เก่งเล็ก?! ผลงานอังกฤษยามเจอทีมใหญ่ 10 นัดหลังสุด

คุณจำครั้งสุดท้ายที่ทีมชาติอังกฤษเอาชนะทีมยักษ์ใหญ่ของโลกได้หรือไม่? อันที่จริงมันผ่านมาแล้วร่วม 12 ปีที่พวกเขาไม่สามารถก้าวข้ามทีมหัวแถวของโลกได้… 

เราต้องขอโทษสำหรับการขัดจังหวะแฟนบอลทีมสิงโตคำรามทุกท่านที่กำลังตั้งตารอศึกยูโร 2016 แต่นี่คือความจริงที่เราอยากให้ผู้อ่านได้รับรู้ รู้หรือไม่ว่าตั้งแต่ปี 2002 เป็นต้นมา พลพรรคทรีไลอ้อนส์ไม่เคยเอาชนะเหล่าชาติชั้นนำในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อเกมเหล่านั้นต้องตัดสินถึงการดวลจุดโทษ

การตัดสินว่าอังกฤษล้มเหลวหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่าเราจะตัดสินพวกเขาจากอะไร พวกเขาแพ้เกิน 1 ลูกแค่เกมเดียว จาก 10 นัด ในการเผชิญหน้ากับชาติยักษ์ใหญ่

ดังนั้นเราทุกคนมาลองย้อนกลับไปและวิเคราะห์พร้อมกันว่า ทีมสิงโตคำรามผิดพลาดตรงไหน ที่ผ่านมาพวกเขาเป็นรองขนาดนั้นเลยหรือ

อังกฤษ 1-0 อาร์เจนตินา (ฟุตบอลโลก 2002 กลุ่มเอฟ)

นี่คือชัยชนะครั้งสุดท้ายของทีมชาติอังกฤษเหนือท็อปทีมของโลก พวกเขาเฉือนทีมฟ้าขาวที่มีสตาร์ดังอย่าง ฮวน เซบาสเตียน เวรอน, กาบรียล บาติสตูต้า, วอลเตอร์ ซามูเอล และ ฮาเวียร์ ซาเนตติ 1-0 ในเกมรอบแรกของศึกฟุตบอลโลก 2002

ทีมสิงโตคำรามต้องปวดหัวตั้งแต่ต้นเกมเมื่อ โอเวน ฮาร์กรีฟส์ กองกลางตัวตัดเกมคนสำคัญเกิดได้รับบาดเจ็บจนเล่นต่อไม่ไหว

อย่างไรก็ดี พวกเขายังโชคดีมาได้ลูกจุดโทษจากจังหวะที่ ไมเคิล โอเวน สะดุดล้มเขตโทษต่อหน้า เมาริซิโอ ปอเชตติโน่ ปราการหลังทีมฟ้าขาว ก่อนที่ ปิแอร์ลุยจิ โคลินา เปาคนดังจะชี้เป็นลูกจุดโทษทันที

View post on imgur.com

แม้ว่า เดวิด แบ็คแฮม ผู้รับหน้าที่สังหารจะยิงไม่ค่อยดีนัก หลังซัดเรียดไปตรงกลางประตู ทว่า ปาโบล คาวัลเลโร่ ผู้รักษาประตูอาร์เจนติน่า กลับหลงทางและป้องกันไม่ได้ ซึ่งนี่เป็นประตูโทนช่วยให้ทรีไลอ้อนส์เก็บ 3 คะแนนเหนือแชมป์โลก 2 สมัยได้สำเร็จ

อังกฤษ 1-2 บราซิล (ฟุตบอลโลก 2002 รอบก่อนรองชนะเลิศ)

ไม่มีใครรู้ว่าโรนัลดินโญตั้งใจยิงฟรีคิกแบบนั้นใส่ เดวิด ซีแมน หรือไม่ แต่มันก็เป็นประตูชัยทำให้บราซิลเชือดอังกฤษแบบหวุดหวิด 2-1 นายด่านเลือดผู้ดีเผลอออกมาห่างจากเส้นประตูราว 3 หลาเท่านั้น แต่ด้วยความอายุที่มากขึ้นทำให้เขาถอยหลังไม่ทัน ทำให้ลูกบอลลอยข้ามหัวเข้าไปซุกก้นตาข่ายอย่างสวยงาม หลังจากนั้นเขาตัดสินใจแขวนถุงมือทันทีในอีก 4 เดือนต่อมา หลังไปพลาดเสียประตูจากลูกเปิดเตะมุมในแมทช์พบมาซิโดเนียอีก

เกมวันนั้นโอเวนเป็นผู้เบิกสกอร์แรกช่วยทัพสิงโตคำรามออกนำไปก่อน 1-0 หลังเจ้าตัวฉกบอลจากความผิดพลาดของลูซิโอก่อนยิงสวนตัวนายด่านแซมบ้าเข้าไป จากนั้นโรนัลดินโญชิงบอลมาจาก พอล สโคลส์ และแทงให้ริวัลโด้ยิงประตูตีเสมอได้สำเร็จ ก่อนมาได้ประตูขึ้นนำจากฟรีคิกสุดเหลือเชื่อของเจ้าเหยินน้อย แม้ว่าบราซิลขึ้นจะเหลือผู้เล่น 10 คนในช่วงท้ายเกม แต่พวกเขายังรักษาสกอร์ที่นำจนครบ 90 นาที

อังกฤษ 1-2 ฝรั่งเศศ (ยูโร 2004 กลุ่มบี)

นี่คืออีกครั้งที่ทีมชาติอังกฤษทำประตูออกนำคู่แข่งไปก่อนแต่กลับถูกยิงแซงและแพ้ไปด้วยสกอร์ 2-1 ผลการแข่งขันนัดนี้ถึงกับทำให้สื่ออังกฤษอย่าง “เดอะ การ์เดี้ยน” ตั้งคำถามว่า มันเกิดบ้าอะไรขึ้น? เนื่องจากทีมรักของพวกเขาขึ้นนำตลอด 90 นาทีเต็ม

จุดเริ่มต้นของหายนะครั้งนี้เกิดขึ้นในนาทีที่ 91 ซีดานจัดการปั่นลูกฟรีคิกช่วยฝรั่งเศสตามตีเสมอ 1-1 จากนั้นอีกแค่ 25 วินาที สตีเว่น เจอร์ราร์ด จ่ายบอลคืนหลังให้ เดวิด เจมส์ สั้นเกินไป จนนายด่านเลือดผู้ดีทำฟาวล์ เธียร์รี่ อองรี ล้มลงในกรอบเขตโทษ ผู้ตัดสินไม่ลังเลและชี้เป็นจุดโทษของทีมตราไก่ทันที ก่อนเป็นซีดานเจ้าเก่าสังหารเข้าไปช่วยทีมพลิกนรกคว้าชัยเหนือทีมสิงโตคำรามแบบเหลือเชื่อ

Zinedine Zidane scores a free-kick against England
ซิเนอดีน ซีดาน บรรจงปั่นลูกฟรีคิกข้ามกำแพงพาทีมไล่ตีเสมอได้สำเร็จ

ทุกอย่างเกิดขึ้นหลังจาก แฟรงค์ แลมพาร์ด โหม่งประตูช่วยทรีไลอ้อนส์ขึ้นนำในนาทีที่ 38 หลังจากนั้นพวกเขามีโอกาสนำห่างเป็น 2-0 แต่เบ็คแฮมกลับซัดจุดโทษไปติดเซฟของ ฟาเบียง บาร์กเตซ มือกาวทีมชาติฝรั่งเศส

อังกฤษ 2-2 (จุดโทษ 5-6) โปรตุเกส (ยูโร 2004 รอบก่อนรองชนะเลิศ)

เกมนี้เกือบเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอังกฤษนับตั้งแต่ศึกยูโรปี 1996 แล้ว ไมเคิล โอเวน ฉกฉวยความผิดพลาดของแข้งเจ้าถิ่นก่อนหลุดเข้าไปยิงช่วยอังกฤษออกนำ 1-0

พวกเขาน่าจะบวกสกอร์เพิ่มในอีกหลายจังหวะแต่ยังไม่เฉียบคมพอ จนกระทั่ง เวย์น รูนีย์ ดาวยิงตัวความหวังได้รับบาดเจ็บจนเล่นต่อไม่ไหว ทำให้ต้องส่ง ดาริอุส วาสเซลล์ ลงมาเล่นแทน หลังจากนั้นไม่นาน เอลเดอร์ ปอสติก้า หอกทีมฝอยทองขึ้นโขกช่วยทีมตีเสมอเป็น 1-1

View post on imgur.com

ต่อมามีจังหวะปัญหาเกิดขึ้นเมื่อ โซล แคมป์เบล ส่งบอลเข้าไปกองในก้อนตาข่ายแล้วแต่ผู้ตัดสินกลับเป่าเป็นลูกฟาวล์ จบ 90 นาทีเสมอกัน 1-1 ทำให้ต้องต่อเวลาพิเศษออกไปอีก 30 นาที ผลปรากฎว่า รุย คอสต้า ยิงประตูสุดสวยช่วยโปรตุเกสพลิกขึ้นนำ 2-1 แต่ทีมสิงโตคำรามก็ไม่ยอมและมาได้ประตูตีเสมอจาก แฟรงค์ แลมพาร์ด จบ 120 นาทีเสมอ 2-2  ดังนั้นแมทช์นี้จึงต้องตัดสินกันด้วยการดวลจุดโทษ

เดวิด เบ็คแฮม ยิงงบอลข้ามคานออกไปไกลแบบไม่มีลุ้น หลังจากนั้น ริคาร์โด้ นายทวารโปรตุเกสเซฟลูกยิงของวาสเซลล์ได้อีก ก่อนลุกขึ้นมาเป็นผู้สังการเองช่วยทีมฝ่าด่านอังกฤษไปได้สำเร็จ

อังกฤษ 0-0 (จุดโทษ 1-3) โปรตุเกส (ฟุตบอลโลก 2006 รอบก่อนรองชนะเลิศ)

การพบกันครั้งนี้มันเหมือนการนำแมตช์เมื่อปี 2004 กลับมาฉายใหม่อีกครั้ง แฟนบอลจากทั่วทุกมุมโลกต่างอยากเห็นเกมนี้ต้องตัดสินกันด้วยการยิงจุดโทษอีกครั้ง แต่มันคงไม่ใช่สำหรับทีมชาติอังกฤษที่ไม่ค่อยถูกโฉลกการดวลเป้า

จุดเปลี่ยนของเกมนี้คือ เวย์น รูนีย์ กองหน้าคนดังของสิงโตคำรามถูกใบแดงไล่ออกจากสนาม จากจังหวะย่ำใส่กล่องดวงใจของ ริคาร์โด คาร์วัลโญ่ แนวรับทีมชาติโปรตุเกส

อย่างไรก็ดี พวกเขาสามารถยันสกอร์เสมอ 0-0 จนครบ 120 นาที แม้เหลือตัวผู้เล่นน้อยกว่า ก่อนต้องมาตัดสินด้วยการยิงจุดโทษ ผลปรากฎว่า โอเวน ฮากรีฟส์ คือผู้เล่นอังกฤษคนที่ยิงเข้า ก่อนพ่ายต่อทีมฝอยทองเป็นครั้งที่ 2 ติดต่อกัน ทำให้ สเวน โกรัน อิริคส์สัน โดนปลด พร้อมแต่งตั้ง สตีฟ แม็คลาเลน เข้ามาทำทีมแทน

อังกฤษ 1-4 เยอรมัน (ฟุตบอลโลก 2010, รอบ 16 ทีม)

ทีมชาติอังกฤษพลาดโอกาสเปลี่ยนโมเมนตัมตามตีเสมอเยอรมันเป็น 2-2 ในช่วงก่อนจบครึ่งแรก หลังลูกยิงข้ามเส้นไปเป็นวาของ แฟรงค์ แลมพาร์ด ถูกปฏิเสธ ผลสุดท้ายพวกเขาพ่ายต่ออินทรีเหล็กขาดลอย 1-4 จอดป้ายศึกฟุตบอลโลกหนนี้เพียงแค่รอบ 16 ทีมเท่านั้น

ทีมสิงโตคำรามเล่นกันได้แย่มากในวันนั้นเหมือนพวกเขาลงเล่นโดยไม่มีกองกลางและกองหลังเลย โดนเฉพาะอย่างยิ่งในรายของ แกเรธ แบร์รี่ นั้นทำผลงานได้ต่ำกว่ามาตรฐานมาก แถมแผนการแล่นแบบ 4-4-2 ยังบังคับให้พวกเขาเปิดเกมบุกแลกกับเยอรมัน แต่จังหวะจบสกอร์กลับไม่มีประสิทธิภาพเหมือนกับลูกทีมของโยอาคิม เลิฟ จนต้องพ่ายแพ้ไปอย่างขาดลอย

อังกฤษ 1-1 ฝรั่งเศส (ยูโร 2012 กลุ่ม ดี)

อังกฤษชุดนี้ผสมผสานผู้เล่นประสบการณ์สูงกับดาวรุ่งอย่างลงตัว โดย อเล็กซ์-อ็อกซ์เลด แชมเบอร์เลน ปีกอนาคตไกลของอาร์เซนอลได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงในเกมนี้ร่วมกับรุ่นพี่อย่าง จอห์น เทอร์รี่, แอชลีย์ โคล และ สตีเวน เจอร์ราร์ด โดยพวกเขาเป็นฝ่ายพังประตูออกนำไปก่อนด้วยจาก แม็ทธิว อัพสัน

อย่างไรก็ตาม โจ ฮาร์ท มือกาวทีมสิงโตคำรามดันมาเสียท่าให้กับลูกยิงไกล ซาเมียร์ นาสรี เพราะล้มตัวป้องกันประตูไม่ทัน ทั้งที่ก่อนหน้านี้นาสรีเพิ่งยิงในลักษณะเดียวกันมาแล้ว ทำให้หลายคนเริ่มไม่แน่ใจว่าคู่ควรกับตำแหน่งมือหนึ่งของทีมหรือเปล่า

View post on imgur.com

ผลเสมอในนัดนี้ยังถือว่าเป็นผลงานที่ดีในระดับหนึ่ง เพราะเพิ่งเป็นแมทช์ที่ 3 ของ รอย ฮ็อดจ์สัน เท่านั้น

อังกฤษ 0-0 (จุดโทษ 2-4) อิตาลี (ยูโร 2012 รอบก่อนรองชนะเลิศ)

ทีมชาติอังกฤษผ่านเข้ามาถึงรอบนี้ด้วยสภาพกรอบสุดขีด พวกเขาทำอะไรแทบไม่ได้เลยตลอด 120 นาที และเน้นใช้ โจ ฮาร์ท เปิดบอลยาวไปให้กับ แอนดี้ คาร์โรล ที่เพิ่งถูกส่งลงมาในนาทีที่ 60 อย่างเดียว แต่มันแทบไม่ได้สร้างอันตรายต่อแนวรับของอิตาลีเลย

ทั้งสองทีมเปิดเกมรุกแลกกันอย่างสนุกในครึ่ง โดยอัซซูรีมีลุ้นจากจังหวะยิงชนเสาของ  ดานิเอเล่ เด รอสซี่ ขณะที่ทีมสิงโตคำรามได้ลุ้นจาก แดนนี เวลเบ็ค และ เกล็น จอห์นสัน เข้าสู่ครึ่งเวลาอิตาลีเหนือกว่าชัดเจนและมีโอกาสพังประตุหลายครั้งจาก เด รอสซี่, มาริโอ บาโลเตลลี่, ริคาร์โด มอนโตลิโว่ และ อันโตนิโอ โนเชริโน่ แต่ยังไม่สามารถขยับสกอร์ขึ้นนำได้ นอกจากนั้น อเลสซานโดร เดียมานติ หวิดพังประตูชัยช่วยทีมในช่วงต่อเวลาพิเศษ แต่น่าเสียดายที่ลูกชิพของเขาไปชนคานเสียอย่างนั้น

อย่างไรก็ดี สุดท้ายอิตาลีเป็นฝ่ายคว้าชัยเหนืออังกฤษจนได้จากการดวลจุดโทษ หลัง แอชลีย์ ยัง กับ แอชลีย์ โคล ของอังกฤษยิงไม่เข้า

อังกฤษ 1-2 อิตาลี (ฟุตบอลโลก 2014 กลุ่ม ดี)

2 ปีต่อมาอังกฤษต้องมาเสียท่าให้กับอิตาลีอีกครั้ง หลังเจอลูกสูตรเตะมุมของคู่แข่งเล่นงานจนเสียประตูไปก่อน แต่หลังจากนั้นพวกเขาตามตีเสมอได้ก่อนหมดครึ่งแรก เมื่อรูนีย์ผ่านบอลเข้าเขตโทษให้ แดเนียล สเตอร์ริดจ์ ชาร์จเข้าไป ทำเอาบรรดาผู้เล่นในม้านั่งสำรองและสตาฟฟ์โค้ชเฮกันลั่น ถึงขนาด แกรี เลวิน แพทย์ของทีมได้รับบาดเจ็บหัวเข่าจากจังหวะคดีใจและต้องบินกลับบ้านเกิดเพื่อไปรักษาตัวก่อนใครเพื่อน

แม้ว่าลูกทีมของฮอดจ์สันจะทำได้ดีกว่าในเกมก่อนที่ทั้งคู่เจอกัน ทว่าพวกเขากลับมาเจอทีเด็ดของ มาริโอ บาโลเตลลี่ ที่โขกประตูชัยช่วยอิตาลีในครึ่งหลัง โดยอัซซูรีมีโอกาสขยับสกอร์เป็น 3-1 ด้วย แต่น่าเสียดายที่ลูกยิงฟรีคิกของปิร์โล่พุ่งไปชนคาน

Daniel Sturridge scores against Italy
สเตอร์ริดจ์ยิงตีเสมอให้กับทีม ก่อนที่พวกเขาจะมาโดนแซงอีกครั้ง

อังกฤษ 1-2 อุรุกวัย (ฟุตบอลโลก 2014 กลุ่ม ดี)

เหล่ากูรูที่ชอบวิจารณ์แทคติคเกมรับของ รอยส์ ฮอดจ์สัน น่าจะจำเรื่องนี้ได้ดี แนวรุกของอังกฤษทำผลงานได้ดีอยู่แล้ว แต่กุนซือขรัวเฒ่ากลับเลือกบริการของเจอร์ราร์ดในวัย 34 ปี ในตำแหน่งกองกลางตัวรับ ซึ่งนี่คือการตัดสินใจที่ส่งผลเสียพวกเขาโดยตรง เพราะกัปตันทีมหงส์แดงในเวลานั้นไม่สามารถหยุดเกมรุกของอุรุกวัยได้เลย แถมยังเจอทีเด็ดของ หลุยส์ ซัวเรซ เหมายิง 2 ประตู

รูนีย์มีโอกาสช่วยทีมทำประตูหลายครั้งแต่น่าเสียดายที่บอลพุ่งไปชนคานบ้างชนเสาบ้าง แต่สุดท้ายความพยายามของเขาก็สัมฤทธิ์ผล หลังได้จังหวะแปผ่านนายด่านอุรุกวัยช่วยทีมตามตีเสมอ 1-1 ได้สำเร็จ

อย่างไรก็ดี หลังจากนั้นเจอร์ราร์ดกลับโหม่งบอลคืนหลังพลาดทำให้ซัวเรซได้หลุดเข้าไปยิงเต็มข้อในเขตโทษบอลผ่านมือ โจ ฮาร์ท เข้าไปแบบเด็ดขาด ทำให้เส้นทางของทีมชาติอังกฤษสิ้นสุดลงเพียงเท่านั้น และต้องไปลุ้นกันใหม่ในทัวนาเมนต์หน้าซึ่งก็คือ...ยูโร 2016