เกล็น ฮอดเดิ้ล : กุนซืออังกฤษที่เก่งที่สุด... แต่ทำไมจึงไม่ประสบความสำเร็จ?

Glenn Hoddle

เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปีที่อังกฤษแต่งตั้ง เกล็น ฮอดเดิ้ล เป็นกุนซือทีมชาติชุดใหญ่ ทำให้ Stephen Tudor คอลัมนิสต์ของเรา อาสามาวิเคราะห์ว่า ทำไม อดีตยอดกองกลางมันสมอง ถึงไม่ประสบความสำเร็จกับ “สิงโตคำราม”...

วันนี้เมื่อ 20 ปีที่แล้ว เกล็น ฮอดเดิ้ล เข้ารับตำแหน่งผู้จัดการทีมชาติอังกฤษแทน เทอร์รี่ เวนาเบิ้ลส์ อย่างเป็นทางการ แต่น้อยคนที่จะรู้ว่า อันที่จริงแล้ว “เอลเทล” ไม่เคยอยากให้ ฮอดเดิ้ล เป็นผู้สืบทอดของเขาแม้แต่น้อย เพราะมองว่า ในอนาคต อดีตมิดฟิลด์เท้าชั่งทอง รายนี้จะสร้างปัญหาให้กับทีมชาติแน่นอน

ซึ่งสิ่งที่ เวนาเบิ้ลส์ มันก็ไม่ผิดจากความจริงสักเท่าไร…

Glenn Hoddle and Terry Venables

รักกันแค่ในภาพเท่านั้น

เพราะต่อให้เก่งเพียงใด แต่ ฮอดเดิ้ล ก็ไม่มีอุปนิสัยแบบที่ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษต้องมี…

เข้ากับคนยาก

จุดขายในตัวของ ฮอดเดิ้ล คือ ความขยัน, มุ่งมั่นตั้งใจ และดูสุภาพสุดๆตลอดเวลา แต่ปัญหาก็คือ เขาเข้ากับคนอื่นไม่ค่อยได้

จุดขายในตัวของ ฮอดเดิ้ล คือ ความขยัน, มุ่งมั่นตั้งใจ และดูสุภาพสุดๆตลอดเวลา แต่ปัญหาก็คือ เขาเข้ากับคนอื่นไม่ค่อยได้

ในปี 1998 ผู้เขียนหนังสือชีวประวัติชื่อ Faith To Win ของ ฮอดเดิ้ล อย่าง ฟิล เชอเร่ย์ เคยอธิบายความเป็นตัวตนของ อดีตกุนซือ “สิงโตคำราม” ไว้อย่างดี

เอาจริงๆนะ เขาเป็นคนที่มีจิตใจเมตตาและแคร์ผู้อื่นอย่างที่สุด แต่ปัญหาของเขาก็คือเขาไม่สามารถอ่านใจผู้คนเหมือนที่อ่านเกมฟุตบอลได้

“สำหรับคนฉลาดแบบนั้น เขาดูซื่อเกินไปตอนคุยกัน” เชอเร่ย์ กล่าวกับ FourFourTwo “เขาดูเข้าถึงยาก แต่ไม่ได้หยิ่งนะ ดูเหมือนว่าแบบเขาจะเลือกคุยกับคนมากกว่า”

"เอาจริงๆนะ เขาเป็นคนที่มีจิตใจเมตตาและแคร์ผู้อื่นอย่างที่สุด แต่ปัญหาของเขาก็คือเขาไม่สามารถอ่านใจผู้คนเหมือนที่อ่านเกมฟุตบอลได้”

และหากเรามองย้อนกลับไปถึงตลอด 2 ปี กับอีก 278 วันในการคุมทีมชาติอังกฤษของ ฮอดเดิ้ล เราจะพบว่า สิ่งที่นักเขียนคนนั้นกล่าวไม่ได้เกินจริงเลย

สุดยอดมันสมอง

แน่นอนว่าเราต่างรู้ว่า ฮอดเดิ้ล นั้นมีมันสมองชั้นยอดเพียงใด ไม่ว่าจะเป็นสมัยเป็นผู้เล่นหรือผู้จัดการทีม บ่อยครั้งที่เราจะเห็นลีลาชั้นเยี่ยมหรือแท็คติคชั้นยอดจากเขาเสมอ

เหล่าทีมดังในเมืองผู้ดี ยังคงยึดติดกับ 4-4-2 แบบดั้งเดิมอยู่ ดังนั้นการเล่นด้วยปราการหลังสามตัว ทำให้ เด็กฝึกสเปอร์ส ได้รับทั้งเสียงชมเชยและคำติชมพอๆกัน

การส่งตัวเองเป็น สวีปเปอร์ ในระบบ 3-5-2 เมื่อครั้งที่ ฮอดเดิ้ล ควบตำแหน่ง ผู้เล่นและผู้จัดการทีม สวินดอน ทาวน์ ถือเป็นอะไรที่กล้ามากๆ เพราะถึงแม้ตอนนั้นระบบนี้จะเริ่มฮิตขึ้นมา อันเนื่องมากจาก อาร์เจนติน่า ได้แชมป์โลกด้วยแผนนี้(1986) เช่นเดียวกับ ทีมชาติอังกฤษ ที่ยึด 3-5-2 สมัยที่ผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลกในปี 1990

ทว่า กับในประเทศแล้ว เหล่าทีมดังในเมืองผู้ดี ยังคงยึดติดกับ 4-4-2 แบบดั้งเดิมอยู่ ดังนั้นการเล่นด้วยปราการหลังสามตัว ทำให้ เด็กฝึกสเปอร์ส ได้รับทั้งเสียงชมเชยและคำติชมพอๆกัน

อย่างไรก็ตาม ฮอดเดิ้ล เลือกจะเงียบและใช้ผลงานในสนามแทนคำตอบ ซึ่งสุดท้ายเขาสามารถพา สวินดอน ขึ้นชั้นสู่พรีเมียร์ลีกได้ด้วย

Glenn Hoddle - only goal for Chelsea FC

บรรยาย ผลงานกับ เชลซี ทั้งในฐานะผู้เล่น-ผู้จัดการทีม ทำให้ ฮอดเดิ้ล ได้คุมทีมชาติ

“เกล็นเข้ามา พร้อมกับบอกว่าเขาจะเล่น สวีปเปอร์ เขาเป็นนักฟุตบอลอัจฉริยะจริงๆ เขาเติมเต็มทุกอย่างให้กับทีม ความจริงก็คือ เขาอยากลองระบบใหม่ๆในชีวิต อยากเล่นสไตล์ฟุตบอลที่เขาอยากสร้าง เขาเป็นจอมแท็คติคตัวจริง” มิคกี้ ฮาซาร์ด อดีตเพื่อนร่วมทีมสเปอร์ส ที่ย้ายมาเล่นด้วยกันที่สวินดอน กล่าวชื่นชมเพื่อนซี้

จากนั้น ฮอดเดิ้ล ย้ายไปเล่นกับ เชลซี พร้อมได้รับโอกาสคุมทีมอีกด้วย ซึ่งที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ ทำให้เขาได้โอกาสคุมทีมชาติอังกฤษในเวลาต่อมา…

จอมวางแผน

ฮอดเดิ้ล พาทีมยันเสมอ อิตาลี ได้ถึงกรุงโรม พร้อมกับช่วยให้ทีมตีตั๋วผ่านเข้ารอบสุดท้าย โดยไม่ต้องลุ้นเหนื่อยในพื้นที่เพลย์ออฟได้

“ผมเคยเล่นภายใต้โค้ชที่เก่งและดังๆอย่าง เควิน(คีแกน), เคนนี่(ดัลกริช), บ็อบบี้ ร็อบสัน และ เทอร์รี่ เวนาเบิ้ลส์ แต่บอกได้เลยว่า เกล็น คือ ที่สุด ผมสนุกทุกครั้งที่ได้ฝึกซ้อมกับเขา มันมีความหมายกับชีวิตมากๆ” ร็อบ ลี อดีตกองกลางคนดังจาก นิวคาสเซิล กล่าวถึงประสบการณ์ในชีวิตสมัยติดทีม “สิงโตคำราม”

ตอนนั้น ฮอดเดิ้ล ต้องคุมอังกฤษลงทำศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก ซึ่งกลุ่มของพวกเขามีคู่แข่งตัวฉกาจอย่าง อิตาลี และ โปแลนด์ โดยเกมประเดิมสนามกับ มอลโดว่า นั้น(เกมที่ เดวิด เบ็คแฮม ได้หมวกทีมชาติใบแรก) ฮอดเดิ้ล เลือกที่จะใช้ระบบ 3-5-2 แบบที่เขาชื่นชอบ จนทำให้นักวิจารณ์หลายคน รวมทั้ง “เอลเทล” บ่น อดีตกุนซือเชลซี ในทางไม่ค่อยดีมากนัก

ฮอดเดิ้ล ถือเป็นจอมแท็คติคตัวจริง เขาสามารถเปลี่ยนแปลงแผนการเล่นทุกครั้งที่ต้องการ และยิ่งในยุคนั้น อังกฤษ มีทรัพยากรนักเตะดีๆหลายคน ไม่ว่าจะเป็น เดวิด ซีแมน, สจ๊วต เพียร์ซ, พอล แกสคอยน์ และ อลัน เชียร์เรอร์ ทั้งยังมีกลุ่มดาวรุ่งอย่างเหล่า “คลาส ออฟ 92” ของ แมนฯยูไนเต็ด ทำให้ “สิงโตคำราม” ชุดนั้นแกร่งไม่แพ้ใครในยุโรป

ซึ่งสุดท้าย ฮอดเดิ้ล พาทีมยันเสมอ อิตาลี ได้ถึงกรุงโรม พร้อมกับช่วยให้ทีมตีตั๋วผ่านเข้ารอบสุดท้าย โดยไม่ต้องลุ้นเหนื่อยในพื้นที่เพลย์ออฟได้

ความเชื่อส่วนบุคคล

ความทรงจำของชาวผู้ดี มีหลายอารมณ์ปนเปเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการก้าวขึ้นมาของดาวยิงความหวังใหม่อย่าง ไมเคิ่ล โอเว่น, การโดนใบแดงของซุปเปอร์สตาร์สุดหล่ออย่าง เบ็คแฮม

ในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายปี 1998 ความทรงจำของชาวผู้ดี มีหลายอารมณ์ปนเปเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการก้าวขึ้นมาของดาวยิงความหวังใหม่อย่าง ไมเคิ่ล โอเว่น, การโดนใบแดงของซุปเปอร์สตาร์สุดหล่ออย่าง เบ็คแฮม และแน่นอนว่า วินาทีที่ เดวิด แบตตี้ พลาดจุดโทษ จนทำให้ทีมต้องยุติความฝันเพียงแค่รอบ 16 ทีมสุดท้าย

เช่นเดียวกับ อีกหนึ่งความทรงจำที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้ก็คือ ความเชื่อแปลกๆของ ฮอดเดิ้ล โดยก่อนเกมกับ อาร์เจนติน่า กุนซือ”ทรีไลออนส์ ” ในขณะนั้น สั่งให้สต๊าฟโค้ชของเขา เดินทวนเข็มนาฬิการอบสนาม เพื่อเพิ่มพลังให้กับทีม หรือจะเป็นการที่ ฮอดเดิ้ล เอามือแตะที่บริเวณเหนือหัวใจของนักเตะทุกคนก่อนลงสนามก็ด้วย

ทั้งหมดคือ เรื่องความเชื่อของ ฮอดเดิ้ล ที่ส่งต่อให้ทุกคนในทีม...

Glenn Hoddle

ฮอดเดิลโค้งคำนับแฟนบอลอังกฤษหลังจากทีมของเขาตกรอบฟุตบอลโลก 1998 โดยน้ำมือของอาร์เจนตินา

จุดเริ่มต้นของจุดจบ

ตอนนั้น ฮอดเดิ้ล อาจจะลืมไปว่า เขากำลังดำรงตำแหน่งที่สำคัญที่สุดไม่แพ้นายกรัฐมนตรีของประเทศอยู่ จนทำให้หลุดปากออกมาเช่นนั้น

และแล้วก็มาถึงจุดจบของ ฮอดเดิ้ล กับทีมชาติอังกฤษ ที่เกิดจากปากของเขาเอง..

ย้อนความทรงจำกันหน่อย เรื่องเกิดขึ้นเมื่อ อดีตกองกลางตัวเก่ง พูดถึงสาเหตุของคนพิการว่า เป็นกรรมมาตั้งแต่ชาติปางก่อน จนทำให้ร่างกายไม่สมประกอบในชาตินี้ โดยผู้ที่ถาม ฮอดเดิ้ล ถึงเรื่องนี้ คือ นักข่าวจาก The Times’ อย่าง แมตต์ ดิกคินสัน ซึ่งเขายอมรับว่า จนถึงปัจจุบัน ก็ยังตกใจกับคำตอบของ อดีตกุนซือสิงโตคำราม ไม่หาน

“ผมไม่รู้ว่าเขาจะเล่าถึงความเชื่อในศาสนาของเขา ผมตกใจเหมือนกัน” ดิกคินสัน รำลึก “เมื่อเขาเริ่้มพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับความพิการ ผมคิดในใจว่า ไอ้หมอนี่ มันบ้าไปแล้วแน่เลย ผมฟังแล้วรู้สึกว่ามันเป็นความคิดที่น่าขยะแขยงมากๆ”

ไม่แน่เหมือนกันว่า ตอนนั้น ฮอดเดิ้ล อาจจะลืมไปว่า เขากำลังดำรงตำแหน่งที่สำคัญที่สุดไม่แพ้นายกรัฐมนตรีของประเทศอยู่ จนทำให้หลุดปากออกมาเช่นนั้น

“คุณและผมมีสองมือ สองขา และสมองเหมือนกัน แต่บางคนอาจจะไม่ได้มีทุกอย่างเหมือนเราเพราะเหตุผลบางอย่าง ดังนั้นคุณไม่ควรพูดแบบนั้นออกไป”

“ใช่” แต่ ผิดเวลา

สุดท้ายปลาหมอก็ตายเพราะปาก

เรื่องที่ ฮอดเดิ้ล วิจารณ์ผู้พิการออกสื่อนั้นโด่งดังถึงขนาด โทนี่ แบลร์ นายกรัฐมนตรีเมืองผู้ดีในขณะนั้น ต้องออกมาให้สัมภาษณ์ในวันรุ่งขึ้น หลังจากนั้น อดีตดาวเตะสวินดอน ก็ทนกระแสสังคมและความกดดันจากสมาคมฟุตบอลอังกฤษไม่ไหว จนต้องขอลาออกในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 1999

น่าเสียดายเพียงที่ความสามารถของเขาไม่แพ้ผู้จัดการทีมคนไหนในประวัติศาสตร์ทีมสิงโตคำราม เพราะจากสถิติพาทีมชนะ 60% เมื่อลงแข่งของ ฮอดเดิ้ล นั้น เป็นรองเพียงแค่ ตำนานแชมป์โลกอย่าง เซอร์ อัลฟ์ แรมซี่ย์ และ ฟาบิโอ คาเปลโล่ เท่านั้น

ซึ่ง ริโอ เฟอร์ดินานด์ อดีตยอดปราการหลังแมนฯยูไนเต็ดเองก็คิดว่า ฮอดเดิ้ล คือ ผู้จัดการทีมชาวอังกฤษที่เก่งที่สุดในยุคปัจจุบัน

“ตั้งแต่เขาจากไป ผมไม่คิดว่าทีมชาติของเราได้เจอคนที่ใช่เท่าไร” เจ้าของหมวกทีมชาติ 81 ใบ กล่าว “"ไม่ว่าผู้จัดการทีมชาติอังกฤษคนไหนจะเข้ามาคุม แต่ ผมไม่คิดว่าจะมีใครทำได้ดีใกล้เคียงกับสิ่งที่เขาทำ”

และใครจะไปรู้ว่า หากวันนั้น ฮอดเดิ้ล ไม่พรั่งพรูประโยคพวกนั้นออกไป “สิงโตคำราม” อาจจะประสบความสำเร็จมากกว่านี้ ไม่รู้กี่เท่า

ที่น่าเสียใจที่สุด คือ

เขาเป็นคนที่ “ใช่” ที่ดัน(พูดมาก) “ผิดเวลา” ของทีมชาติอังกฤษนั่นเอง...

Glenn Hoddle

ฮอดดี้ตอบคำถามหลังถูกปลดในเดือนกุมภาพันธ์ 1999