เละเทะขนาดไหน? : หากผู้จัดการทีมสูญเสียความเป็นผู้นำในห้องแต่งตัว

คำว่านักเตะเล่นไล่โค้ชหรือโค้ชไม่ได้ใจนักเตะคือถ้อยคำที่เรามักจะได้ยินกันมานานนมสำหรับโลกของฟุตบอล แต่แท้จริงแล้วเรื่องนี้เป็นอย่างไร? และมีเหตุการณ์ไหนที่จะเป็นกรณีศึกษาได้บ้าง ? วันนี้ คริส ฟลานาแกน คอลัมนิสต์ของ FFT จะมาตีแผ่เรืองนี้ให้คุณได้เข้าใจอย่างถ่องแท้

เขาต้องการคว้าแชมป์ลีกสมัยที่ 3 เพื่อส่งให้ตัวเขากลายเป็นกุนซือที่ยิ่งใหญ่ไร้เทียมทานที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร แต่มันจะมีประโยชน์อะไรเหล่าแฟนบอลไม่เคยสนเรื่องนั้นพวกเขาขอแค่ชนะก็เพียงพอแล้ว

"ผมไม่มีทางลาออกแน่นอกเสียจากว่าผมจะโดนไล่เอง" นี่คือบทสัมภาษณ์ที่เขาเคยว่าไว้ก่อนที่เขาจะโดนไล่ออกหลังจากนั้น ซึ่งบอร์ดบริหารก็ทำได้เพียงแค่ขอโทษและต้องยอมรับความจริงเท่านั้น "ในมุมของสถิติเขาคือกุนซือที่ดีและโดดเด่นจนทำให้สโมสรไม่อยากจะปลอดเขาออก แต่สิ่งสำคัญคือเขาคือผู้จัดการทีมที่ไม่ได้รับความเขื่อมั่นและความเคารพจากนักเตะในทีม"

ทั้งหมดที่กล่าวมาคือเรื่องราวของ สแตน คัลลิส หนึ่งในกุนซือที่ยิ่งใหญ่ของวงการฟุตบอลอังกฤษ เขาเคยสร้างผลงานที่ดีที่สุดให้กับ วูล์ฟแฮมป์ตัน และทำให้ โมลินิวกราวด์ คือสังเวียนที่น่าเกรงขาม

อย่างไรก็ตามในวันหนึ่งมันก็เปรียบดั่งวัฏจักร คัลลิส เริ่มไม่ใช่ยอดกุนซือเหมือนเก่าและฝีมือตกลงไปตั้งแต่ช่วงปี 1960 และเป็นช่วงเวลาที่ทีมอื่นๆในประเทศต่างยกระดับตัวเองขึ้นมาหลังจากที่ เอฟเอ ยกเลิกเรื่องการกดเพดานค่าเหนื่อยทำให้เเต่ละสโมสรบริหารงานได้อย่างอิสระ

ปัญหาของวูล์ฟในตอนนั้นยังคงเป็นเรื่องสุขภาพของ คัลลิส อีกด้วย ที่เก็บอาการเจ็บป่วยไว้กับตัวถึง 47 ปี จนทำให้เขาพลาดคุมเกมในช่วงต้นฤดูกาล 1964/65 เช่นเดียวกันกับสโมสรเองก็ออกอาการอิดโรยอย่างชัดเจน แม้การกลับมาของเขาจะช่วยให้ทีมชนะได้ในเกมแรกของฤดูกาลทว่านั่นไม่เพียงพอต่อความพึงพอใจสำหรับนักเตะและแฟนบอล

"เรื่องเกี่ยวกับการซื้อตัวและการเรียกร้องซื้อนักเตะที่ออกเชิงบังคับบอร์ดบริหาร และเราเชื่อว่าทางเลือกที่ถูกต้องคือการแก้ไขปัญหาให้ตรงจุดผู้จัดการทีมต้องดูแลนักเตะให้ดีเป็นอันดับแรก" บอร์ดบริหารของ วูล์ฟส์แถลงการในวันนั้น

คำนิยามหรือแค่เรื่องยกเมฆ ?

ในยุคสมัยใหม่หรือในปัจจุบันนี้ สื่อมักจะใช้คำว่า "คุมห้องแต่ตัวไม่อยู่" มันเป็นประเด็นที่มักจะถูกยกมาโต้แย้งกันบ่อยๆสำหรับผู้จัดการทีมทั้งหลาย

"มีแต่คนบอกว่าผมไม่สามารถควบคุมห้องแต่งตัวของทีมได้" นี่คือสิ่งที่ เอียน ฮอลโลเวย์ พูดแกมขำขันตามสไตล์ของเขา ... "ทำไมจะคุมไม่ได้ล่ะผมรู้มันแหละห้องแต่งตัวอยู่ตรงทางเดินด้านซ้ายไงเล่าปั๊ดโธ่!"

หากเป็นเช่นนั้นการควบคุมห้องแต่งตัวไม่อยู่มันมีอยู่จริงหรือไม่ ?
 
"ผมยืนยันได้เลยว่าไอ้เรื่องแบบนี้มันไม่ได้เกิดขึ้นเลยซักนิด" นี่คือคำยืนยัน เดวิด ฟาร์เรลล์ ผู้ช่วยผู้จัดการทีมของ เซนต์ เมียร์เรน ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้เล่นผู้จัดการทีมของ น็อตตส์ เคาน์ตี้

"การคุมห้องแต่งตัวไม่อยู่นั้นเกิดขึ้นจากผู้เล่นในทีมสูญเสียความเคารพต่อผู้จัดการทีม และเมื่อพวกเขาไม่เชื่อกุนซือขึ้นมาเเล้วล่ะก็ทีมก็จะไร้หางเสือไม่มีทิศทางที่จะไปต่อ"

ทว่าโดยทั่วไปแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอนหลังจากเหตุการณ์ที่กล่าวมานี้คือผู้จัดการทีมคนนั้นๆจะต้องเจอกับผลลัพท์ที่อัปยศอดสูและน่างสงสาร
 
"ถ้าคุณกำลังจะชนะ นั่นหมายความว่าคุณกำลังลงเล่นด้วยความรู้สึกที่มีความสุข และหลังจากนั้นคุณจะคิดว่ากุนซือของคุณช่างเป็นคนที่ทำงานได้เก่งกาจเหลือเกิน" ไมเคิล โอเว่น เล่าเกี่ยวกับเรืองราวของเขาในอดีตให้กับ FFT ฟัง
 
"แต่ถ้าหากคุณไม่ชนะแล้วล่ะก็ คุณจะต้องเจอกับอารมณ์ที่ขุ่นมัวและในขณะที่กำลังทานอาหารมื้อคำจะต้องมีใครสักคนโพล่งออกมาว่า วันนี้เขา(กุนซือ)ทำอะไรของเขากันแน่ ? ทำไมเขาต้องส่งนักเตะคนนี้ลงสนาม ? ทำไมเขาให้เราเล่นแท็คติกแบบนี้กันแน่มันใช่แท็คติกที่ถูกต้องหรือไม่ ? และทันทีที่คุณเริ่มเสียความเคารพและความเชื่อมั่นให้กับผู้จัดการทีม ทีนี้ล่ะก็คุณจะได้เห็นการปีนเกลียวเกิดขึ้นแน่"
 
 

สิ่งเหล่านี้ช่างเป็นสถานการณ์ที่มีสร้างความเสียใจและยากต่อการยอมรับมากๆสำหรับผู้จัดการทีม รอย ฮอดจ์สัน พาทีมจากลีกสวีเดนคว้าแชมป์มา 7 สมัย และพาแบล็คเบิร์นจบอันดับที่ 6 ในตารางจนได้เป็นเล่นบอลยุโรป ทั้งหมดนี้คือเครดิตที่เขาได้รับ แต่ทันทีที่การคุมทีมกุหลาบไฟเข้าสู่ฤดูกาลที่ 2 เขาก็ต้องเจอปัญหากับการโดนลูกทีมปีนเกลียวท้ายที่สุดเเล้วมันก็หนีไม่พ้นด้วยการจบที่การลาออกของเขา

ฮอดจ์สัน นั้นมักจะโทษและโยนความผิดพลาดให้ ทิม เชอร์วู้ด อยูเสมอและหลังจากนั้น ฮอดจ์สัน ก็พูดถึง เชอร์วู้ด หลังจากที่ตัวนักเตะไม่ยอมย้ายไปอยู่กับ สเปอร์ส ในเวลานั้นว่า "เขามันเป็นพวกไม่แยแสอะไรเกี่ยวกับเรื่องต่างๆนานารอบตัวเขาหรอก ความไม่พอใจของเขาถูกส่งต่อไปยังผู้เล่นคนอื่นๆ และนักเตะคนอื่นๆก็หัวอ่อนเกินไปพวกเขาไม่กล้าพอที่จะลุกยืนและบอกกับสิ่งที่ตัวเองคิดและชี้ว่าใครกันแน่คือคนที่ทำผิดพลาดมากที่สุด"

อย่างไรกตาม เควิน กัลลาเกอร์ อดีตนักเตะของแบล็คเบิร์นชุดนั้นก็ช่วยออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า "มันเป็นสิ่งสำคัญนะที่คุณจะได้รับการยิมรับจากนักเตะให้มาอยู่ข้างคุณ" อดีตดาวเตะชาวสก็อตต์เล่าให้ FFT ฟัง ... "มันเป็นเรื่องธรรมดาที่กัปตันทีมจะมีพาวเวอร์และมีโอกาสชักจูงผู้เล่นคนอื่นๆ เรื่องนี้สอนให้เราได้รู้อย่างชัดเเจ้งเลยว่าเรื่องจิตวิทยานั้นสำคัญมากขนาดไหน"

"คุณสามารถบอกได้ว่ามันต้องมีคลื่นใต้น้ำเกิดขึ้นในห้องแต่งตัว นักเตะเอาแต่บ่นและมองข้ามสิ่งที่ รอย ได้พยายามนำมาสู่ทีม ตอนนั้นแต่ละคนไม่สนใจเรื่องฟุตบอลอีกต่อไป ผู้เล่นใหม่แทบไม่ได้รับการยอมรับจากนักเตะเก่าๆหรือนักเตะซีเนียร์เลยแม้แต่น้อยฮอดจ์สัน เองก็หัวแข็งและเล่นกับไฟมากเกินไป เขาให้ความสำคัญแต่เรื่องแท็คติกและการฝึกซ้อม เขาไม่สนเลยด้วยซ้ำว่าจะผู้เล่นในทีมจะต้องยืนหนาวขาสั่นแค่ไหนในฤดูหนาวที่โหดร้ายในแถบแลงคาเชียร์"

"รอยนำระบบการซ้อมแบบ อิตาเลี่ยน เข้ามาสู่ทีม แต่มันจะเกิดขึ้นได้ยังไงเมื่อที่นี่มันหนาวกว่าอิตาลีแบบสุดขั้วเลยทีเดียว" กัลลาเกอร์ อธิบายต่อ "เราถูกให้ลงซ้อมเล่นแบบ ไฟว์ อะ ไซด์ (แบ่งเป็นทีมละ 5 คน) และเราต่างก็มีรอยยิ้มกันแทบทั้งนั้น ส่วน รอย นั้นมีความคิดแบบสไตล์ยุโรปนั่นคือนักเตะมีสิทธิ์ยิ้มในช่วงก่อนลงซ้อมและหลังซ้อมเท่านั้น ในระหว่างฝึกซ้อมห้ามเด็ดขาดเขาอยากให้เราทุ่มเทกับงานข้างหน้าอย่างหนักและไม่สามารถบิดพริ้วไปเรื่องอื่นได้ มันจึงเป็นเรื่องยากมากที่เราจะบอกเรื่องนี้กับบอร์ดบริหารให้รับทราบ"

"จากนั้นก็มีนักข่าวเขียนข่าวว่าเวลาของ รอย ใกล้จะหมดลงเเล้ว และรอยรู้สึกว่าพวกนักเตะเป็นคนที่ปล่อยข้าวพวกนี้ แต่มันเปล่าเลยมันไม่เกี่ยวกับพวกเราหรอก ผมเองก็ทุ่มเทให้ทีม 100% และเขาก็ไม่เคยตัดผมออกจากทีมอีกด้วย มันอาจเป็นเรื่องเกี่ยวกับนักเตะที่ไม่ต้องการลงเล่นแล้วก็อ้างว่าบาดเจ็บเพราะการต้องรับมือกับกุนซือแบบเขานี่เอง"

การพูดเปิดตัวและการแสดงถึงสภาพจิตใจที่แสนจะแข็งแกร่ง

ผู้จัดการทีมบางคนทำให้ตัวเองต้องสูญเสียความมั่นใจต่อลูกทีมอย่างรวดเร็ว บางคนเปิดตัวด้วยความจองหองและพูดถึงความสำเร็จของเขาให้ผู้เล่นฟังในทันที ซึ่งจากประวัติศาสตร์มันชัดเจนว่าการทำแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องที่ดีเท่าไรนัก

ยกตัวอย่างเช่น ไบรอัน คลัฟท์ เคยยกตนข่มกับลูกทีมของเขาตอนที่เขาคุม ลีดส์ ยูไนเต็ด ว่า "พวกแกปาเปรียญรางวัลที่เคยได้มาทิ้งลงถังขยะไปได้เลย" หรืออีกเคสหนึ่งได้แก่ เกรแฮม เวสต์ลี่ย์ ผู้รับมรดกคุมทีมต่อจากเขาที่ เปรสตัน ได้ประกาศต่อหน้าลูกทีมว่า "ลูกๆของข้าไม่ได้เรียกข้าว่าพ่อหรอกนะ พวกเขาเรียกข้าว่า "เหรียญตราแห่งชัยชนะ" ซึ่งเรื่องดังกล่าวทำให้เขาดูน่าอับอายและทำให้การเริ่มต้นดูผิดพลาดไปหมด

ณ เรอัล มาดริด ปี 2004 โฆเซ่ อันโตนิโอ คามาโช่ ก็เป็นอีกคนที่มีความสัมพันธ์กับลูกทีมแบบไม่ยืนยาวนัก เขาใช้เวลาคุมมาดริดได้แค่ 115 วันและคุมทีมในเกมลีกได้แค่ 3 เกมเท่านั้น

เขาคือเฮ้ดโค้ชที่ค่อนข้างหัวเเข็งและเขาเองก็ไม่แฮปปี้นักกับวัฒนธรรม "กาลาติกอส" ของมาดริด ซึ่งมันก็ไม่น่าใช่เรื่องแปลกใจอะไร เขาตัดสินใจดรอปทั้ง เบ็คแฮ่ม และ ราอูล และนั่นไม่ใช่อะไรที่ทำให้เขาได้รับความนิยมเลย จากนั้นก็เกิดการพูดคุยกันในหมู่นักเตะของราชัน ชุดขาว และได้ข้อสรุปว่า สิ่งที่ดีที่สุดคือ คามาโช่ ควรเลิกคุมทีมไปเสียดีกว่า
 
"เมื่อคุณคิดจะทุบโต๊ะดังฉาดและประกาศล้มล้างทุกอย่างสิ่งที่จะเกิดขึ้นก็มีแต่พังกับพังไม่ว่าจะเป็นโต๊ะตัวนั้นหรือกำปั้นของคุณเอง" โรแบร์โต้ คาร์ลอส กล่าวไว้อย่างน่าฟังเกี่ยวกับเรื่องราวของ คามาโช่ และเรียกว่าระบอบเผด็จการของ คามาโช่ ตอนนั้น ไมเคิ่ล โอเว่น ก็อยู่ในทีมด้วยและเจ้าตัวก็เล่าถึงตัวตนของ คามาโช่ ว่า "ตอนนั้นผมแค่เซ็นสัญญากับสโมสรและผมก็ไม่ได้เข้าใจภาษาสเปนอะไรมากมายหรอกนะ เขาอยู่กับเราแค่ไม่กี่เกมหลังจากนั้นเขาก็ต้องระเห็จหัวของเขาไป ความสร้างความโมโหโกรธาให้กับนักเตะในทีมได้อย่างรวดเร็วจนน่าตกใจสุดๆไปเลย"

"นักเตะมักจะตอบสนองแบบแย่ๆเสมอหากพวกเขาถูกจับดองอยู่บนม้านั่งสำรอง และในทีมขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยนักเตะที่เริ่มจะมีปัญหาก็ต้องตามมาด้วยเรื่องราวโกลาหลมากมายเป็นแน่เท้ และจากเรื่องที่ควรจะเป็นแค่เรื่องราววงในก็ระแคะระคายไปถึงสายตาของคนอื่นๆจากนั้นความคิดของทุกๆคนก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน"

วอลเตอร์ ซามูเอล และ มิเชล ซัลกาโด้ คือสองนักเตะที่ถูกไล่ออกจากการคุมทีมนัดสุดท้ายของ คามาโช่ มันคือความพ่ายแพ้ต่อ เอสปันญ่อล และนั่นคือฟางเส้นสุดท้ายของ คามาโช่ อย่างแท้จริง วกกลับมาที่เรื่องของ ฟาร์เรลล์ มือขวาของ เซนต์ เมียร์เรน อีกครั้งเขาพูดถึงเรื่องนี้ว่าการได้ใบเเดงแต่ละครั้งของนักเตะบางครั้งสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากการที่ผู้จัดการทีมหมดความเชื่อมั่นในตัวของพวกเขาเหล่านั้น

"อีกหนึ่งสัญญาณของการควบคุมห้องแต่งตัวไม่อยู่ คือ นักเตะจะเริ่มเสียวินัยที่มีในตัวเองไม่ว่าจะในสนามหรือที่ไหนก็ตาม" ...  "คุณได้รับใบแดงแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยนั่นเป็นสัญญาณที่ไม่ปกติจากผู้เล่นในทีม บางทีมันอาจจะลุกลามไปยังพฤติกรรมนอกสนามอีกด้วย พวกเขาจะคิดว่าไม่จำเป็นต้องสนใจอะไรอีกเเล้ว"

"จากนั้นแท็คติกของผู้จัดการทีมก็จะถูกตั้งแง่แบบเลี่ยงไม่ได้ พวกเขาจะเริ่มพูดกันว่าการซ้อมมันเป็นอะไรที่ห่วยแตก และจะเริ่มมองหาข้อแก้ตัวแทนที่จะตำหนิตัวเองพวกเขาจะโยนมันทั้งหมดใส่ผู้จัดการทีม จากนั้นแหละปัญหาก็เกิดหนักข้อขึ้น เพราะมันจะมีคลื่นใต้น้ำเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้"

โอเว่น เองก็ยืนยันถึงเรื่องนี้ว่าเป็นความจริงเช่นกัน "มันก็เหมือนการทำงานอื่นๆนั่นแหละ บางครั้งคุณคิดว่าเจ้านายของคุณหรือเจ้าของธุรกิจของคุณกำลังเดินไปในทิศทางที่ผิดมหันต์ ทุกคนมักจะคิดว่าการปกครองชั้นบนมันกำลังเกิดอะไรกันขึ้นทำไมปล่อยผ่านเรื่องแบบนี้ได้ เรื่องราวของฟุตบอลก็เป็นเช่นนั้นไม่ต่างกัน"

"แต่มันคงไม่มีใครที่จะกล้าออกตัวอย่างโฉ่งฉ่างอย่างเต็มตัวหรอก เช่น นักเตะรวมกลุ่มกันเเละพูดไปในทิศทางเดียวกันว่า 'เอาล่ะเราทุกคนต้องเดินหน้าไปด้วยกัน พวกเราทุกคนเกลียดขี้หน้าผู้จัดการทีมคนนี้ จากนี้ไปพวกเราต้องเล่นไล่โค้ช' ก็ทั้งหมดนี้แหละมันเลยทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าคลื่นใต้น้ำที่ก่อตัวเเเบบเงียบๆ"

"ทั้งหมดที่พูดมามันทำให้ผลงานในสนามมันจะแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ผมคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องที่มีสตินัก หากคุณจะลงไปเล่นอะไรแบบนั้น มันเหมือนกับตอนคุณเป็นเด็กเจ็ดขวบนั่นแหละ ยามคุณลงสนามก็อยากจะยิงประตูให้ได้และเล่นให้ดี คงไม่มีใครลงสนามไปแล้วคิดในใจว่า เอาล่ะ ฉันไม่ชอบขี้หน้าโค้ช ฉันจะส่งบอลให้คู่ต่อสู้ยิงเราให้พรุนไปเลย"

"ในทางกลับกันหากคุณและผู้จัดการทีมมีทัศนคติที่ตรงกันล่ะก็ทุกอย่างก็เหมือนอยู่ในทุ่งดอกลาเวนเดอร์ ทุกคนจะมีความสุขด้วยกันไม่ว่าจะเป็นคุณเอง เพื่อนร่วมทีม หรือแฟนบอล สิ่งนี้เป็นเรื่องที่ยากมากๆสำหรับเหล่าผู้จัดการทีมพวกเขาต้องใช้ความพยายามอย่างหนักหน่วงเพื่อทะลายกำแพงภายในใจให้ได้"

เล่าทุกเรื่องผ่านพื้นที่สาธารณะ

การกระทำที่ไม่สะทกสะท้านของเหล่ากบฎลูกหนังทั้งหลายเป็นเรื่องที่หาได้ยาก ครั้งหนึ่ง มาร์ค วิดูก้า ทำการประท้วงขึ้นมาเองในห้องแต่งตัวตอนพักครึ่งของเกมที่ เซลติก พ่ายคาบ้านต่อ อินเวอร์เนสส์ ในฟุตบอล สก็อตต์ คัพ จนหน้าหนังสือพิมพ์ต้องพากันพาดหัวว่า "เป็นเรื่องที่โคตรน่าอับอายสำหรับดาวยิงที่เลี้ยงไม่เชื่องของเซลติก"

ดาวยิงชาวออสซี่ล้มเหลวไม่เป็นท่ากับเซลติก เขามีปากเสียงกับทีมสต๊าฟฟ์โค้ชไม่เว้นแต่ละวัน "เขาชอบเถียงกับ เอริค แบล็ค(โค้ชของทีม)" นี่คือสิ่งที่ จอห์น บาร์นส์ อดีตกุนซือบอกกับ BBC สก็อตแลนด์ ในเวลานั้น "เชาหยิบเสื้อโค้ทของและบอกว่าจะไม่ลงสนาม จากนั้นเขาก็เข้าไปในห้องอาบน้ำแบบสบายใจเฉิบและยืนยันว่าเขาจะเป็นตัวสำรอง" จากนั้น บาร์นส์ก็โดนไล่ออกจากตำแหน่ง เขายืนยันด้วยตนเองว่า "ผู้เล่นสูญเสียความเชื่อใจในตัวผมจนหมดสิ้น"

เรย์มง โดเมเน็ค คือกุนซืออีกคนที่ต้องพบกับเรื่องเลวร้ายในฟุตบอลโลก 2010 ที่แอฟริกาใต้ เรื่องราวเริ่มเกิดหลังจากในช่วงพักครึ่งเวลาและ นิโคล่าส์ อเนลก้า เดินมาบอกเขาว่า "ไปตายซะไอ้เวร แกมันลูกอีตัว" จากนั้น อเนลก้า ก็ถูกส่งกลับบ้านและทีมชุดนั้นก็ตอบกลับด้วยการไม่ลงซ้อมในวันต่อมา

"ผมไม่สามารถแช่งชักหักกระดูกใครได้ แต่ผมบอลเลยว่าผมไม่ชอบใจพวกเขาเลยซักคน" โดเมเน็ค เขียนเรื่องนี้ลงในบันทึกของเขา "ผมคงพอแล้วสำหรับความเกรี้ยวกราดของลูกทีม ผมหมดพลังที่จะต่อต้านมัน ผมยอมรับผิดทั้งหมดและรู้สึกละอายใจที่เรื่องราวที่ไม่ถูกต้องเหล่านี้ได้เกิดขึ้น"

เอจิล โอลเซ่น คืออีกหนึ่งเคสที่ช่วยยืนยันเรื่องเหล่านี้ เขาคือผู้จัดการทีมของ วิมเบิลดัน ที่โดนลูกทีมทุกคนลงมติอย่างตรงไปตรงมาว่าสโมสรควรจะเลิกจ้างเขาซะ

"มันเป็นเรื่องที่เผยแพร่ไปถึงสาธารณะเราไม่เขาใจถึงทัศนคติและวิธีการของเขา" จอห์น ฮาร์ทสัน  หนึ่งในนักเตะของ "เครซี่ แก๊งค์" ยุคนั้นเล่าให้ฟังว่ามันเริ่มต้นจากการวิจารณ์การเล่นของ คาร์ล คอร์ต ในระบบที่ไม่เป็นที่นิยมในตอนนั้นคือ 4-5-1 " เด็กๆในทีม 3 ถึง 4 คนเริ่มก่อหวอด พวกเขาคิดว่าพวกเขาทำถูกต้องแล้ว ไม่มีใครสนว่าเราจะอยู่รอดหรือตกชั้น เราต้องการเปลี่ยนผู้จัดการทีม"

จากนั้น วินนี่ โจนส์ กัปตันทีมก็ออกมายอมรับในภายหลังว่าเรื่องดังกล่าว คือ เรื่องที่เขาเสียใจที่สุดที่เคยกระทำต่อ โอลเซ่น แบบนั้น "ผมไม่เคยไม่โอกาสได้จับเข่าคุยอะไรกับเขามากมายเลยด้วยซ้ำ" นี่คือสิ่งที่เขาบอก ... โอลเซ่น ต้องยอมรับกับความเสี่ยงครั้งนี้เหมือนกับ ฮอดจ์สัน การให้ความสำคัญกับนักเตะใหม่มากเกินเป็นสิ่งที่ทำให้เห็นได้ว่ามันไม่เวิร์คเท่าไรนัก

พลังจากนักเตะในทีม

ความไม่พอใจสามารถก่อตัวให้เข้มข้นได้มากขึ้นเรื่อยๆ ในโลกฟุตบอลเราเองก็ได้เห็นทีมที่เป็นดังระเบิดเวลาแบบนี้มาบ่อยๆ การรวมหัวของผู้เล่นที่พร้อมจะเลื่อยขาเก้าอี้ของกุนซือของพวกเขาทั้งหลาย

การทำงานของ พอล อินซ์ ภายใต้การคุมทีม น็อตต์ส เคาน์ตี้ ถูก ฟาร์เรลล์ พูดถึงเรื่องนี้ว่าเหล่านักเตะในทีมคือจุดเริ่มต้นของปัญหา เขาจำได้ว่ามีผู้เล่นตัวหลักบางคนโดนดร็อปจนต้องถูกสโมสรแม่ที่ปล่อยยืมตัวเรียกตัวกลับยังสโมสร และบรรยากาศของทีมในตอนนั้นก็เหมือนอมพิษเข้าไปแบบกลืนไม่เข้าคายไม่ออก และการเริ่มควบคุมนักเตะไม่ได้มันก็เหมือนพังตั้งแต่ต้นและมันก็ยากเหลิอเกินที่จะกู้สิ่งดีๆให้กลับมาสู่ทีม

"มันสามารถกลับมาทำให้ดีและรวมสปิริตได้นะ แต่มันยากโคตรๆ!" ฟาร์เรลล์ เล่าต่อไปว่า "เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นผู้จัดการทีมรู้ว่ามันยากที่จะย้อนเวลากลับไป และมันก็เหลือเพียงทางเลือกเดียวคือการกำจัดผู้เล่นหัวโจก 1-2 คนออกจากทีม ครั้งหนึ่งผมก็มีประสบการณ์แบบนี้ตอนผมเป็นนักเตะเอง ผมถูกตัดออกจากทีมเพราะผมถูกมองว่าเป็นหัวโจก ตอนนั้นผมเป็นเหมือนผู้นำในห้องแต่งตัวของทีม แต่นอนผมไม่เคยก่อหวอดอะไรทั้งนั้น ผมอยากจะปฎิเสธมัน แต่ผมก็โดนลงโทษอยู่ดี"

นีลล์ คาร์เตอร์ นักวิจัยของมหาวิทยาลัยมงต์ฟอร์ด ได้ทำสิ่งพิมพ์ทางวิชาการที่เกี่ยวกับการเป็นผู้จัดการทีมครั้งแรกไว้ว่า "คุณสามารถเชื่อมโยงตำแหน่งตำแหน่งผู้จัดการทีมเข้ากับสถานการณ์ของเศรษฐกิจและค่าจ้างของเหล่านักเตะได้เลย มันจะล้มเหมือนโดมิโน่จากจุดเริ่มต้นในห้องแต่งตัวแค่เรื่องเดียว"

"ก่อนปี 1960 มีการควบคุมเรื่องค่าเหนื่อยของนักเตะนั่นทำให้ผู้จัดการทีมควบคุมเรื่องแบบนี้ได้ดีมากขึ้น แต่เมื่อการจำกัดค่าเหนื่อยถูกยกเลิกไปนักเตะก็จะมีอิสระมากขึ้น และการจัดการของกุนซือก็จะตึงเครียดยิ่งกว่าเดิมเยอะเลยยกตัวอย่างเช่นการพิจาณาคดีของบอสแมน  เมื่อผู้เล่นมีแต้มต่อมากขึ้นพวกเขาจะปรึกษาเอเย่นต์และนั่นทำให้ความอดทนมันน้อยลงไป"

"นักเตะได้รับผลตอบแทนจากสโมสร แต่ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาค่าจ้างก็พุ่งขึ้นสูงมากขึ้นทุกวัน และนั่นคือน่าที่ของเหล่าเจ้าของ, ผู้บริหาร และผู้จัดการทีมต้องจัดการมันให้ดีและให้ตรงตามความเหมาะสม ฟุตบอลต่างจากธุรกิจอื่นก็ตรงนี้แหละ ตรงที่นักเตะมีพาวเวอร์เยอะมากเกินควบคุมได้"

สิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้นกับกุนซือที่เราได้กล่าวมามันอาจจะเกิดขึ้นกับกุนซือคนไหนก็ได้ในโลก ไม่เว้นแม้แต่กุนซือคนพิเศษเองก็ไม่อาจจะรักษาความรักของผู้เล่นที่มีต่อเขาไปได้ตลอดกาล ... ไม่เชื่อคุณก็ลองไปถาม โจเซ่ มูรินโญ่ ดูเอาเองเเล้วกัน