เอมานูเอเล่ จัคเครินี่: ฮีโร่อัซซูรี่ผู้สู้ชีวิตจากอาการม้ามแตก

ถึงซันเดอร์แลนด์จะโละทิ้งเขาโดยปล่อยให้ยืมตัว แต่นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ดาวเตะร่างเล็กรายนี้ต่อสู้เพื่อพิสูจน์ตัวเอง ซึ่ง ไมเคิล โยคิน จะมาเล่าเรื่องของเขาให้ได้อ่านกัน...

"ผมได้เจอกับอสูรกายอย่าง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช แต่ก็ไม่ได้กลัวหรอกนะ" เอมานูเอเล่ จัคเครินี่ กล่าวอย่างมีความสุขหลังจากจบเกมเซเรีย อา นัดที่สองในชีวิตของตัวเองเมื่อเดือนกันยายน 2010 ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาอันยิ่งใหญ่ของเจ้าตัวเลยก็ว่าได้ โดยเจ้าตัวทำประตูช่วยให้เชเซน่าชนะมิลาน 2-0 แถมซลาตันยังยิงจุดโทษไม่เข้าอีกด้วย

และเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา อิตาลีก็ได้เผชิญหน้ากับสวีเดนที่ตูลูสในเกมสำคัญของกลุ่ม อี ในศึกยูโร 2016 ซึ่งจัคเครินี่ได้เจอกับอสูรกายตนดังกล่าวและเป็นฝ่ายชนะอีกครั้ง โดยที่ผ่านมาเจ้าตัวได้วิ่งขึ้นวิ่งลงทางกราบอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และยังเป็นคนทำประตูชัยช่วยให้อัซซูรี่ชนะเบลเยี่ยมอีกด้วย 

 แม้แฟนบอลเจ้าภาพอาจสงสัยว่าทำไมจึงเป็นตัวหลักของ อันโตนิโอ คอนเต้ แต่สาวกอิตาลีรู้ดีว่าทำให้ "อิล ชีที" จึงหนีบเขามาฝรั่งเศสด้วย ซึ่งเขาก็ยังต้องพิสูจน์ตัวเองให้คนภายนอกเห็นว่าพวกเขาคิดผิดต่อไป เหมือนอย่างเมื่อ 4 ปีก่อน

เกิดใหม่อีกครั้ง

มันน่าเหลือเชื่อมากๆ ที่เหตุการณ์ทุกอย่างของจัคเครินี่ช่างเหมือนกันกับเมื่อครั้งยูโร 2012 ในตอนนั้นแฟนบอลต่างต่อว่า เซซาเร่ ปรันเดลลี่ ที่หนีบเจ้าตัวไปเล่นยูโรครั้งนั้นด้วย ซึ่งอดีตกุนซือฟิออเรนติน่าดูจะเชื่อในความสามารถของสตาร์ร่างเล็ก และยอมเดิมพันกับเจ้าตัวโดยการส่งลงเล่นเป็นตัวจริงในนัดเปิดสนามกับสเปนทันที

ถึงเกมนั้นจะจบลงด้วยการแบ่งแต้มกันไป แต่จัคเครินี่เล่นได้อย่างยอดเยี่ยมในตำแหน่งปีกซ้าย อีกทั้งเจ้าตัวยังไม่แสดงให้เห็นถึงความประหม่าใดๆ ออกมา แม้ว่านั่นจะเป็นการประเดิมสนามให้กับทัพอัซซูรี่เป็นครั้งแรกก็ตาม

จัคเครินี่สร้างความประหลาดใจให้กับแฟนบอลหลายๆ คน เช่นเดียวกับเมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมากับเบลเยี่ยม เพราะพลังงานที่ล้นเหลือของเขา ทำให้มันดูต่างจากที่หลายๆ คนสบประมาทไว้ นอกจากนั้น อย่าลืมว่าตอนนี้เจ้าตัวอายุ 31 เข้าไปแล้ว มันจึงทำให้ยิ่งสมควรได้รับคำชมมากขึ้นอีก เรียกได้ว่าเขาเปรียบเสมือนม้าแรงปลายและเด็กผู้ที่กลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง

Emanuele Giaccherini celebrates his goal against Belgium

กองกลางร่างจิ๋วทำประตูสำคัญในเกมกับเบลเยี่ยม

นี่คือชายที่ถูกซันเดอร์แลนด์ถูกตัดสินว่าเป็นส่วนเกินเมื่อเกือบ 1 ปีก่อน และกว่าจะได้เล่นในเซเรีย อา ก็อายุปาเข้าไป 25 ปีแล้ว

ความกลัวในวัยเด็ก

ตอนที่จัคเครินี่อายุได้ 15 ปี ในระหว่างที่เล่นฟุตบอลอยู่นั้น เจ้าตัวเกิดปะทะกับผู้รักษาประตูอย่างรุนแรงจนทำให้ม้ามแตกและต้องเข้ารับการผ่าตัดทันทีเพื่อที่จะรักษาชีวิตเอาไว้ ด้วยเหตุนี้มันทำให้เส้นทางลูกหนังดูจะอยู่ในสถานะที่เสี่ยงเอาการ

แม้ว่าจัคเครินี่จะรักษาตัวจนกลับมาเล่นฟุตบอลได้อีกครั้ง ทว่าก็ไม่มีทีมไหนต้องการตัวเขาไปร่วมทีมเนื่องจากสภาพร่างกายที่เล็กบาง ทว่าเขาก็ได้ ฟูริโอ วัลคาเรจจี้ ลูกชายของกุนซือที่พาอิตาลีคว้าแชมป์ยูโร 1968 ที่ยื่นมือเข้ามาช่วย มาเป็นเอเย่นต์ให้ และพาเขาไปเสนอต่อสโมสรเล็กๆ นับไม่ถ้วน ทว่าก็ยังหาที่ลงให้กับนักเตะในความดูแลของเขาไม่ได้

แต่แล้วในที่สุด สโมสรเซเซน่า ทีมในดิวิชั่น 3 ณ ขณะนั้นก็ตัดสินใจเซ็นเจ้าตัววัย 19 ปีรายนี้ร่วมทีมในปี 2004 แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะได้ลงเล่นทีมชุดใหญ่ทันที เพราะเจ้าตัวถูกส่งออกไปให้กับทีมในลีกต่ำกว่าใช้งานเป็นเวลา 4 ปี ซึ่งในช่วงที่ออกไปเก็บประสบการณ์นั้น เจ้าตัวก็ดันมาได้รับบาดเจ็บข้อเท้าหักอีกครั้งจนทำให้พลาดโอกาสลงสนามเกือบจะทั้งฤดูกาล 2006/07 เรียกได้ว่าอนาคตของเจ้าตัวดูมืดมนและไม่ก้าวหน้าขึ้นเลย มันทำให้เขาเองก็เคยคิดที่จะเก็บกระเป๋ากลับบ้านเพื่อไปประกอบอาชีพอื่นๆ ซึ่งมันก็ไม่แปลกเลยสำหรับดาวรุ่งผู้น่าสงสารอย่างเขา ทำไมจะต้องพาตัวเองมาลำบากในเมื่อสามารถกลับบ้านเกิดและทำงานโรงงานที่ดูจะมั่นคงสำหรับเขามากกว่า?

Emanuele Giaccherini, Cesena

เชเซน่าคือสถานที่ๆจัคเครินี่แจ้งเกิด

จัคเครินี่เลือกที่จะเดินตามความฝันของเขาต่อไป และในที่สุดเขาก็ได้รับรางวัลแห่งความพยายามในปี 2008 เพราะ ปิแอร์เปาโล บิโซลี่ เริ่มมองเห็นถึงความสามารถของเจ้าตัวและให้โอกาสเขาลงสนาม หลังจากนั้นไม่นาน พวกเขาก็สร้างผลงานชิ้นโบว์แดงกับเซเซน่าด้วยการพาทีมเลื่อนชั้น 2 ปีติดต่อกันมาเล่นบนเซเรีย อา แน่นอนว่าจัคเครินี่ที่มีส่วนสำคัญในความสำเร็จนี้ก็กลายเป็นที่จับตามองของหลายๆ สโมสรทันที

วิถีแห่งคอนเต้

หลังจากที่พาเซเซน่าเลื่อนชั้นมาลีกสูงสุด เขาก็มีโอกาสได้รู้จักกับ อันโตนิโอ คอนเต้ กุนซือชาวอิตาเลียนที่เพิ่งจะเข้ามากุมบังเหียนของสโมสรเซียน่าในปี 2010 คอนเต้ต้องการดึงตัวกองกลางตัวรุกรายนี้ไปร่วมทีม ทว่าในที่สุด ดีลนั้นก็ไม่เคยเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามเพียง 1 ปีให้หลัง คอนเต้ก็ย้ายมาคุยทัพยูเวนตุส และแน่นอนเขากลับมาหาจัคเครินี่อีกครั้ง และครั้งนี้เขาก็ไม่พลาดที่จะดึงตัวกองกลางที่เขาเคยอยากได้ไปร่วมทีม

สำหรับจัคเครินี่เองก็ทำผลงานได้น่าประทับใจบนลีกสูงสุดของอิตาลี เขาทำไปทั้งหมด 7 ประตูให้กับต้นสังกัดเดิมอย่างเซเซน่า ก่อนที่จะย้ายไปร่วมทัพยูเวนตุสด้วยค่าตัวเพียง 3 ล้านยูโรเท่านั้น โดยที่การซื้อขายครั้งนั้นเป็นลักษณะเจ้าของร่วม “หลายๆ ทีมยอมจ่าย 30 ล้านยูโรเพื่อนักเตะอเนกประสงค์แบบนี้” คอนเต้กล่าว

จัคเครินี่อาจไม่เคยคิดว่า เขาจะมีโอกาสได้เล่นให้กับทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศ แถมยังคว้าแชมป์ลีกได้อีก 2 สมัยหากพิจารณาจากสิ่งที่เจ้าตัวผ่านมา มันเป็นความฝันที่บ้ามากๆ แต่สุดท้ายเจ้าตัวก็ทำได้

ทว่าเขาก็ต้องเจอปัญหาใหญ่เมื่อคอนเต้ไม่สามารถส่งเขาลงเล่นในฐานะตัวจริงได้เป็นทุกสัปดาห์เนื่องจากการหลั่งไหลเข้ามาของซูเปอร์สตาร์ ทำให้เจ้าตัวมักจะต้องนั่งดูเพื่อนอยู่ข้างสนามบ่อยๆ

Emanuele Giaccherini scores for Juventus

จัคเครินี่ลงเล่นเป็นตัวจริงไม่ถึง 20 นัดในช่วงที่อยู่ยูเวนตุส

อย่างไรก็ตามเจ้าตัวก็มีโอกาสติดทัพอัซซูรีไปลุยศึกยูโร 2012 ซึ่งเขาก็ทำผลงานได้น่าประทับมากๆ แถมในศึกคอนเฟเดอเรชั่นส์ คัพ ปีถัดมา จัคเครินี่ก็สามารถพังประตูทีมชาติบราซิลได้อีกด้วย นั่นทำให้เขารู้สึกว่าเขาควรจะเป็นมากกว่าตัวสำรองที่ต้องนั่งดูเพื่อนอยู่ข้างสนาม ดังนั้นเขาจึงเก็บข้าวของออกจากถิ่นตูรินเพื่อหาความท้าทายใหม่ และก็เป็นซันเดอร์แลนด์ สโมสรจากเกาะอังกฤษที่ได้ลายเซ็นของเจ้าตัวไปครอง “นี่คือโอกาสของผมที่จะได้เป็นตัวจริงแบบสม่ำเสมอ ที่ยูเวนตุส ผมไม่ค่อยได้โอกาสนั้นเพราะพวกเขามีนักเตะชื่อดังหลายๆ คนเข้าคิวอยู่ก่อนหน้าผม” จัคเครินี่กล่าว

แมวดำ = โชคร้าย

แม้ยูเว่จะยินดีที่ปล่อยตัวนักเตะรายนี้ด้วยค่าตัว 7 ล้านปอนด์ แต่คอนเต้ก็รู้สึกเสียใจที่เห็นเขาจากไป ดังนั้นเมื่อเขาอำลาตูรินเมื่อหน้าร้อนปี 2014 และแทนที่ปรันเดลลี่ในฐานะเฮดโค้ชทีมชาติ เขาจึงเรียกจัคเครินี่เข้าสู่ทีมทั้งที่ซีซั่นแรกในพรีเมียร์ลีกจะค่อนข้างล้มเหลวก็ตาม 

 จากนั้นหายนะก็เกิดขึ้นเมื่อเจ้าตัวต้องพลาดลงสนามเกือบทั้งฤดูกาล 2014/15 เนื่องจากเจ็บข้อเท้า ทำให้ทีมแมวดำหมดความอดทน รวมถึงตัวจัคเครินี่เองด้วยที่ต้องการจะกลับไปยังบ้านเกิด

และโบโลญญ่าทีมน้องใหม่ดูจะเป็นทีมเดียวที่ให้ความสนใจยืมตัวเขาเมื่อ 1 ปีก่อน โดยผู้จัดการทีมรอสโซ่บลู โรแบร์โต้ โดนาโดนี่ เคยพาอัซซูรี่เข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายยูโร 2008 มาแล้ว

โดยเจ้าตัวเข้ามาทำทีมแทน เดลิโอ รอสซี่ เมื่อเดือนพฤศจิกายน ตอนที่พวกเขาอยู่โซนตกชั้นก่อนจะพาขึ้นมาอยู่กลางตารางได้สำเร็จ ซึ่งจัคเครินี่ก็กลับมาโชว์ฟอร์มอีกครั้ง "ผมได้มาอยู่ทีมชาติอีกครั้งก็เพราะเพื่อนร่วมทีมและโดนาโดนี่" กองกลางร่างจิ๋วกล่าวเมื่อเดือนมีนาคม และคอนเต้เองก็ดีใจที่ได้ร่วมงานกับเขาอีกครั้ง

รักสีม่วง

จัคเครินี่ได้เป็นตัวจริงในเกมกระชับมิตรทุกเกมในปีนี้ก่อนศึกยูโรจะเริ่มขึ้น แม้จะได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วประเทศ แต่โค้ชก็ไม่เคยสงสัยในความสามารถของเขา และตอนนี้หลังจากที่เล่นได้อย่างมีระเบียบวินัยอีกทั้งยังยิงประตูให้ทีมก็ทำให้เขากลายเป็นขวัญใจแฟนบอลอัซซูรี่ไปแล้ว

ซึ่งซันเดอร์แลนด์น่าจะเป็นฝ่ายที่ได้ประโยชน์ตรงจุดนี้ เพราะตอนแรกพวกเขาพร้อมปล่อยจัคเครินี่ไปหากได้ค่าตัว 2 ล้านปอนด์ แต่ราคาของเขาน่าจะสูงขึ้นแล้ว ถึงแม้ว่าสัญญาของเจ้าตัวจะหมดลงในซัมเมอร์หน้า ลาซิโอและซามพ์โดเรียก็พร้อมจะรับช่วงต่อ อย่างไรก็ตามฟิออเรนติน่าดูจะเป็นตัวเต็งเพราะดีลนี้จะทำให้แพทริเซียผู้เป็นแม่ปลื้มใจอย่างมาก

โดยพ่อของเขา โรแบร์โต้ เป็นแฟนฮาร์ดคอร์ของอินเตอร์ แต่ก็ได้ปลูกฝังเหล่าลูกชายเอาไว้ว่า "ถึงภรรยาของผมเชียร์ฟิออเรนติน่า แต่ผมก็ไม่ปล่อยให้เธอมีอิทธิพลเหืนอพวกเขา" ครั้งหนึ่งเขาเคยพูดไว้อย่างภาคภูมิใจ

อย่างไรก็ตามอินเตอร์ก็ไม่เคยแสดงความสนใจที่จะเซ็นสัญญากับจัคเครินี่แต่อย่างใด แต่บางทีคอนเต้อาจหนีบเขาไปเชลซีด้วยก็ได้ ซึ่งคงเป็นสิ่งที่ใครๆคงไม่คาดคิดมาก่อนเป็นแน่ 

More features every day on FFT.comMore Euro 2016