อเกวโร VS อิบราฮิโมวิช : 2 คน 2 คมแห่งแมนเชสเตอร์

แม้ว่ากองหน้าชาวอาร์เจนไตน์ของทัพเรือใบสีฟ้าจะถูกแบนจนอดลงเล่นในเกมดาร์บี้แมตช์ค่ำคืนนี้ ทว่าหากได้ลองติดตามดูการเล่นของทั้งอเกวโร่และอิบราฮิโมวิชละก็ จะเห็นได้ว่าทั้งคู่กำลังเข้าฝักแบบสุดขีดภายใต้การนำทีมของกุนซือคนใหม่อย่างเป๊ป กวาร์ดิโอลา และ โชเซ่ มูรินโญ และนี่คือสาเหตุว่าทำไม… 

ยอดทีมจากเมืองแมนเชสเตอร์ทั้ง 2 ทีมนี้ต่างสามารถเก็บ 9 แต้มเต็มได้จาก 3 นัดแรกในลีก ซึ่งต้องบอกเลยว่าจุดหนึ่งที่ทำให้พวกเขาออกสตาร์ทได้อย่างยอดเยี่ยมขนาดนี้นั้นมาจาก การที่ศูนย์หน้าของพวกเขาต่างกำลังทำได้ยอดเยี่ยมมากๆ ทำให้เจาะตาข่ายคู่แข่งได้อย่างล้นหลาม โดนแมนฯ ยูทำไป 6 ประตู ขณะที่แมนฯ ซิตี้ทำไปถึง 9 ประตูด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทั้ง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช และ เซร์คิโอ อเกวโร ต่างแสดงให้เห็นว่าทีมจำเป็นต้องมีพวกเขามากแค่ไหน

แต่สำหรับทั้ง 2 คนนี้ พวกเขาสำคัญขนาดไหนในสายตากุนซือใหม่อย่าง กวาร์ดิโอลา และ มูรินโญกันล่ะ?

แน่นอนว่าทั้งคู่คือนักเตะที่เคลื่อนที่ได้อย่างชาญฉลาดยามที่ไม่มีบอลอยู่กับตัว ทว่าทิศทางการเคลื่อนที่ของพวกเขานั้นค่อนข้างแตกต่างกัน โดยอดีตหัวหอกของปารีส แซงต์ แชร์กแมง นั้นมักจะถูกบังคับให้เน้นอยู่ตรงกลางสนาม และคอยลงมาล้วงบอลต่ำ ทำให้ภายใต้ยุคของมูรินโญ เราแทบจะไม่ได้เห็นอิบราฮิโมวิชฉีกออกมารับบอลด้านข้างเลย

อิบราฮิโมวิชพยายามรักษาตำแหน่งกองหน้าตัวกลาง

ตรงกันข้ามกับอเกวโร เพราะดาวยิงทีมชาติอาร์เจนตินารายนี้นั้นมักจะเริ่มจากการอยู่ตรงกลาง ก่อนที่จะวิ่งฉีกออกด้านข้างทั้งซ้ายและขวา โดยมี เควิน เดอ บรอยน์, ดาบิด ซิลบา, โนลิโต้ และ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง คอยหวุนเวียนเข้ามาค้ำอยู่ตรงกลางแทน ซึ่งการเคลื่อนที่เช่นนี้ของกุน มักจะสร้างความสับสนให้กับคู่แข่งเสมอ ว่าจริงๆ แล้ว กองหลังตัวกลาง, ฟูลแบ็ค หรือแม้กระทั่ง กองกลางตัวกลางที่ต้องเป็นคนประกบเข้ากันแน่

อเกวโรฉีกออกด้านข้าง

หน้าที่ในเกมรับ

ต้องบอกว่าบทบาทของทั้งคู่ในเกมรับนั้นค่อนข้างต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะอิบราฮิโมวิชนั้น มักจะถูกจับให้ยืนค้ำอยู่ในแดนหน้าระยะประมาณ 10 หลาในเขตคู่แข่ง และคอยไล่บีบกองหลังไม่ให้ออกบอลได้ง่ายๆ ยกตัวอย่างเช่นวิดิโอด้านล่างซึ่งจะเห็นว่า อดีตกองหน้าทีมชาติสวีเดนรายนี้ จะเข้าไปบีบไม่ให้ผู้เล่นฮัลล์ ซิตี้พาบอลขึ้นหน้าได้ง่ายๆ

อิบราฮิโมวิชไล่บีบก่อนจะกลับไปประจำการตำแหน่งตัวเอง

ขณะที่อเกวโรนั้นมักจะได้รับอิสระให้วิ่งลงมาไล่แดนต่ำมากกว่าในยามที่ทีมเล่นเกมรับ โดยเขามักจะถอยลงมาอยู่ในแดนตัวเองเพื่อตั้งรับ หรือไม่ก็วิ่งไปบีบตั้งแต่แดนหน้าและปิดช่องไม่ให้คู่แข่งส่งต่อได้เป็นบางครั้งบางคราว

อเกวโรยืนบังไม่ให้คู่แข่งส่งคืนผู้รักษาประตู

ปั้นเกม

แม้ว่าทั้ง 2 คนต่างมีหน้าที่ต้องคอยเก็บบอลในแดนหน้าเหมือนๆ กันแต่พวกเขาก็มีวิธีทำสิ่งนั้นกันคนละแบบ โดยสำหรับอิบราฮิโมวิชนั้น เขามักจะหาตำแหน่งหน้าเซนเตอร์ฮาล์ฟของคู่แข่ง พร้อมกับหาช่องให้เพื่อนร่วมทีมส่งบอลมาที่เขาได้ และเมื่อได้บอล เขาก็จะชิ่งกลับไปให้เพื่อนร่วมทีม หรือไม่ก็จะพลิกบอลและเปิดเกมให้กับเพื่อนร่วมทีมที่โอเวอร์แล็ปขึ้นไป

อิบราฮิโมวิชรับบอลก่อนตบคืนให้รูนีย์

ขณะที่อเกวโรนั้น เป็นกองหน้าที่มีความเร็ว ทำให้เขามักจะใช้จุดเด่นตรงนี้วิ่งขึ้นหน้าทันที เพื่อบังคับให้กองหลังคู่แข่งต้องร่นลงต่ำ ซึ่งมันทำให้ดาบิด ซิลบา หรือเควิน เดอ บรอยน์มีพื้นที่เล่นมากขึ้น นอกจากนั้นมันก็มีบางครั้งที่เจ้าตัวจะลงมาล้วงบอลต่ำและเชื่อมเกมกับคนอื่นๆ แต่เขาจะทำเช่นนี้เฉพาะเวลาที่มีเพื่อนร่วมทีมค้ำอยู่ด้านหน้าเท่านั้น

อเกวโรลงมาล้วงบอลต่ำโดยมีเพื่อนร่วมทีมค้ำอยู่ด้านหน้า

ในสายตากุนซือ

บทบาทของซลาตันและอเกวโร่นั้นบ่งบอกความคิดของ 2 กุนซือป้ายแดงได้เป็นอย่างดี โดยกุนซือทัพปีศาจแดงนั้นจะค่อยข้างเป็นสไตล์เก่า คือนักเตะทุกคนมีหน้าที่ของตัวเองอย่างชัดเจนไม่ว่าจะยามที่มีบอลหรือไม่มี ขณะที่นายใหญ่แห่งแคมป์เรือใบนั้นจะค่อนข้างมีความทันสมัยกว่า กล่าวคือ เขามักจะให้ผู้เล่นของเขาเคลื่อนที่อยู่ตลอดเพื่อที่จะได้สามารถกดดดันคู่แข่งได้ทันทีเวลาเสียบอล

แม้ว่ากองหน้าทั้ง 2 รายนี้มีความแตกต่างกันยิบๆ ย่อยๆ แต่สุดท้ายแล้ว มันสำคัญที่กุนซือว่าจะเลือกใช้งานพวกเขาอย่างไร