เกือบไปบอลโลก/เด็กเทพลุงแซม/รากหญ้าสู่ไทยลีก : สุจินดา แดงวัน รถถังแห่งเทพอินทรี

หากไม่เกิดขึ้นอาการบาดเจ็บ เขาน่าจะได้อยู่ในทัวร์นาเมนต์ ยู-17 ชิงแชมป์โลก ปี 2009 (ปีที่ ชาริล ชัปปุยส์ คว้าแชมป์โลกกับ ทีมชาติสวิสเซอร์แลนด์) ลงเล่นให้ทีมเยาวชนสหรัฐอเมริกา ดวลแข้งกับ ดาบิด เด เคอา, อิสโก, อัลวาโร โมราต้า ในรอบแบ่งกลุ่ม หรือ สเตฟาน เอล ซาราวี่ ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย...

สุจินดา บิลลี่ แดงวัน มิดฟิลด์ของ อุบล ยูเอ็มที ยูไนเต็ด ผ่านประสบการณ์ค้าแข้งทั้งในบ้านเกิดอย่างสหรัฐอเมริกา และในประเทศไทยมาอย่างโชกโชน และเพิ่งเป็นที่รู้จักของแฟนบอลชาวไทยแบบเต็มตัวหลังซัดประตูชัยในส่งท้ายเลกแรกกับ ซุปเปอร์ พาวเวอร์... เขาเป็นใครมาจากไหน? เรื่องราวชีวิตและเส้นทางค้าแข้งของเขาเป็นอย่างไร? ติดตามได้ที่นี่

เรื่องเล่า 60 วินาที

แข้งลูกครึ่งไทย-อเมริกัน วัย 25 ปี เกิดที่เมือง ซานดิเอโก ประเทศสหรัฐอเมริกา มีคุณพ่อเป็นชาวอเมริกัน และคุณแม่เป็นคนไทย โดยที่เขาเลือกใช้นามสกุลของแม่ (ซึ่งเป็นนามสกุลของยาย) แม้จะเกิดและเติบโตที่แดนมะกัน แต่จุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาเล่นฟุตบอลกลับเป็นช่วงเวลา 3 ปีที่ อยู่เมืองไทย

“บิลลี่” กลับมาเรียนชั้น ป.4 - ป.6 ที่โรงเรียนถนอมพิศวิทยา เล่นได้ทั้งฟุตบอลและฟุตซอล และจัดเป็นตัวเก่งประจำโรงเรียน พาทีมกวาดแชมป์มาแล้วมากมาย หลังจากเรียนจบระดับประถมฯ เขาก็บินไปอยู่อเมริกายาวถึง 10 ปี พร้อมพาความสามารถเชิงลูกหนังจากเมืองไทยติดตัวไปด้วย

ตอนอายุ 13 ปี “บิลลี่” เข้าศึกษาต่อที่ “เมาเทน วิว ไฮสคูล” ในเมืองแคลิฟอร์เนีย และได้เป็นนักกีฬาของโรงเรียน ปีต่อมา เขาได้เข้าร่วมทีมเยาวชนชุด ยู-14 ของ พอร์ทแลนด์ ทิมเบอร์ สโมสรในเมเจอร์ลีกซอกเกอร์

ช่วงเวลาที่เขาอยู่กับ พอร์ทแลนด์ เขามีโอกาสได้ลงเล่นในลีกเยาวชนซึ่งตอนนั้น เมเจอร์ลีก ซอกเกอร์ส กำลังบูมขึ้นมา และผู้ที่จุดกระแสนี้ขึ้นมา ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจาก “เดวิด เบ็คแฮม” เมื่อปี 2007 ซึ่ง “บิลลี่” มีโอกาสเข้าไปชมเกมบ่อยครั้ง ได้เห็นนักเตะซูเปอร์สตาร์มากมายหลั่งไหลเข้าไปเล่นในบ้านเกิดของเขา

เหตุผลที่ต้องรู้จัก

ขณะที่เมเจอร์ลีกกำลังบูมสุดขีด ในทางตรงข้าม การขึ้นชุดใหญ่ของเด็กเยาวชนก็มีจำนวนลดลง เพราะทุกทีมต่างล้วนดึงเอาแข้งต่างชาติฝีเท้าดีเข้ามาสู่ทีม ส่วนเรื่องการดราฟท์ตัวจากมหาวิทยาลัยสู่ทีมนั้น เกิดขึ้นยากมากและบรรดาแข้งวัยเรียนต้องมีฝีเท้าที่เจ๋งจริงๆ

ช่วงที่อยู่ในทีมเยาวชน เขาทำผลงานได้ดี จนถูกทีมชาติสหรัฐอเมริกา ชุดเตรียมทีมลุยศึกฟุตบอลโลก ยู-17 เรียกตัว “บิลลี่” เข้าไปติดทีมชาติและได้ร่วมทีมอุ่นเครื่องกับ ทีมคอสตาริกา ชุดยู-17 ก่อนที่อาการบาดเจ็บหมอนรองกระดูกฉีกขาด จะทำให้เขาชวดลุยบอลโลกโดยปริยาย

เขาใช้เวลาในการพักฟื้น 4 เดือน ทว่านับตั้งแต่นั้น เขาก็ไม่เคยถูกเรียกตัวกลับไปอีกเลย แต่เจ้าตัวก็ยังได้โควต้าเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย เวสเทิร์น วอชิงตัน สาขาบริหารธุรกิจ ก่อนที่จะเป็นหนึ่งในทีมยู-18 ของ พอร์ทแลนด์ ทิมเบอร์ส ที่คว้าแชมป์ระดับประเทศ เมื่อปี 2010

บิลลี่ และครอบครัว วันคว้าแชมป์ประเทศ รุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี

หลังจบการศึกษา เขาก็ต้องพบกับข่าวร้าย เมื่อสโมสรแจ้งว่าเขาจะไม่ได้รับสัญญาอาชีพ หลังอยู่กับทีมเยาวชน พอร์ทแลนด์ ทิมเบอร์ส มานานถึง 9 ปี “บิลลี่” ลังเลใจพอสมควร เพราะเวลานั้นมีหลายบริษัทอยากได้ตัวเขาไปทำงานออฟฟิศ และเสนอเงินเดือนที่สูง บิลลี่ ปรึกษากับคนรอบข้างและโค้ชของเขา ส่วนใหญ่สนับสนุนให้เจ้าตัวเป็นนักฟุตบอลอาชีพต่อไป

เขาตัดสินใจกลับมาเมืองไทย เพื่อเล่นฟุตบอลต่อไป โดยไม่มีปัญหาเรื่องภาษาไทยเลย แม้จะเคยอยู่เมืองไทยแค่ช่วงสั้นๆเท่านั้น แถมยังพูดไทยได้ชัดมาก และเหตุผลที่ทำให้เขาลัดฟ้ามายังดินแดนอีกครึ่งของสายเลือด ก็เพราะ แอนโธนี่ เพ็ชร อำไพพิทักษ์วงศ์ อดีตนักเตะซาน โฮเซ เอิร์ทเควก ที่เข้ารู้จักตั้งแต่อยู่สมัยอเมริกา ว่าจะย้ายมาเล่นฟุตบอลในไทย (ตอนอยู่สหรัฐฯ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่า แอนโธนี่ เป็นลูกครึ่งไทย-อเมริกาเหมือนกับเขา) นั้นทำให้เขาคิดว่า ฟุตบอลที่ประเทศนี้น่าจะดีกว่าเมื่อ 10 ปีก่อน...

สถานีแรกในไทยทีเลือกคือ สโมสร “เมืองทอง ยูไนเต็ด” ในยุคของ สก็อตต์ คูเปอร์ เขาไปได้ทดสอบฝีเท้าประมาณ 2 สัปดาห์ แต่ก็ไม่ได้รับความชัดเจนเรื่องการเซ็นสัญญา จึงย้ายไปเทสต์กับสโมสรที่ 2 คือ บีอีซี เทโรศาสน หลังผ่านไป 1 สัปดาห์ สโมสรแสดงความสนใจที่จะเซ็นสัญญาอาชีพกับเจ้าตัว

แต่ด้วยความที่เขาไม่มีความรู้เรื่องฟุตบอลไทยมากนัก ในสัญญาระบุว่า เขาจะถูกส่งลงไปเล่นดิวิชั่น 2 กับ บีบีซี เอฟซี สโมสรพันธมิตรในช่วงเลกแรก และเมื่อปรับสภาพได้แล้ว ก็จะถูกเรียกตัวกลับมาเล่นให้ มังกรไฟ ในเลก 2 บิลลี่ที่ร่วมฝึกซ้อมกับทีมชุดใหญ่มาโดยตลอด ไม่เข้าใจเรื่องดังกล่าว พร้อมยื่นคำขาดขอเล่นชุดใหญ่  ก่อนลงเอยด้วยการถูกปัดข้อเสนอนี้ไป

ช่วงแรกของการเล่นระดับอาชีพ เขาไม่สามารถปรับตัวเข้ากับฟุตบอลไทยได้เลย ทั้งสไตล์การเล่น ระบบฟุตบอล รวมถึงสภาพอากาศ

ต่อมาไม่นาน กระบี่ เอฟซี สนใจให้ บิลลี่ มาทดสอบฝีเท้า หลังผ่านไปแค่ 2 วัน สโมสรจัดการเซ็นสัญญาทันที แต่ขวบปีแรกกับ อินทรีอันดามัน เต็มไปด้วยความยากลำบาก เขาไม่สามารถปรับตัวเข้ากับฟุตบอลไทยได้เลย ทั้งสไตล์การเล่น ระบบฟุตบอล รวมถึงสภาพอากาศ แถมยังได้รับบาดเจ็บ ทำให้ปี 2016 กระบี่ตัดสินใจปล่อยตัวเขา ให้ ตรัง เอฟซี ยืมตัวไปใช้งานเพื่อโอกาสในการลงสนามที่มากขึ้นกว่าเดิม

ตรัง เอฟซี มอบตำแหน่งตัวจริงให้เขาได้เล่นต่อเนื่อง และทำผลงานได้ดีจน อุบล ยูเอ็มที ยูไนเต็ด ส่งแมวมองไปตามดูฟอร์ม ก่อนยื่นข้อเสนอให้ในช่วงต้นฤดูกาล 2017 ทำให้ “บิลลี่” ต้องบอกปัดข้อเสนอขยายสัญญาของต้นสังกัดเก่าอย่าง กระบี่ เอฟซี และก้าวกระโดดจากลีกรากหญ้าสู่ลีกสูงสุดของประเทศไทย

ช่วงปรี-ซีซั่น เขาทำผลงานได้อย่างดีเยี่ยม ทว่ากลับได้รับบาดเจ็บช่วงเปิดเลก และต้องพักเกือบเดือน ประกอบกับทีมผลงานดีและเล่นกันได้อย่างเข้าขาลงตัว ทำให้เป็นเรื่องยากที่เขาจะเบียดแย่งตำแหน่ง และต้องรอจนถึงนัดที่ 12 กว่าจะได้ประเดิมสนามกับ “เทพอินทรี” ก่อนที่เกมส่งท้ายเลกแรก จะสวมบทซูเปอร์ซับพังประตูให้ทีมบุกเฉือน ซุปเปอร์ พาวเวอร์ ไป 1-0

จุดแข็ง

สิ่งแรกที่เห็นได้ชัดคือสภาพร่างกายที่แข็งแกร่ง พร้อมเข้าปะทะทุกจังหวะแบบไม่เกรงกลัวใคร นอกจากนั้นคือคุณสมบัติในการเล่นเกมรุก สามารถเล่นได้ทุกตำแหน่งในแนวรุก ทั้งกองกลาง และปีก รวมถึงหน้าต่ำ เพราะเป็นนักเตะที่ชอบสร้างสรรค์เกม การจ่ายบอล และจบสกอร์ เขาทำได้ดีทั้งหมด แถมยังเลี้ยงได้อีกต่างหาก

จุดอ่อน

“บิลลี่” เผยว่าสิ่งที่เขายังต้องพัฒนาคือการเล่นเท้าขวา ให้ชำนาญเท่ากับเท้าซ้ายข้างที่ถนัด รวมถึงความเร็ว ที่เจ้าตัวยอมรับว่ายังไม่พอใจ และอยากให้ว่องไวมากขึ้นกว่าในตอนนี้

รู้หรือไม่

เขาเคยฟาดแข้งกับ โจเอล แคมป์เบล นักเตะของอาร์เซนอล มาแล้ว เมื่อ 2009

ทีมชาติสหรัฐอเมริกา ชุดเตรียมทีมลุยศึกฟุตบอลโลก ยู-17 ได้เดินทางทำการลงแข่งขันอุ่นเครื่องกับทีมชาติ คอสตาริกา ยู-17  ซึ่ง “บิลลี่“ ได้ประลองฝีเท้ากับแข้ง “ปืนใหญ่” โดยจากจังหวะที่ปะทะกันในเกมหลายครั้ง เขาเผยว่า แคมป์เบล เป็นนักเตะที่เก่งเกินอายุ คล่องแคล่ว ว่องไว และความสามารถเฉพาะตัวสูง ก่อนเชคแฮนด์อำลากันหลังจบเกม

โปรดติดตามตอนต่อไป

ท็อป 5 คือเป้าหมายที่สโมสรตั้งไว้ โดย “บิลลี่” ก็หวังว่าจะได้ลงสนามมากขึ้น และช่วยทีมทำตามความต้องการของบอร์ดบริหาร “เทพอินทรี” โดยจะมุ่งมั่นทุ่มเทกับการฝึกซ้อม เพื่อพิสูจน์ตัวเองและเบียดแย่งตำแหน่ง 11 ตัวจริง ให้ได้ และมีแนวโน้มว่าเขาจะถูกดันขึ้นไปแทนที่ว่างของ สิโรจน์ ฉัตรทอง ที่เพิ่งย้ายซบแชมป์เก่าอย่าง เมืองทอง ยูไนเต็ด ซึ่งหมายความว่าเขาอาจจะได้โอกาสโชว์ฝีเท้าให้แฟนบอลชาวไทยได้เห็นมากกว่าเดิม

ส่วนเป้าหมายในอนาคต เขายังหวังที่จะได้กลับไปเล่นฟุตบอลทีต่างประเทศกับ ทั้งในยุโรป และสหรัฐอเมริกา แต่ตอนนี้เขาคงโฟกัสในการที่เมืองไทยให้ดีก่อน ส่วนเรื่องทีมชาติ เขาคิดว่าคนไทยทุกคนก็หวังที่มีโอกาสสวมเสื้อทีมชาติไทยสักครั้ง เพียงแต่เขาต้องพิสูจน์ตัวเองในระดับสโมสรให้ได้เสียก่อน