เลือง ซวน ตรวง : "เดอะ ตุ๊ก" ปิยะพงษ์ เวอร์ชั่นเหงวียน

จอห์น เดอร์เด้น คอลัมนิสต์ผู้เชี่ยวชาญฟุตบอลเอเชียของเราเชื่อว่าการย้ายทีมของ เลือง ซวน ตรวง ไปค้าแข้งในแดนกิมจิกับ อินชอน ยูไนเต็ด อาจเป็นหนึ่งในตัวอย่างว่าฟุตบอลอาเซียนกำลังมีพัฒนาการแบบก้าวกระโดด... และอีกไม่นานนี้เราน่าจะได้เห็นเหล่าดาวรุ่งแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นสินค้าส่งออกชั้นดีสู่อ้อมอกยักษ์ใหญ่จากตะวันออกไกล!

เมื่อประมาณแปดปีที่แล้ว ผม (จอห์น เดอร์เด้น) ได้มีโอกาสพูดคุยกับกุนซือชาวเกาหลีใต้คนหนึ่งถึงความเป็นไปได้ในการเสริมทัพเหล่าผู้เล่นจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ร่วมทีม เขาตอบกลับมาโดยแทบไม่ต้องใช้เวลาคิดเลยว่านั่นน่าจะเป็นตัวเลือกสุดท้ายหากเขาต้องการเสริมแกร่ง โดยโค้ชคนนั้นบอกกับผมว่า แม้นักเตะอาเซียนจะมีฝีเท้าและพรสวรรค์ที่น่าสนใจ แต่ปัญหาเรื่องอุปนิสัยที่ไม่ขยันพอและทัศนคติที่ไม่เป็นมืออาชีพคือสองอุปสรรคหลักที่ทำให้เหล่าบรรดาสโมสรเลือกปฏิเสธ 

...อย่างไรก็ตามปัจจุบันนี้เราได้เห็นแล้วว่าหลายๆ ประเทศในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะ ไทย และ เวียดนาม มีพัฒนาการด้านลูกหนังแบบก้าวกระโดดมากๆ และผู้เล่นหลายๆ คนก็ดีพอแล้วที่ะไปแสดงเพลงแข้งในระดับที่ยิ่งใหญ่กว่า

เลือง ซวน ตรวง กัปตันทีมดาวรุ่งวัย 20 กะรัตจากฮองอันห์ยาลายคือหนึ่งในตัวอย่างชั้นดีของกรณีที่ว่านี้ เขาเพิ่งจะก้าวขึ้นมาเล่นให้ทีมชุดใหญ่ของสโมสรในวีลีกได้เพียงปีเดียว ทว่าฝีเท้าและความขขยันมุ่งมั่นก็ทำให้เขาได้เซ็นสัญญากับ อินชอน ยูไนเต็ด สโมสรใน เค-ลีก เกาหลีใต้เรียบร้อยแล้ว

...บางทีเด็กหนุ่มสกุลเหงวียนคนนี้อาจเป็น “นิว เดอะ ตุ๊ก” ที่ไปสร้างชื่อในประเทศเอเชียตะวันออกไกล และหากเขาทำสำเร็จ มันอาจเป็นใบเบิกทางชิ้นสุดท้ายให้เหล่าดาวเตะแห่งอนาคตจากอาเซียน

...บางทีเด็กหนุ่มสกุลเหงวียนคนนี้อาจเป็น “นิว เดอะ ตุ๊ก” ที่ไปสร้างชื่อในประเทศเอเชียตะวันออกไกล และหากเขาทำสำเร็จ มันอาจเป็นใบเบิกทางชิ้นสุดท้ายให้เหล่าดาวเตะแห่งอนาคตจากอาเซียนได้พาเหรดไปแสดงพรสวรรค์ในประเทศชั้นนำของทวีปอย่าง ญี่ปุ่น หรือ เกาหลีใต้ ก็เป็นได้

สิ่งที่น่าแปลกใจเพียงเรื่องเดียวก็คือประเทศชั้นนำเหล่านี้ใช้เวลานานเหลือเกินกว่าจะหันกลับมาให้ความสนใจแข้งพรสวรรค์จากภูมิภาคอาเซียน ในช่วงปี 80 ตำนานทีมชาติไทยอย่าง ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ได้มีโอกาสย้ายไปลงเล่นให้กับ ลัคกี้ โกลด์สตาร์ หรือ เอฟซี โซล ในปัจจุบัน ซึ่งผลงานของเขาไม่เพียงแค่ยอดเยี่ยม แต่เขาสร้างชื่อเป็นตำนานที่นั่นเมื่อฝากสถิติ 17 ประตูจากการลงสนาม 34 นัด พร้อบคว้าแชมป์เค-ลีกสมัยแรกมาครองได้สำเร็จ

...คนวงการลูกหนังเกาหลีใต้กล่าวไว้ว่าหากไม่มี “เพชฌฆาตหน้าหยก” อาจไม่มี เอฟซี โซล ในทุกวันนี้ แต่บางครั้งมันอาจถึงเวลาที่นักเตะสายเลือดใหม่จะสร้างตำนานของพวกเขาเอง

20 ปีที่ความสนใจห่างหาย

นับตั้งแต่ที่ ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน เลือกเก็บกระเป๋าย้ายจาก ลัคกี้ โกลด์สตาร์ ไปอยู่กับ ปาหัง เอฟเอ ในมาเลเซียเมื่อปี 1986 ก็เป็นเวลาเกือบ 20 ปีแล้วที่สโมสรจากเอเชียตะวันออกไม่ได้ให้ราคากับแข้งจากอาเซียนเหมือนที่เคยเป็น อย่างไรก็ตามปัจจุบันดูเหมือนสถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปหลังจากที่ช่วงขวบปีที่ผ่านมา บรรดาบริษัทจากญี่ปุ่นเริ่มลงทุนในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น ทั้งใน ไทย, เวียดนาม, อินโดนีเซีย และ มาเลเซีย 

...ผลก็คือหลายๆ ทีมจาก เจ-ลีก ก็ร่วมตบเท้าตามมาเซ็นสัญญาความเข้าใจกับทีมท้องถิ่นมากขึ้น เหตุผลหลักก็เพื่อขยายตลาดแฟนบอล รวมทั้งเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า แต่ขณะเดียวกันมันก็เป็นเหมือนสะพานที่ช่วยเชื่อมให้แข้งในภูมิภาคนี้ได้มีโอกาสกลับไปค้าแข้งที่แดนซามูไรอีกครั้งด้วย

เล คง วินห์ กองหน้าหมายเลขหนึ่งของทีมชาติเวียดนาม และ อิร์ฟาน บัชดิม ดาวรุ่งพุ่งแรงของวงการลูกหนังเมืองอิเหนาก็มีโอกาสไปค้าแข้งที่เจ-ลีก ทว่าผลงานของทั้งคู่ก็ไม่ได้สร้างอิมแพ็คมากเท่าที่ควร ทำให้จนถึงทุกวันนี้บรรดาทีมจากญี่ปุ่นยังต้องเฟ้นหาแข้งตัวแทนอาเซียนที่จะจุดประกายขึ้นได้อย่างจริงจัง และแคนดิเดตที่ถูกเลือกก็คือ เหงวียน กง เฝิง จอมทัพดาวรุ่งเจ้าของฉายา “เมสซีแห่งเวียดนาม” ที่ได้เซ็นสัญญาแบบยืมตัวไปเล่นให้กับ มิโตะ ฮ็อลลีฮ็อค ทีมในระดับเจทู ขณะที่ก็มีข่าวอย่างหนาหูเหมือนกันว่า เอฟซี โตเกียว กำลังให้ความสนใจและพิจารณาสถานการ์ณของ ชนาธิป สรงกระสินธ์ กัปตันทีมชาติไทยชุดอายุไม่เกิน 23 ปี

เล คง วินห์ กองหน้าหมายเลขหนึ่งของทีมชาติเวียดนามล้มเหลวกับการสร้างชื่อเสียงในญี่ปุ่น

แต่นอกจาก ญี่ปุ่น แล้ว อีกหนึ่งประเทศที่เห็นถึงโอกาสทางธุรกิจในภูมิภาคนี้มากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็คือ เกาหลีใต้ โดยการเซ็นสัญญาของ อินชอน ยูไนเต็ด ที่คว้าตัว เลือง ซวน ตรวง ไปร่วมทีมเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนของประเด็นนี้...

อินชอนอาจไม่ใช่เมืองที่มีผู้คนให้ความสนใจเรื่องฟุตบอลมากเท่ากับหัวเมืองอื่นๆ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือเมืองนี้ถือว่าเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีชาวเวียดนามอาศัยอยู่มากที่สุดในเกาหลีใต้ โดยการสำรวจประชากรครั้งล่าสุดปรากฎว่ามีชาวเวียดนามอาศัยอยู่ไม่ต่ำกว่า 150,000 คนเลยทีเดียว และเมื่อบวกรวมกับแนวโน้มที่เวียดนามอาจซื้อลิขสิทธิ์ เค-ลีก ฤดูกาล 2016 ไปถ่ายทอดสดในประเทศด้วยแล้ว การซื้อตัวดาวรุ่งสกุลเหงวียนไปค้าแข้งที่นั่นก็ดูจะเป็นข้อตกลงทางการค้าที่มาพร้อมกับผลตอบแทนทางธุรกิจอันมหาศาล

อินชอนถือเป็นหนึ่งในจังหวัดของเกาหลีใต้ที่มีชาวเวียดนามอาศัยอยู่มากที่สุด โดยการสำรวจครั้งล่าสุดปรากฏว่ามีคนเวียดนามอาศัยอยู่กว่า 150,000 คน

...แต่คำถามคือวงการลูกหนังอาเซียนจะได้อะไรจากดีลครั้งนี้? คำตอบง่ายๆ คือหาก เลือน ซวน ตรวง ทำผลงานได้ดีและช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ในปีนี้ได้สักรายการ เขาอาจทำให้สโมสรจากเกาหลีใต้หรือญี่ปุ่นเห็นว่านักเตะจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ไม่ได้มีแค่ไว้หาผลประโยชน์ทางธุรกิจเท่านั้น แต่พวกเขาคือกลุ่มนักเตะที่เปี่ยมด้วยพรสวรรค์รอการขัดเกลา

บทความแนะนำ - FFT Best XI : 11 ผู้เล่นยอดเยี่ยมอาเซียน 2015

โมเมนตั้มคือสิ่งสำคัญ

นักเตะคนล่าสุดที่เปลี่ยนความคิดของทีมในเอเชียตะวันออกคือ ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ดาวเตะชาวไทยที่ย้ายจากสโมสรทหารอากาศไปค้าแข้งกับ ลัคกี้ โกลด์สตาร์ เป็นเวลาสองฤดูกาลด้วยกัน ...โดยฤดูกาลที่เปรี้ยงปร้างที่สุดคือฤดูกาลแรกในปี 1985 ที่เจ้าตัวโชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยมเกินความคาดหมาย เมื่อกดไปถึง 12 ประตูจากการลงสนาม 21 นัด คว้าตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดพ่วงด้วยรางวัลแอสซิสต์มากที่สุดไปครอง แถมช่วยให้สโมสรคว้าแชมป์ลีกสมัยแรกนับตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อปี 1983

อย่างน้อยๆ เลือง ซวน ตรวง ต้องแสดงให้เห็นว่านักเตะจากอาเซียนสามารถแข่งขันในระดับที่สูงกว่า ซึ่งนั่นจะทำให้ความเชื่อมั่นในนักเตะจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีมากขึ้นกว่าเดิม

...ความสำเร็จครั้งนั้นทำให้เขากลายเป็นตำนานของทีมที่ยังคงถูกเล่าขานจนถึงทุกวันนี้ และมันช่วยทำให้ภาพลักษณ์ของวงการลูกหนังอาเซียนเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น คราวนี้ก็ถึงโอกาสของ เลือง ซวน ตรวง ว่าจะทำได้ดีแค่ไหนกับภารกิจของเขาที่ อินชอน ยูไนเต็ด แน่นอนว่าการคาดหวังให้เขาทำผลงานได้ในระดับเดียวกับ “เดอะ ตุ๊ก” ย่อมเป็นไปได้ยาก แต่อย่างน้อยๆ เขาต้องแสดงให้เห็นว่านักเตะจากอาเซียนสามารถแข่งขันในระดับที่สูงกว่า ซึ่งนั่นจะทำให้ความเชื่อมั่นในนักเตะจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีมากขึ้นกว่าเดิม

ขณะเดียวกันอีกหนึ่งปัจจัยที่อาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ของนักเตะอาเซียนในปัจจุบันก็คือผลงานระดับนานาชาติที่บรรดาทีมลูกหนังจากภูมิภาคนี้มีพัฒนาการมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะฟุตบอลไทยที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากเมื่อ “ช้างศึก” ก็โชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรงในเวทีคัดเลือกฟุตบอลโลก ขณะที่สโมสรในประเทศอย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ก็ยกระดับตัวเองขึ้นมาต่อกรกับหลายๆ ทีมในญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ได้แบบสูสี

...บางทีเมื่อเราแสดงให้เห็นได้ว่าฟุตบอลจากภูมิภาคนี้ไม่ได้เลวร้ายเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป เมื่อนั้นเราอาจเรียกความสนใจจากเหล่าบิ๊กทีมเอเชียได้จริงๆ

...บางทีเมื่อเราแสดงให้เห็นได้ว่าฟุตบอลจากภูมิภาคนี้ไม่ได้เลวร้ายเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป เมื่อนั้นเราอาจเรียกความสนใจจากเหล่าบิ๊กทีมเอเชียได้จริงๆ

เค-ลีก และ เจ-ลีก จะเป็นเวทีลูกหนังที่ผลักดันให้ฟุตบอลอาเซียนก้าวไปอีกระดับทันทีหลายๆ ประเทศในแถบนี้ประสบความสำเร็๗ในการส่งออกนักเตะไปค้าแข้งยังลีกฟุตบอลเหล่านั้นได้มากขึ้น ซึ่งนอกจากมันจะช่วยสร้างความนิยมให้กับฟุตบอลภายในประเทศของตัวเองได้แล้ว มันยังเป็นการพัฒนาและยกระดับทีมชาติในระยะยาวอีกด้วย ขณะเดียวสโมสรจากเกาหลีใต้หรือญี่ปุ่นก็จะได้รับผลประโยชน์ทางธุรกิจที่หอมหวานมากกว่าเดิม

...เรียกได้ว่ามันคือสถานการณ์ที่ทั้งสองฝั่งมีแต่ได้กับได้ ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว เราจะได้เห็นนักเตะดาวรุ่งจากภูมิภาคนี้ถูกส่งออกไปค้าแข้งยังลีกชั้นนำเอเชียมากขึ้น แต่ ณ ตอนนี้สิ่งที่เราต้องก็คือตัวจุดประกาย

เราต้องการ ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน แห่งศตวรรษที่ 21 และบางทีมันอาจเป็นกองกลางวัย 20 กะรัตคนนี้จากฮองอันห์ยาลาย หรือบางทีมันอาจเป็นจอมทัพจอมบุกจากทีมชาติไทยที่ทำให้ความฝันครั้งนี้เป็นจริง...