไม่แพ้ใครในลีกมาถึง 20 เกมติดต่อกัน ทว่าครึ่งหนึ่งในนั้นคือ การเสมอ และได้เพียง 1 คะแนนเท่านั้น ลองจินตนาการดูว่า หากสักครึ่งหนึ่งใน 10 เกมนั้น พวกเขาเก็บสามแต้มเกมได้แล้วละก็ อันดับและคะแนนในตารางจะเพิ่มขึ้นขนาดไหน

หลายคนอาจจะบอกว่า “ปีศาจแดง” โชคร้ายที่หลายๆเกม พวกเขาต้องมาเจอกับ นายประตูฝั่งตรงข้าม ที่เหมือนผีเข้า หรือ ลูกยิงหลายๆลูกที่ถูกปฏิเสธโดยเสาหรือคาน

แต่ประเด็นก็คือ มูรินโญ่ ต้องหาทางให้ลูกทีมยิงคมกว่านี้ ไม่ใช่หรือ?

ในเกมล่าสุดกับ เอฟเวอร์ตัน อดีตเทรนเนอร์เชลซี ตัดสินใจปรับแนวรุกด้วยการใช้ มาร์คัส แรชฟอร์ด และ เจสซี่ ลินการ์ด ในตำแหน่งตัวริมเส้น พร้อมกับตัดสินใจให้สองนักเตะที่สร้างสรรค์เกมได้ดีที่สุดในทีมอย่าง ปอล ป็อกบา และ เฮนริค มคิตาร์ยาน เป็นเพียงตัวสำรองเท่านั้น

ในแดนหน้านั้น มูรินโญ่ เลือก มารูยาน เฟลไลนี่ ยืนอยู่ข้างหลัง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ที่เพิ่งพ้นโทษแบนกลับมา พร้อมกับมี อันเดร เอร์เรร่า และ ไมเคิล คาร์ริค ยืนคุมจังหวะเกมในแดนกลาง

ซึ่งแม้ มูรินโญ่ จะให้สัมภาษณ์เรื่อง ประตูแรกที่ควรได้เร็วๆ ก่อนเกมไปแล้ว แต่ดูเหมือนว่า ทีมที่เขาเลือกนั้น จะไม่ได้ต้องการประตูขนาดนั้น และเล่นไปเล่นมา กลายเป็น ทีมเยือน ที่ดูเล่นฟุตบอลอย่างมีชีวิตชีวามากกว่า

และกลายเป็น “ท็อฟฟี่” ที่ได้ประตูขึ้นนำไปก่อน จากจังหวะเตะมุมที่ ฟิล จาเกียลก้า ดีดบอลกลับหลังรอดขา ดาบิด เด เคอา เข้าประตูไปในระยะเผาขน

ถ้าเป็นสมัยก่อนนั้น หากมี ทีมเยือน บุกมาลูบคมขึ้นนำเจ้าถิ่นที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด และละก็ รับรองว่า หลังจากนั้น มันจะเหมือนสงครามเลยทีเดียว เพราะนั่นถือเป็นการปลุกผีเจ้าที่ให้ตื่นเข้ามาเอาคืนพวกเขาทันที

ทว่า ทุกวันนี้มันอาจจะไม่เหมือนเดิม

หลังโดนนำ ยูไนเต็ด ก็พยายามทวงประตูคืน โดยมีจังหวะเสียวๆอย่าง ฟรีคิกของ ดาลี่ย์ บลินด์ หรือจะเป็น แอสลี่ช์ ยัง ที่เปิดบอลพุ่งๆเข้าไปในกรอบเขตโทษ

อย่างไรก็ตาม ถ้าพูดกันตรงๆ ปฏิกิริยาตอบโต้ของนักเตะ “ปีศาจแดง” ไม่เพียงพอ และไม่ได้สร้างโอกาสที่น่าได้มากเท่าไร

พอเริ่มครึ่งหลัง มูรินโญ่ รีบแก้เกมด้วยการส่ง ป็อกบา ลงสนามแทน บลินด์ ซึ่งในช่วงต้นนั้น เกมของทีมดังแห่งแมนเชสเตอร์ ไม่ได้ดีขึ้นทันตา ทว่าอย่างน้อย เราก็รู้สึกได้ว่า พวกเขาเล่นกันเร็วขึ้น ซึ่งจังหวะที่ ป็อกบา โหม่งชนคาน ก็ทำให้แฟนๆใน “โรงละครแห่งความฝัน” รู้สึกกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

จากนั้นไม่นาน มคิตาร์ยาน ถูกส่งลงสนาม เช่นเดียวกับ ลุค ชอว์ ที่ได้โอกาสแทน ยัง ที่บาดเจ็บ

และเกมทำท่าว่าจะจบลงที่การพ่ายแพ้ในรอบหลายสิบนัด ทว่าอย่างน้อย ยูไนเต็ด ก็ยังคงเป็น ยูไนเต็ด เมื่อการบุกในครั้งสุดท้าย นำมาซึ่งประตูตีเสมอจนได้

แม้ใน 1 คะแนนนั้น มูรินโญ่ จะเลือกใช้แท็คติคแบบบอมม์บอลยาวเข้าไปในเขตโทษ พร้อมกับรอความหวังให้ใครสักคนยิงประตูให้ได้มาหลายนาทีก่อนตีเสมอ

คำถามก็คือ นี่เรากำลังดู แมนฯ ยูไนเต็ด เล่นที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด อันเกรียงไกลจริงๆหรือ?

ไขปัญหา

หลังจบเกม มูรินโญ่ ตอบคำถามสื่อได้ดี โดยบอกถึงผลงานโดยรวม แล้วก็ลูกทีมบางคนที่มีความมั่นใจต่ำ แต่พูดถึงบางคนมีที่มีความภาคภูมิก็มีให้เห็นอยู่เหมือนกัน

คำถามก็คือ แท็คติคของเขา ส่งผลให้ ยูไนเต็ด เป็นเช่นนี้หรือเปล่า?

จัดการกับผู้เล่นบางคนที่ดูจะปรับตัวและเข้ากับแผนของ “น้ามู” ไม่ได้

โดยอย่างที่เรารู้กัน ตอนนี้ “ปีศาจแดง” กำลังพัฒนาขึ้น ซึ่งมันไม่เกี่ยวว่าการที่พวกเขาไม่แพ้มา 20 เกมแล้วด้วย เพราะจากสถิติหลายๆอย่างบอกได้ชัดเจนว่า ยักษ์ใหญ่แห่งเมืองผู้ดี กำลังเค้นฟอร์มในวันเก่าๆมา

ตอนนี้ก็เหลือการจัดการกับผู้เล่นบางคนที่ดูจะปรับตัวและเข้ากับแผนของ “น้ามู” ไม่ได้ และอีกเรื่องก็คือ สตาร์ดังของทีมกับเพื่อนคนอื่นๆที่ยังเล่นไม่เข้าขากันมากนัก ซึ่ง มูรินโญ่ ต้องทำให้พวกเขากลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวให้ได้ เช่นเดียวกับ เหล่าดาวรุ่งหลายคนอีกด้วย

มูรินโญ่ ผ่านประสบการณ์คว้าแชมป์มากมายกับหลายลีกทั่วยุโรป ซึ่งการคุม แมนฯ ยูไนเต็ด จะเป็นอีกบทพิสูจน์ของ อดีตนายใหญ่เรอัล มาดริด โดยเฉพาะการที่เขาต้องผสมผสานทีมให้ลงตัวกว่านี้ให้ได้ เพราะนักเตะในทีมมีของอยู่แล้ว

ทำไม? ยังไง? อะไร? เมื่อไร? ฯลฯ คำถามประเภทนี้เป็นสิ่งที่ มูรินโญ่ ต้องหาคำตอบให้ได้

เพียงแต่เราเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่า เมื่อใดที่กุนซือระดับ แชมป์ยุโรป 2 สมัยจะหาวิธีการแก้โจทย์นี้ได้ และยิ่งนานวัน คำถามทั้งหมดก็ยิ่งมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ…

ดังนั้น ทีมนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป? คำตอบก็คือ ยังไม่มีใครมั่นใจ เพราะมุมหนึ่ง พวกเขาถือว่าเปลี่ยนร่างไปเยอะตั้งแต่ หลุยส์ ฟาน กัล จากไป โดย มูรินโญ่ เพิ่มความเร็วของเกมเข้ามาและพยายามทำเกมรุกมากกว่าสมัย ลุงกัล คุมทีม

อย่างไรก็ตาม หลายครั้งที่ นายใหญ่ชาวฝอยทอง จัด 11 ตัวจริงขัดใจแฟนๆและนักวิจารณ์ ซึ่งบางคนควรจะเป็นตัวจริงตั้งแต่ต้น ก็กลับกลายเป็นแค่ตัวสำรองเท่านั้น หรือ บางคนที่ควรเป็นสำรอง ก็กลับได้ลงสนามอย่างต่อเนื่องซะอย่างงั้น

และหลังจากนี้ โปรแกรมเตะของ ยูไนเต็ด จะมีมาอย่างต่อเนื่องและมาชนิดแทบจะทุกๆ 3 วัน ซึ่งทั้งหมดจะเป็นบทพิสูจน์ฝีมือของ มูรินโญ่ อีกครั้ง

เป้าหมายการไปยูซีแอลไม่ว่าจะเป็นไปแบบจบท็อปโฟร์หรือแชมป์ยูโรป้า ลีก ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม แต่หากผลงานการยิงประตูยังแบบนี้ ไม่แน่เหมือนกันว่า

เราอาจได้เห็น แมนฯ ยูไนเต็ด ใน ยูโรป้า ลีก อีกครั้งก็เป็นได้…

New features you'd love on FourFourTwo.com