เกมรับที่เริ่มสั่นไหว...จุดชี้ขาดที่อาจทำสิงห์บลูชวดป้องแชมป์

เกมรับอันเหนียวแน่นของ “สิงโตน้ำเงินคราม” คือปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้พวกเขากวาดสองแชมป์เมื่อฤดูกาลก่อน แต่หลังเปิดซีซั่นนี้เพียงสองนัด...ภูผาหินที่แข็งแกร่งก็เริ่มสั่นไหว และมันอาจเป็นจุดชี้ขาดโอกาสป้องกันแชมป์ของพวกเขา

ผ่านมาเกือบจะครบหนึ่งสัปดาห์แล้วหลังจากที่ “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี ของกุนซือจอมอหังการอย่าง โชเซ มูรินโญ บุกไปเสียฟอร์มแชมป์เก่าพลาดท่าพ่ายแพ้ให้กับ “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ของ มานูแอล เปเยกรินี แบบหมดรูป 3-0 และย้อนไปอีกหนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้านั้นพวกเขาก็เปิดบ้านพบ “หงส์ขาว” สวอนซี ซิตี้ ที่เกมจบลงด้วยผลเสมอ 2-2 ซึ่งถือเป็นการประเดิมนัดแรกของฤดูกาลที่น่าผิดสุดๆ สำหรับแฟนเจ้าถิ่น... รวมกันแล้วผ่านพรีเมียร์ลีกมา 2 นัด สิงห์บลูที่ฤดูกาลก่อนคือทีมเสียประตูน้อยที่สุดในลีก (32 ประตู) กลับโดนยิงไปแล้วถึง 5 ประตู...

ถ้าสัญญาณดังกล่าวยังไม่ชวนให้เป็นกังวลมากพอ ลองมาดูสถิติอันนี้เสียก่อน... มานูแอล เปเยกรินี และ อาร์แซน เวงเกอร์ เป็นสองกุนซือที่ไม่เคยเอาชนะ โชเซ มูรินโญ ได้เลยแม้แต่ครั้งเดียวตั้งแต่คุมทีมในผู้ดี แต่เมื่อไม่นานมานี้พวกเขาก็ได้ทำลายสถิติดังกล่าวลงเรียบร้อย มิหนำซ้ำการพ่ายแพ้ให้เรือใบสีฟ้ายังถือเป็นความปราชัยครั้งแรกของ มูรินโญ ต่อทีมระดับท็อปโฟร์นับแต่กลับมาหวนคุมเชลซีเป็นคำรบที่สองด้วย... จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดคำถามตามมาว่า เกิดอะไรขึ้น ทำไมเกมรับซึ่งเป็น “หัวใจ” ในปรัชญาการเล่นของกุนซือคนนี้ถึงกำลังระส่ำระส่ายหนักขนาดนี้

คำตอบที่ตายตัวคงไม่มีและไม่พอที่จะคลายข้อสงสัย บางครั้งการป้องกันอันเหนียวแน่นก็ไม่ได้มาจากทักษะของผู้เล่นหรือการวางแท็คติคของโค้ชเพียงอย่างเดียว แต่มันอาศัยส่วนอื่นหลายๆ อย่างประกอบสร้างร่างขึ้นเป็นหนึ่งสิ่ง ทั้งเรื่องของจังหวะ...การจดจ่อของสมาธิ..และดวง เกมรับของ โชเซ มูรินโญ อาจจะยังไม่มีสมาธิที่จดจ่อกับเกมมากเพราะกรำศึกอุ่นเครื่องที่สุดแสนหนักหน่วงมาตลอดช่วงปรีซีซั่น...หรือบางทีมันอาจเป็นดวงที่ไม่ดีพอของเจ้าตัว

ถ้าเราลองย้อนดูประวัติศาสตร์การคุมทีมของ โชเซ มูรินโญ แล้ว ฤดูกาลที่สามของเขากีบทีมใดก็ตามมักจะจบแบบศพไม่สวยเสมอ ไม่ว่าจะเป็นกับ ปอร์โต้ หรือ อินเตอร์ มิลาน ที่เขาตัดสินใจยุติเส้นทางและขอลาออกจากตำแหน่ง กับ เชลซี ในคำรบแรกที่แม้จะคว้าทั้งลีก คัพ และ เอฟเอ คัพ แต่นั่นก็ดูจะไม่พเยงพอสำหรับเจ้าของทีม และโดยเฉพาะกับบ เรอัล มาดริด ที่ฤดูกาลสุดท้ายของเขาที่นั้นได้ทิ้งบาดแผลรอยใหญ่ไว้แบบสุดเจ็บแสบ ซึ่งบางทีฤดูกาลนี้ก็อาจเป็นอีกหนึ่งซีซั่นที่ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเดิม... แต่นั่นคือเรื่องที่เหนือการควบคุมและคาดเดา ถ้าให้ลองวิเคราะห์ เราคิดว่าปัญหาของเขาน่าจะมีประมาณนี้

ธิโบต์ กูร์ตัวส์...ความอุ่นใจที่ขาดหาย

การต้องสูญเสียนายด่านมือหนึ่งของทีมอย่าง ธิโบต์ กูร์ตัวส์ ไปตั้งแต่นัดแรกจากฝบแดงและโทษแบน 3 นัดส่งผลไม่มากก็น้อยต่อความมั่นใจในเกมรับของแชมป์เก่า และแม้ว่า อัสมีร์ เบโกวิช อดีตนายด่าน สโต๊ค ซิตี้ ที่เพิ่งย้ายมาร่วมทีมจะทำผลงานได้ดีในระดับหนึ่งแต่ด้วยชื่อชั้นและพรสวรรค์แล้วก็ยังไม่สามารถทดแทนความอุ่นใจที่นายด่านทีมชาติเบลเยียมสร้างให้ทีมได้แบบเต็มร้อย

อิวาโนวิช...รอยรั่วในตำแหน่งฟูลแบ็ค

บรานิสลาฟ อิวาโนวิช น่าจะเป็นนักเตะไม่กี่คนในพรีเมียร์ลีกที่รักษาระดับฟอร์มการเล่นของตัวเองได้อย่างสม่ำเสมอมากที่สุด ยิ่งเมื่อซีซั่นก่อน...เขาคือผู้เล่นที่ช่วยสิงห์บลูได้สารพัดนึก ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นไปเติมเกมรุกทางริมเส้น ลูกโขกอันเป็นเครื่องหมายการค้าของเจ้าตัว หรือความมีวินัยในการเล่นเกมรับที่ไม่เคยขาดตกบกพร่อง แต่ฤดูกาลนี้มันกลับไม่เป็นไปตามที่หลายๆ คนคาดหวังเท่าไหร่ ไม่มีใครคิดว่าฟูลแบ็คเลือดเซิร์บคนนี้จะเป็นรอยรั่วในเกมรับของเชลซี แต่ ณ ตอนนี้มันเกิดขึ้นแล้วและเป็นสัญญาณอันตรายที่ มูรินโญ ต้องรีบแก้ไข

ทั้งสองเกมที่ผ่านมา อิวาโนวิช มีส่วนอย่างมากในการเปิดโอกาสให้คู่ต่อสู้ทำเกมรุกเข้าโจมตี กับเกมเจ๊าหงส์ขาว เขาคนนี้โดน เจฟเฟอร์สัน มอนเตโร ปีกธรรมชาติความเร็วสูงพาทัวร์จนหลุดตำแหน่งหลายครั้งหลายคราและสร้างช่องโหว่อันมหาศาลให้ เบฟาเต็มบี้ โกมิส มีโอกาสจบสกอร์ ขณะทีในนัดปราชัยเรือใบ เขาเองก็โดน ราฮีม สเตอร์ลิง ใช้ความเร็วและความคล่องตัวเล่นตลอดทั้งเกม และที่สำคัญมีส่วนกับการเสียประตูสองลูก ลูกแรกจากความผิดพลาดในการประกบตัวที่ปล่อยให้ แว็งซองต์ กอมปานี เทคตัวขึ้นโหม่งในจังหวะเตะมุม และจังหวะที่สองจากการเคลียร์บอลไม่ขาดซึ่งช่วยให้ เฟอร์นานดินโญ มีโอกาสซัดจ่อๆ นอกกรอบและไม่พลาด... ไม่ว่าจะมองในมุมไหน ตอนนี้ฟูลแบ็คฝั่งขวาที่เคยเป็นจุดแข็งของทีมกลับกลายเป็นจุดอ่อนให้คู่ต่อสู้เลือกกระหน่ำโจมตี

ความเร็วที่เริ่มโรยราของ เทอร์รี

เป็นธรรมชาติของอาชีพนักฟุตบอลที่เมื่อเริ่มชราภาพแล้วฝีเท้าก็ต้องตกลงเป็นธรรมดา... จอห์น เทอร์รี เองก็กำลังประสบชะตากรรมเดียวกันกับคนอื่นๆ ด้วยวัยที่มากถึง 34 ปี ทำให้แม้การอ่านเกมและจังหวะตัดบอลจะยังไม่แผ่วลงเท่าไหร่ แต่ความเร็วในการตามประกบตัวหรือตามจังหวะเกมให้ทันกลับกลายเป็นสิ่งที่กัปตันทีมคนนี้ทำไม่ได้หรือทำได้ก็ลำบากเต็มที่ ซึ่งบางทีนี่อาจจะเป็นก๊อกสุดท้ายที่อดีตปราการหลังทีมชาติอังกฤษไม่มีวันกลับมาเหมือนเดิมอีก

ข้อสังเกตดังกล่าวได้รับการพิสูจน์และยืนยันจากปากคำของ โชเซ มูรินโญ ที่ตัดสินถอดเขาออกระหว่างพักครึ่งในเกมกับเรือใบสีฟ้า “ผมลังเลในทีแรกว่าจะถอดใครออกดีระหว่าง แกรี เคฮิลล์ และ จอห์น เทอร์รี แต่เมื่อเห็น แมนฯ ซิตี้ โจมตีเราด้วยความเร็วของจังหวะสวนกลับและลูกโด่งตัดแนวรับแล้วผมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากถอด เทอร์รี ออกมาแล้วส่ง เคิร์ท ซูมา ลงมาแทน” กุนซือชาวโปรตุกีสกล่าว และการตัดสินใจครั้งนั้นับเป็นครั้งแรกที่ จอห์น เทอร์รี ต้องถูกเปลี่ยนตัวออกระหว่างเกม..

 ด้วยวัยขนาดเขา เทอร์รี อาจไม่เหมาะกับแผนการเล่นอีกต่อไปถ้า มูรินโญ เลือกดันแผงหลังให้เล่นสูงถึงกลางสนาม ตัวเลือกที่ดีกว่าน่าจะเป็น ซูมา ซึ่งมีความเร็วและความแข็งแกร่งเป็นจุดเด่น แต่ถ้าหากสิงห์บลูหันกลับมายึดระบบแนวรับลึกแล้ว เทอร์รี กับ เคฮิลล์ ก็ดูจะเป็นคู่กองหลังที่ลงตัวกว่า

คู่หูที่ไม่ลงตัวของ เนมันยา มาติช

ในเกมปกติทั่วไป โชเซ มูรินโญ มักจะจัดกลางตัวโฮลด์สองคนลงร่วมกันคือ เนมันยา มาติช และ เชสก์ ฟาเบรกาส คนหนึ่งคอยตัดบอล ขณะที่อีกคนตอยเปลี่ยนรับเป็นรุกหรือเล่นลูกลักไก่หากมีโอกาส ดูจะเป็นส่วนผสมที่ลงตัวแต่ขณะเดียวแม้เกมรุกจะลื่นไหลหวือหวา แต่ภาระเกมรับที่ตกเป็นความรับผิดชอบของ มาติช คนเดียวดูจะหนักหนาเกินใครรับไหว ซึ่งตรงนี้เป็นอีกหนึ่งจุดอ่อนสำคัญที่ทำให้สองนัดแรกแผงมิดฟิลด์ของเชลซีดูจะทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพเท่าไหร่นัก

ไม่ใช่ว่า ฟาเบรกาส จะป้องกันไม่เป็น อันที่จริงเขามีสถิติการตัดบอลและเข้าสกัดที่ดีแบบไม่น่าเชื่อ แต่จุดอ่อนจริงๆ ของเขาก็คือการหาจังหวะที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในเกมรับมากกว่า “ผมยอมรับนะว่าสไตล์การเล่นที่นี่กับสเปนมันต่างกันมาก ที่สเปนเราแค่ยืนตามตำแหน่งที่ถูกจัดไว้ก้เป็นอันใช้ได้ แต่ที่นี่กองกลางจะต้องเคลื่อนที่และพยายามเข้าไปมีส่วนร่วมนื่นที่ปะ ซึ่งตรงนั้นยังเป็นจุดอ่อนของผมอยู่” เจ้าตัวเคยยอมรับเต็มปากเค็มคำเมื่อปี 2013

ขณะที่ในเกมบิ๊กแมตช์เองส่วนผสมตรงนี้ก็ยังดูไม่ลงตัวนัก มูรินโญ เลือกใช้แข้งหลายรายทั้งดัน ซูมา ขึ้นมาเล่นกลางเหมือนกับที่ครั้งหนึ่งเคยทำกับ ดาบิด หลุยซ์ เกมรับนั้นแน่นขึ้นจริงแต่สิ่งที่เสียไปคือการสร้างสรรค์เกมรุกที่ไม่ต่อเนื่อง ส่วน รามิเรส เองก็เคยถูกลองใช้ให้ในบทบาทมิดฟิลด์ด้านกว้างที่คอยรับส่งบอลและหุบเข้ามาป้องกันพื้นที่ในแผงกองกลาง 3 ตัว แต่ด้วยมาตรฐานการเล่นที่ตกลงไปกลับทำให้เกมที่ควรจะดีขึ้นเรลวร้ายขึ้นกว่าเก่าเสียอีก ซึ่งตรงจุดนี้เองที่ มูรินโญ ยังคงแก้ไม่ตกมาจนถึงทุกวันนี้

Topics