เอมิเลียโน อัลฟาโร : ศิษย์เก่าซิเมโอเน่ ผู้เคยได้แค่เกือบเป็น "สายฟ้า"

“ทุกอย่างเรียบร้อยหมดแล้ว ตอนนี้รอเพียงเอกสารจาก ลาซิโอ ต้นสังกัดเท่านั้น โดยการซื้อตัวครั้งนี้เป็นการเตรียมเพื่อลงเล่นเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ในฤดูกาลหน้า นั่นหมายความว่าบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จะต้องเป็นแชมป์ไทยพรีเมียร์ลีก ในฤดูกาลนี้อย่างแน่นอน”

ย้อนไปเมื่อเดือนสิงหาคมปี 2015 นายเนวิน ชิดชอบ กล่าวคำพูดนี้หลังประกาศคว้าตัว เอมิเลียโน อัลฟาโร กองหน้าดีกรีทีมชาติอุรุกวัยร่วมทีม ...และจากคำพูดก็ชัดเจนว่าเขามั่นใจในนักเตะคนนี้มากพอที่จะพาปราสาทสายฟ้าบรรลุเป้าหมายใหญ่ในฤดูกาล 2016 

ถ้าเรื่องฝีเท้าอาจจะใช่... นายใหญ่บุรีรัมย์ดูวิดีโอกองหน้าตัวนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ทั้งแบบเต็มเกม และไฮไลท์ มันทำให้เขาเชื่อมั่นแบบนั้น แต่เพราะอาการบาดเจ็บเรื้อรัง ก็ทำให้ท้ายที่สุดเขาไม่ได้ลงเล่นให้บุรีรัมย์ อย่างไรก็ตามอดีตแข้งกัลโช่ เซเรีย อา ที่ได้เซ็นสัญญากับทีมไทยลีกคนแรกในประวัติศาสตร์ ก็มีเรื่องราวชีวิตที่แสนสนุก และเต็มไปด้วยกราฟที่ขึ้น-ลง... 

เอมิเลียโน อัลฟาโร ลงเล่นให้กับทีมชาติอุรุกวัยในเกมอุ่นเครื่องพบทีมชาติอิตาลีเมื่อปี 2011

เอมิเลียโน อัลฟาโร ก็เหมือนกับบรรดานักเตะแดนละตินหลายๆ คนที่พบรักในกีฬาชนิดนี้ครั้งแรกจากฟุตบอลข้างถนน เริ่มต้นจากการเล่นเพื่อความสนุกกับเพื่อนๆ แถวบ้าน แต่ด้วยพรสวรรค์ทางด้านลูกหนังที่ฉายแววตั้งแต่เด็ก เจ้าตัวจึงได้รับการทาบทามจากแมวมองท้องถิ่นให้ย้ายจากบ้านเกิดในชนบทไปทดสอบฝีเท้าที่กรุงมอนเตวิเดโอ เมืองหลวงของอุรุกวัย กับทีมเยาวชนที่มี กุสตาโว เฟอร์ริน อดีตกุนซือขัดตาทัพของทีมชาติชุดใหญ่เป็นผู้ดูแล

อัลฟาโรใช้เวลาไม่นานนักในการดึงดูดความสนใจของบรรดาบิ๊กทีมจากลีกสูงสุดในประเทศทั้ง ดานูบิโอ, เดเฟนซอร์ สปอร์ติ้ง และ ลิเวอร์พูล มอนเตวิเดโอ ก่อนที่สุดท้ายจะเลือกรายหลังเพราะคำแนะนำจากพ่อแม่ว่าสภาพแวดล้อมของสโมสรแห่งนี้น่าจะเอื้ออำนวยให้เขาสามารถก้าวขึ้นเป็นนักเตะแถวหน้าของประเทศ

ผ่าน 1 ปีในฐานะนักเตะเยาวชน อัลฟาโรได้รับโอกาสประเดิมสนามในลีกสูงสุดครั้งแรกเมื่อปี 2006 แต่ช่วงสองปีแรกของเขากลับไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ เพราะด้วยข้อจำกัดด้านร่างกายและชั่วโมงบินที่น้อยกว่าแข้งคนอื่น ทำให้เขายังต้องปรับตัวกับสไตล์การเล่นอันแสนดุดันและสปีดบอลที่ไปเร็วในลีกฟุตบอลอาชีพ

อย่างไรก็ตามหลังจากเก็บประสบการณ์ในลีกสูงสุดได้ 2 ปี อัลฟาโร ก็ทำผลงานได้ดีขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มพิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพในฝีเท้าที่ไม่ธรรมดาเมื่อทำได้ถึง 25 ประตูจากการลงสนาม 30 นัดในฤดูกาล 2008/09 และ 2009/10 ...หลังจากนั้นเส้นทางนักฟุตบอลของเขาก็เริ่มเข้าสู่ช่วงขาขึ้นและขาลงตามจังหวะชีวิต

“เช้าวันหนึ่งผมตื่นขึ้นเพราะเสียงร้องของโทรศัพท์ข้างหัวเตียง ผมไม่อยากเชื่อตัวเองเลยแม้แต่น้อยเมื่อคนที่อยู่ปลายสายคือ ดิเอโก้ ซิเมโอเน...ใช่แล้วคนเดียวกับตำนานนักเตะทีมชาติอาร์เจนตินา” อัลฟาโรกล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสื่อสโมสร ซาน ลอเรนโซ ถึงช่วงก่อนจะย้ายจากอุรุกวัยมาค้าแข้งในลีกสูงสุดอาร์เจนตินา

“ซิเมโอเนบอกผมว่าเขาต้องการให้ผมย้ายไปอยู่กับทีม และสโมสรก็ได้เริ่มต้นการเจรจากับต้นสังกัดเดิมเรียบร้อยแล้ว หลังจากวางสายผมทวนข้อความเดิมซ้ำๆ อยู่สองรอบ เพราะหนึ่ง ผมไม่อยากจะเชื่อเลยผมกำลังจะได้ย้ายไปเล่นในลีกที่ดีที่สุดลีกหนึ่งในทวีปอเมริกาใต้ และสอง ผมกำลังจะได้ร่วมงานกับสุดยอดนักเตะคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอาร์เจนตินา”

เอมิเลียโน อัลฟาโร ถ่ายภาพคู่กับ ดิเอโก้ ซิเมโอเน ในช่วงที่ทั้งสองคนร่วมงานกันที่ ซาน ลอเรนโซ, Credit: clubsanlorenzo.com.ar/)

หลังจากนั้นการเจรจาผ่านไปอย่างราบรื่นและเพียงไม่กี่สัปดาห์ต่อมา อัลฟาโร ก็ได้เปิดตัวเป็นนักเตะคนใหม่ของ ซาน ลอเรนโซ พร้อมกับ ดิเอโก้ ซิเมโอเน ที่เข้ามาคุมทีมเป็นฤดูกาลแรก แต่ท้ายที่สุดแล้วอาชีพค้าแข้งในประเทศอาร์เจนตินาของแข้งชาวอุรุกวัยกลับไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง เมื่อทำผลงานน่าผิดหวังยิงได้แค่ 2 ประตูเท่านั้นจากการลงเล่น 18 นัดตลอดสองฤดูกาลในถิ่นยอดทีมอาร์เจนไตน์ จากนั้นเขาถูกปล่อยตัวกลับไปค้าแข้งกับ ลิเวอร์พูล ตามเดิม ขณะที่ ดิเอโก้ ซิเมโอเน เองโดนปลดไปตั้งแต่ช่วงจบฤดูกาลแรก