เอกลักษณ์บนแผ่นหลัง : ตำนานเบอร์เสื้อหมายเลข 7 ทีมชาติไทย

จอร์จ เบสต์, เอริค คันโตน่า, เบเบโต้, ราอูล กอนซาเลซ, หลุยส์ ฟิโก้, เดวิด เบ็คแฮม หรือกระทั่งคริสเตียโน่ โรนัลโด นี่ คือ ตัวอย่างของรายชื่อเหล่าตำนานลูกหนังโลกที่สวมเสื้อหมายเลข 7 จนเป็นเอกลักษณ์

… แต่ถ้าพูดถึงนักเตะทีมชาติไทยที่สวมใส่เสื้อหมายเลข 7 จนเป็นตำนาน มีใครกันบ้างตั้งแต่อดีต FourFourTwo Thailand ได้รวบรวมมาไว้ที่นี่ 

พลตรี อำนาจ เฉลิมเชาวลิต

สุดยอดแนวรับตลอดกาลของวงการฟุตบอลไทย พลตรี อำนาจ เฉลิมเชาวลิต ผู้ที่ยืนหยัดรับใช้ทีมชาติไทยมาอย่างยาวนานจนได้รับฉายาว่า “กัปตันกระดูกเหล็ก” ด้วยสไตล์ฟุตบอลที่เคร่งขรึมมีระเบียบวินัยต่อตัวเองสูง, ฟิตสุด แถมอ่านเกมได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้ปราการหลังรายนี้ก้าวขึ้นมารับใช้ทีมชาติไทยถึง 14 ปีเต็ม โดยเริ่มติดทีมชาติตั้งแต่ชุดเยาวชน เมื่อปี พ.ศ. 2514 ยาวมาถึงชุดใหญ่ และเบอร์เสื้อที่เขามักสวมใส่ คือ หมายเลข 7

มันกลายเป็นเสื้อเบอร์ประจำของแข้งรายนี้ จนถึงช่วงที่เจ้าตัวกำลังจะอำลาวงการลูกหนัง สื่อสายลูกหนังไทยถึงกับพาดหัวข่าวว่า “ใครจะมาสืบทอดตำนานเบอร์ 7 ทีมชาติไทย”

ความสำเร็จของ “กัปตันกระดูกเหล็ก” ในนามทีมชาติมีมากมายทั้งการคว้าแชมป์ ซีเกมส์  4 สมัย, คิงส์คัพ 5 สมัย นี่คือนักเตะที่ติดทีมชาติชุดซีเกมส์, คิงส์คัพ และ เอเซียนเกมส์ มากที่สุด โดย “น้าอำ” ประกาศแขวนสตั๊ดในปี พ.ศ. 2528

นที ทองสุขแก้ว

หลังสื่อพาดหัวข่าวว่า “ใครจะมาสืบทอดตำนานเบอร์ 7 ทีมชาติไทย”? ท้ายที่สุดแล้วก็ได้ผู้สืบทอด… ชายผู้นั้น คือ “ดำดินปืน” นที ทองสุขแก้ว…

จากต้นทางลูกหนังที่บ้านเกิด จ.อุตรดิตถ์ สู่สโมสรฟุตบอลถาวรฟาร์ม ก่อนได้รับโอกาสลงเล่นทีมชาติชุดใหญ่ในปี พ.ศ. 2528 ซึ่งในตำแหน่งกองหลังคู่กลางยุคนั้น มีทั้งสุดยอดเซนเตอร์ฮาล์ฟอย่าง พลตรี อำนาจ  เฉลิมเชาวลิต และ ณรงค์ อาจารยุตต์ (ปีสุดท้ายของ อำนาจ เฉลิมเชาวลิต)

จุดเปลี่ยนที่ทำให้เพชรเม็ดนี้ฉายแววคืออาการบาดเจ็บของ ณรงค์ ทำให้ นที ทองสุขแก้ว ดาวรุ่งในวัยไม่ถึง 20 ปี โดยได้ลงสนามยืนจับคู่กับ “น้าอำ” ในช่วงบั้นปลาย และเมื่อยอดตำนานหมายเลข 7 คนก่อนวางเสื้อตัวเองลง นที จัดการสืบทอดต่อ ก่อนสถาปนากลายเป็นสุดยอดแนวรับพันธุ์แกร่ง ติดทีมชาติยาวนานถึง 15 ปี คว้าเหรียญทองซีเกมส์ 3 สมัย และ อันดับ 4 เอเชียนเกมส์ 2 สมัย  ส่วนรายการอื่นๆทั้ง เอเชียน คัพ, ปรี โอลิมปิก, คิงส์คัพ, ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือดโซนเอเชีย ล้วนมีชื่อของ “ดำดินปืน”แทบทั้งหมด (ในเวลาต่อมาได้รับบทเป็นกัปตันทีมชาติไทยแบบที่ “น้าอำ” เคยรับบทบาทด้วย)

นที ทองสุขแก้ว นับเป็นอีกหนึ่งนักเตะไทยที่ได้รับโอกาสไปค้าแข้งที่ญี่ปุ่นกับสโมสรฟุตบอล มัตซึสิตะ หรือ กัมบะ โอซาก้า ในปัจจุบัน โดยเจ้าตัวตัดสินใจแขวนสตั๊ดเมื่อปี พ.ศ. 2543 ตอนอายุได้ 34 ปี

ชูเกียรติธน ยศภัทร์หนูสลุง

“น้าชู” ชูเกียรติธน ยศภัทร์หนูสลุง หรือ ชูเกียรติ หนูสลุง ชื่อที่รู้จักกันสมัยเป็นนักเตะ เซนเตอร์ฮาล์ฟพันธุ์แกร่งทีมชาติไทยที่แจ้งเกิดในยุคดรีมทีม ยึดตำแหน่งถาวรในช่วงฟุตบอลไทยยุครุ่งเรืองสุดขีดช่วงปี ค.ศ. 1998-2002  … เขาคืออีกหนึ่งแข้งที่สวมเสื้อหมายเลข 7 ทีมชาติไทย และยังอยู่ในความทรงจำของแฟนบอลไทยเสมอ

  

อดีตนักเตะสโมสรฟุตบอล “ตราชฎา”ราชประชา ชาวจังหวัดชัยภูมิ เป็นกองหลังพันธุ์แกร่งที่เต็มไปด้วยความทุ่มเท ในสนามเรามักเห็นเขาถลกแขนเสื้อขึ้นหนึ่งข้างจนเป็นเอกลักษณ์ชินตา  

ชูเกียรติ พาทีมชาติไทยประสบความสำเร็จต่อเนื่อง ทั้งการพาทีมไทยคว้าเหรียญทองซีเกมส์ , ฟุตบอลไทเกอร์ คัพ ปี 1996 และอยู่ในชุดฟุตบอลโลก 2002 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย 10 ทีมสุดท้าย

บั้นปลายการค้าแข้ง ชูเกียรติธน ยศภัทร์หนูสลุง เดินทางตาม เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ไปกอบโกยเงินดองกับสโมสรฟุตบอลฮองอันห์ยาลายในวีลีกของเวียดนาม

ดัสกร ทองเหลา

นี่ คือ ตำนานเบอร์ 7 ทีมชาติไทยคนแรกที่เล่นในตำแหน่งกองกลาง เพราะก่อนหน้านี้ ล้วนเป็นผู้เล่นในตำแหน่งเซนเตอร์ฮาล์ฟกันมาทั้งนั้น (ซึ่งหาได้ยากกับชาติอื่นๆ)

ดัสกร ทองเหลา กับเสื้อหมายเลข 7 เหมือนเป็นสิ่งคู่กันตลอดเวลาทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติไทย แม้ว่าช่วงแรกๆที่ขึ้นมาสู่ทีมบีอีซี เทโรศาสน ชุดใหญ่ ยังไม่ได้สวมเบอร์ 7 แต่ทันทีที่แข้งเจ้าของฉายา  “เด็กระเบิด” ได้ก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักทีมชาติ และสโมสร เขายึดครองเสื้อเบอร์ 7 มาโดยตลอด (แม้นักเตะที่เขายึดเป็นไอดอลที่สุด คือ พอล สโคลส์ ก็ตาม)

จุดเด่นของ ดัสกร คือ การขับเคลื่อนเกมแดนกลาง, ลูกวางบอลยาวที่แม่นยำ, ฟรีคิกที่เฉียบขาด และการยิงแถวสอง คือ เอกลักษณ์ของเขา ดัสกร มีส่วนพาทีมชาติไทยประสบความสำเร็จมากมาย โดยเฉพาะคว้าเหรียญทองซีเกมส์ 3 สมัย

ไม่ว่าแฟนบอลรุ่นใหม่จะต่อว่าต่อขาน หรือมีมุมมองที่ไม่ดีต่อเขาอย่างไร...แต่จำนวนตัวเลขติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ 98 นัด และฝีเท้าของเขาในอดีตบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่า ทำไมเขาถึงก้าวขึ้นมาเป็นตำนาน

อนุชา มั่นเจริญ

คนสุดท้ายในลิสต์ของเรา ไม่ใช่นักฟุตบอลที่โด่งดังบนฟลอร์หญ้า หากแต่เป็น “พ่อมดแห่งวงการโต๊ะเล็ก”

“บัง” อนุชา มั่นเจริญ คือ อัจฉริยะวงการฟุตซอลไทย และเสื้อหมายเลข 7 ที่ติดด้านหลังของเขา สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ หลายคนจนก้าวมาเป็นนักเตะโต๊ะเล็กเช่นเดียวกับเขา… หนึ่งในนั้น คือ ศุภวุฒิ เถื่อนกลาง ที่ต่อมาถูกเรียกว่าพ่อมดฟุตซอลไทยยุคใหม่

บัง-อนุชา สวมเสื้อเบอร์ 7 ในทุกทัวร์นาเม้นต์ระดับเมเจอร์ ทั้งฟุตซอลชิงแชมป์โลก เวทีชิงแชมป์โลก ปี 2000 กัวเตมาลา, 2004 ไต้หวัน และ ครั้งสุดที่ 3 ปี 2008 ที่ประเทศบราซิล

ความจริง อนุชา มั่นเจริญ เคยผ่านการเล่นฟุตบอล 11 คนมาเช่นกันในตำแหน่งกองกลางกับทีมกรุงเทพคริสเตียน ในการแข่งขันฟุตบอลระดับดิวิชั่น 1 ละ มีชื่อติดทีมชาติไทยในชุดปรีโอลิมปิกยุคของ โดเลส โอตาการ์ กุนซือชาวเบลเยียม แต่สุดท้ายไม่มีชื่อติดโผในการตัดตัวครั้งสุดท้าย ก่อนกลายเป็นตำนานเบอร์ 7 วงการโต๊ะเล็กในเวลาต่อมา