Analysis

เมื่อ 2 เศรษฐีนัดกันพ่าย : 4 เหตุผลที่ถ้วยแชมเปี้ยนส์ลีกไม่สามารถซื้อได้ด้วย “เงิน”

เงินก็สำคัญ แต่จะคว้าแชมป์บิ๊กเอียร์ต้องมีอะไรมากกว่านั้น อะไรบ้างที่เป็นเหตุผลให้ถ้วยนี้ทุ่มเท่าไหร่ก็ไม่พอ 

We are part of The Trust Project What is it?

“เงินซื้อผู้เล่นได้ แต่ซื้อประวัติศาสตร์ไม่ได้” วลีที่เหล่าคู่แข่งนำมาใช้ล้อเลียน แมนฯ ซิตี้เสมอ หลังจากทีมตกถังข้าวสาร กลายเป็นทีมเศรษฐีเพียงชั่วข้ามคืน แต่ประวัติศาตร์ในการประสบความสำเร็จถือว่ายังน้อยเมื่อเทียบกับทีมชั้นนำอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประวัติศาตร์ใน ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก ที่เรือใบสีฟ้า ยังไม่เคยทำได้เลย

 

ลีกแห่ง เสือ สิงห์ กระทิง แรด

 

จากความพ่ายแพ้คาบ้านนัดล่าสุดต่อ โอลิมปิค ลียง ด้วยสกอร์ 2-1 ในเกมส์นัดเปิดหัวของแชมป์เปี้ยน ลีก นั้น แม้จะเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจเป็นอย่างมาก แต่การไม่มีเป็บ กวาดิโอล่าอยู่ข้างสนาม ก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะมาแก้ตัวจากฟอร์มการเล่นอันย่ำแย่ของทีม เพราะทั้งทีมต้องรับผิดชอบร่วมกัน

 

ในพรีเมียร์ลีก แมนฯ ซิตี้ อาจเริ่มสร้างประวัติศาตร์ได้บ้างแล้ว แต่ไม่ใช่กับ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก ที่เป็นการรวมตัวกันของเหล่าบรรดา เสือ สิงห์ กระทิง แรด ของยุโรปมาไว้ด้วยกัน การที่จะสร้างความสำเร็จกับรายการนี้ได้นั้น เงินอย่าเดียวคงยังช่วยอะไรไม่ได้มากนัก

 

ทีมเศรษฐีแห่งยุโรป

 

การเข้าครอบครองเชลซี ของโรมัน อบราโมวิช นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลกฟุตบอลทั้งการเข้าซื้อสโมสร ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ของกลุ่มทุน “กาตาร์ สปอร์ตส์ อินเวสเมนต์” หรือ กลุ่ม “อาบูดาบี” ของ ชีค มันซู ที่เข้ามาเทค โอเวอร์กิจการ ของ แมนฯ ซิตี้  ทำให้ทีมเหล่านี้กลายเป็นทีมเงินถุงเงินถังไปโดยปริยาย แต่หากดูจากความสำเร็จในแชมป์เปี้ยน ลีกแล้ว ทั้งสามทีมรวมกันยังทำได้เพียงถ้วยเดียว จากการชนะการดวลจุดโทษของเชลซีกับบาร์เยิร์น มิวนิค ในปี 2012

 

แม้ว่าทั้ง แมน ซิตี้, เชลซี และ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง จะเป็นทีมมหาเศรษฐี ที่มีเงินหนาที่สุดเมื่อเทียบกับจำนวน 34 ทีมที่เข้าร่วมการแข่งขัน แชมป์เปี้ยนลีก แต่ทั้ง ปารีส แซงต์ แชร์กแมง และ แมนฯ ซิตี้ ก็ยังไม่เคยผ่านเขาไปถึงรอบชิงชนะเลิศได้เลย ในขณะที่ เชลซี ทำได้ 2 ครั้ง และ คว้าถ้วยมาครองได้ 1 สมัย

 

3,000 ล้านปอนด์ กับ 1 แชมป์

 

หากนับตั้งแต่ปี 2000 ในแชมป์เปี้ยนลีกนั้น มีเชลซีเป็นทีมเดียวที่สามารถคว้าแชมป์ไปได้ โดยไม่เคยชูถ้วยรายการนี้มาก่อนเลย  ที่เหลือล้วนแต่เป็นทีมที่มีประวัติศาตร์การชูถ้วยหูยักษ์นี้มาก่อนแล้วทั้งนั้น ทั้ง รีล มาดริด 5 สมัย บาร์เซโลน่า 4 สมัย บาเยิร์น มิวนิค และ เอซี มิลาน ทำได้ 2 สมัย ส่วน ปอร์โต, ลิเวอร์พูล และ แมนฯ ยูไนเต็ด ต่างทำได้ 1 สมัยเท่ากัน

 

นี่เป็นการพิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าประวัติศาตร์และบารมีมีความสำคัญกว่าเงินมากเพียงใด แม้ว่าอาจจะเป็นเพียงการสมมุติฐาน แต่เมื่อพิจารณาจากการที่ เชลซี, แมนฯ ซิตี้ และ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง นั้นใช้เงินรวมกันไปแล้วกว่า 3 พันล้านปอนด์ ในรอบกว่า 15 ปีที่ผ่านมา การคว้าแชมป์ได้เพียงครั้งเดียวนั้น ถือว่าเป็นการลงทุนที่แย่มากๆ

ประสบการณ์และบารมี

ล่าสุด ความพ่ายแพ้ของทั้ง ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ต่อ ลิเวอร์พูล 3-2 และ แมนฯ ซิตี้ที่แพ้ ลียง 1-2 นั้น น่าจะเป็นอีกหนึ่งครั้งที่แสดงให้เห็นว่า การจะขึ้นมาคว้าแชมป์รายการนี้ได้นั้นต้องสร้างเสริมประสบการณ์และบารมีของทีมมากเพียงใด

 

ลำพังเพียงการซื้อตัวผู้เล่นแพงๆอย่าง เนย์มาร์ หรือการจ้าง ซุปเปอร์ โค้ช อย่าง เป๊บ นั้น คงยังไม่เพียงพอที่จะคว้าความสำเร็จระดับยุโรปรายการนี้ไปครอบครองได้ แม้กระทั่งเชลซีเอง พวกเขาก็ต้องเพียรพยายาม

จากการผ่านเข้ารอบเซมิไฟนัลมาแล้วถึง 6 ครั้ง ก่อนจะคว้าแชมป์มาครองได้เพียง 1 สมัย ในขณะที่แมนฯ ซิตี้ มาไกลถึงรอบเซมิไฟนัลได้เพียงครั้งเดียว ส่วน ปารีส นั้น รอบลึกที่สุดที่พวกเขาทำได้คือ รอบ ควอเตอร์ ไฟนัล

 

แม้ว่าอาจจะเป็นการด่วนสรุปเกินไป เนื่องจากการแข่งขันได้ผ่านไปเพียงนัดเดียว แต่การจะคว้าแชมป์ในปีนี้ของทั้ง แมนฯ ซิตี้ และ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง คงเป็นไปด้วยความยากลำบาก แม้ว่าจะมีทีมที่เต็มไปด้วยผู้เล่นระดับโลก หรือ ผู้จัดการทีมระดับหัวแถว  แต่การจะเบียดเหล่าบรรดาขาใหญ่ของแชมป์เปี้ยนลีกนั้น พวกเขายังคงต้องทำงานอย่างหนัก และคิดกลยุทธต่างๆ เพื่อที่จะสร้างประวัติศาตร์หน้าใหม่ให้กับทีมของพวกเขาเองได้เสียที