เลสเตอร์ต้องศึกษา : ย้อนอดีต 10 ทีมแชมป์ยุโรป แต่ผลงานในลีกห่วยบรม

หลังจากที่ “จิ้งจอกสยาม” ทำผลงานได้ไม่ค่อยดีในพรีเมียร์ลีก ทว่ากลับไปได้ในสวยในเวทียุโรป ทำให้ FFT รวบรวมกรณีศึกษาก่อนหน้านี้มาให้ เคลาดิโอ รานิเอรี่ และลูกทีม ติดตาม ก่อนหวังสร้างเทพนิยายขึ้นมาอีกครั้ง…

1. เรอัล มาดริด 1955 / 1956

ในการแข่งขันครั้งแรกของถ้วยยูโรเปี้ยน คัพนั้น “ราชันชุดขาว” คว้าแชมป์ไปอย่างงดงาม ทว่าผลงานในลีกกลับตรงกันข้าม เมื่อพวกเขาจบเพียงอันดับ 3 ของตาราง โดยตามหลังแชมป์อย่าง แอธเลติก บิลเบา 10 แต้ม และ บาร์เซโลน่า 9 แต้ม

โดยในเกมนัดชิงชนะเลิศนั้น ทีมดังแห่งเมืองหลวง เป็นฝ่ายตามหลังแรนส์ก่อน 0-2 ก่อนที่พวกเขาจะรวมพลังกันและพลิกกลับมาชนะ 4-3 ได้ และหลังจากนั้น เรอัล มาดริด ก็คว้าแชมป์ยุโรปติดต่อกันห้าสมัยอย่างยิ่งใหญ่

2. ไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต 1979/1980

ในถ้วยเล็กยุโรปนั้น “อินทรีแดงดำ” พิชิต กลัดบัด ในรอบชิงฯ ด้วยสกอร์รวมสองเกม 3-2

แม้พวกเขาจะผ่าน บาเยิร์น มิวนิค และ โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค ใน รอบรองฯ และ รอบชิงฯ ยูฟ่า คัพ ได้ แต่ แฟร้งค์เฟิร์ต กลับมีช่วงเวลาที่ไม่น่าประทับใจในบุนเดสลีก้าซีซั่น 1979/80 โดยพวกเขาจบฤดูกาลที่อันดับ 9 พร้อมกับมีคะแนนห่างจากแชมป์อย่าง “เสือใต้” ถึง 18 แต้ม

ในถ้วยเล็กยุโรปนั้น “อินทรีแดงดำ” พิชิต กลัดบัด ในรอบชิงฯ ด้วยสกอร์รวมสองเกม 3-2 และจากตำแหน่งแชมป์ในตอนนั้น ทำให้ แฟร้งค์เฟิร์ต  ได้รับโอกาสป้อ’กันแชมป์ในซีซั่นต่อมา

3. สเปอร์ส1983/1984

ในปี 1984 ทีมดังแห่งลอนดอน จบเพียงอันดับ 8 ของดิวิชั่น 1 เดิม โดยพวกเขาตามหลังแชมป์อย่าง ลิเวอร์พูล ถึง 19 แต้ม อย่างไรก็ตาม ไม่มี “ยิดโด้” คนใด เสียใจเมื่อทีมรักได้แชมป์ยูฟ่า คัพของ “ไก่เดือยทอง” ด้วยการชนะ อันเดอร์เลชท์

โดยในรอบชิงชนะเลิศนั้น สเปอร์ส เสมอกับ ยักษ์ใหญ่จากเบลเยี่ยม 2-2 หลังจากหมดช่วงต่อเวลาพิเศษ ทำให้ทั้งสองทีมต้องไปดวลจุดโทษ ก่อนที่จะเป็นขุนพล “ไก่” ที่ยิงแม่นกว่าและคว้าแชมป์ไปได้

4. อินเตอร์ มิลาน 1993/1994

“งูใหญ่” ไม่เคยตกชั้นจาก กัลโช่ เซเรีย อา ทว่าในปี 1994 นั้น พวกเขาใกล้เคียงกับคำนั้นมากที่สุด โดยสุดท้าย อินเตอร์ฯ มีคะแนนห่างจากโซนตกชั้น 1 คะแนน

ทว่า ทุกอย่างกลับตลาปัตรในถ้วย ยูฟ่า คัพ โดย ทีมดังแห่งเมืองมิลาน ชนะ ออสเตรีย ซัลซ์บวร์ก ในรอบชิงฯ ด้วยสกอร์รวม 2-0

5. ชาลเก้ 1996/1997

บุนเดสลีก้า 1996/97 คือ ซีซั่นที่น่าลืมมากที่สุดอีกครั้งของ “ราชันสีน้ำเงิน” เมื่อพวกเขาจบอันดับ 12 ของตารางพร้อมกับมีคะแนนตามหลัง บาเยิร์น มิวนิค ถึง 28 แต้ม อย่างไรก็ตาม ผลงานในยุโรปของ ทีมดังแห่งเยอรมัน จัดเข้าขั้นยอดเยี่ยม หลัง ชาลเก้ ชนะ อินเตอร์ ที่คุมทัพโดย รอย ฮอด์จสัน ในรอบชิงฯ ถ้วยยูฟ่าคัพได้

โดยในนัดชิงดำนั้น พวกเขาชนะไปก่อนในเกมแรก 1-0 ก่อนที่ในนัดที่สองนั้น จะแพ้ไปด้วยสกอร์เดียวกัน จนต้องตัดสินที่การยิงจุดโทษ ก่อนที่ เยนส์ เลห์มันส์ จะเซฟในการดวลเป้าพา “ราชันสีน้ำเงิน” ผงาดในยุโรปจนได้

6. เรอัล มาดริด 1997/1998

มาดริด ปราบ ดอร์ทมุนด์ ที่ลงเล่นในฐานะแชมป์เก่า 2-0 ในรอบรองฯ พร้อมกับเข้าไปพิชิต ยูเวนตุส ในนัดชิงฯ 1-0 และครองแชมป์สมัยที่ 8 อย่างสะใจ

ในซีซั่น1997/98 บาร์เซโลน่า ครองความยิ่งใหญ่ในประเทศด้วยการทิ้ง เรอัล มาดริด 11 แต้ม โดย “ราชันชุดขาว” ย่ำแย่ถึงขนาดที่ ดาวซัลโวสูงสุดของทีม อย่าง เฟร์นานโด มอริเอนเตส ยิงได้แค่ 12 ลูกในลีกเท่านั้น

ทว่าในยุโรปนั้น ทุกอย่างกลับตรงข้ามเมื่อ ยักษ์ใหญ่แห่งเมืองหลวงสเปน ไปไกลถึงแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีกที่พวกเขาไม่เคยได้มาตั้งแต่ปี 1966

โดย มาดริด ปราบ ดอร์ทมุนด์ ที่ลงเล่นในฐานะแชมป์เก่า 2-0 ในรอบรองฯ พร้อมกับเข้าไปพิชิต ยูเวนตุส ในนัดชิงฯ 1-0 และครองแชมป์สมัยที่ 8 อย่างสะใจ

อย่างไรก็ตาม ด้วยความห่วยในลีกทำให้ จุ๊ปป์ ไฮย์เกส กุนซือในตอนนั้น โดนไล่ออกในท้ายที่สุด

7. เรอัล มาดริด 1999/2000

นี่เป็นอีกครั้งที่ มาดริด ทำผลงานได้ห่วยในลีก แต่กลับไปได้สวยในยุโรป(จริงๆ แชมป์สองครั้งล่าสุดก็ห่วยในลีกนะ ฮา) โดยในฤดูกาลดังกล่าว “ราชันชุดขาว” จบแค่ที่ 5 ใน ลาลีกา ก่อนลบความเจ็บปวดด้วยแชมป์ยูซีแอล

โดย เรอัล มาดริด ภายใต้การนำของ บิเซนเต้ เดล บอสเก้ นั้นผ่าน บาเยิร์น มิวนิค และ แมนฯ ยูไนเต็ด สองคู่ชิงเมื่อซีซั่นก่อนหน้าในรอบก่อนรองชนะเลิศ และ รอบรองชนะเลิศ มาได้ พร้อมกับเข้าไปอัดคู่ปรับร่วมลีกอย่าง บาเลนเซีย ในรอบชิงฯ ได้สำเร็จ

8. ลิเวอร์พูล 2004/2005

เอล ราฟา พาทีมหักด่าน เชลซี ของ โชเซ่ มูรินโญ่ ในรอบรองฯ ทั้งๆที่ “สิงโตน้ำเงินคราม” เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกปีนั้นด้วยคะแนนห่างกับ ลิเวอร์พูล ถึง 37 คะแนน

ปีแรกของ ราฟา เบนิเตซ ในพรีเมียร์ลีกเป็นไปได้อย่างยากลำบาก โดย “หงส์แดง” จบเพียงอันดับ 5 ในลีก ซึ่งต่ำกว่าคู่ปรับร่วมเมืองอย่าง เอฟเวอร์ตัน ด้วยซ้ำ ทั้งยังมีแต้มเท่ากับทีมเล็กๆชื่อ โบลตัน

แต่ในยุโรปคือคนละเรื่อง

เมื่อ เอล ราฟา พาทีมหักด่าน เชลซี ของ โชเซ่ มูรินโญ่ ในรอบรองฯ ทั้งๆที่ “สิงโตน้ำเงินคราม” เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกปีนั้นด้วยคะแนนห่างกับ ลิเวอร์พูล ถึง 37 คะแนน

และแน่นอนว่ารอบชิงฯในความทรงจำของ “เดอะ ค็อป” ยังอยู่ในหัวใจเสมอ เมื่อพลพรรค “ลิเวอร์เบิร์ด” โกงความตายยิงตีเสมอ เอซี มิลาน 3-3 ก่อนไปชนะดวลจุดโทษอย่างระทึกและยังคงมีความสุขจนถึงวันนี้

9. เอซี มิลาน 2006/2007

แม้จะมีข้ออ้างเรื่อง โดนหักแต้มจากคดี กัลโช่โปลี่ ทว่า มิลาน ก็ไม่ควรแพ้เพื่อนบ้านที่เป็นแชมป์อย่าง อินเตอร์ฯ ถึง 36 แต้ม

ทว่า ในยุโรปนั้น พวกเขาได้ดิบได้ดีถึงขนาดเป็นแชมป์ยูซีแอล อีกทั้งยังเป็นการชนะคู่แค้นที่ทำสาวก “ปีศาจแดงดำ” เจ็บหนักเมื่อสองปีที่แล้วอย่าง ลิเวอร์พูล อีกด้วย

10. เชลซี 2011/2012

ก่อนหน้าซีซั่นที่แล้ว ฤดูกาล 2011/2012 คือ ปีที่ย่ำแย่ที่สุดในทศวรรษลหลังสุดของ ทีมดังแห่งลอนดอน โดยตอนนั้นพวกเขาจบอันดับ 6 และมีคะแนนตาม แมนฯ ยูไนเต็ด ถึง 25 แต้ม

อันที่จริง “สิงโตน้ำเงินคราม” รู้ชะตาตัวเองตั้งแต่กลางซีซั่น จนทำให้พวกเขาหันมาทุ่มเทให้กับ แชมเปี้ยนลีก อย่างเต็มที่

ที่น่าประทับใจคือ เชลซี ผ่าน นาโปลี ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายมาได้ ทั้งๆที่เลคแรกนั้น ทีมดังจากเมืองมะกะโรนี ชนะมา 3-1 ด้วย อีกเกมที่น่าประทับใจคือ นัดที่ โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ และ ลูกทีม ชนะ “แชมป์เก่า” อย่าง บาร์เซโลน่า ในรอบรองชนะเลิศ

เช่นเดียวกับเกมรอบชิงฯที่ พลพรรค “เดอะ บลู” บุกไปโค่นเจ้าถิ่นอย่าง บาเยิร์น มิวนิค ที่หวังจะคว้าแชมป์ยุโรปในบ้านตัวเองอีกด้วย โดย ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ยิงตีเสมอ 1-1 ในช่วงทดเจ็บ จนทำให้เกมต้องยืดเยื้อไปถึงช่วงต่อเวลาและการยิงจุดโทษ

และสุดท้ายเป็น ดร็อกบา คนเดิมที่ซัดจุดโทษคนสุดท้ายเข้าไป พร้อมกับสร้างประวัติศาสตร์ให้ เชลซี ด้วยการเป็นแชมป์แชมเปี้ยนลีกสมัยแรกได้สำเร็จ

หวังว่า เลสเตอร์ จะเจริญรอยตามรุ่นพี่เหล่านี้ได้บ้าง…