เมื่อ 5 เรื่องที่สโคลส์วิเคราะห์ไว้เป็นจริงทั้งหมด

คริส ฟลานาแกน อยู่ที่เซลเฮิร์สท์ ปาร์ค วิเคราะห์เกมที่ แมนฯยู เสมอ คริสตัล พาเลซ แบบจืดชืด 0-0 ผ่าน Stats Zone

1) เกมรุก "ปีศาจแดง" ไร้ประสิทธิภาพ

พอล สโคลส์ อดีตจอมทัพปีศาจแดง วิจารณ์ทีมเก่าเมื่อกลางสัปดาห์ โดยมองว่า ทีมเก่าของเขาในยุคของหลุยส์ ฟาน กัล กำลังเจอวิกฤต หลังจากนั้น เทรนเนอร์ชาวดัตช์ให้สัมภาษณ์ก่อนเกมกับ คริสตัล พาเลซ ว่าหลายอย่างอาจทำร้ายเขาได้ แต่ไม่ใช่เพียงแค่คำพูดของใครบางคน และก่อนเกมคู่นี้จะคิกออฟ ทีมงาน FFT ค่อนข้างแปลกใจที่ ฟาน กัล มีการปรับทัพผู้เล่นบางตำแหน่ง การยื้อเวลาในการเปลี่ยนแปลงสไตล์การเล่น อาจย่ิงทำให้ ยูไนเต็ด เสียเวลาและโอกาสในการลุ้นแชมป์ บวกกับเสียงวิจารณ์ที่มองว่า แมนฯยู เป็นทีมใหญ่ แต่กลับโชว์ฟอร์มเหมือนทีมระดับกลางๆจากหลายนัดที่ผ่านมา

ขณะที่ ฟาน กัล บอกว่า ลูกทีมของเขาแค่โชคไม่ดีสำหรับผลการแข่งขันในบางนัด ทั้งนี้หากมองกันแบบเจาะลึกจากนัดที่เสมอ คริสตัล พาเลซ แฟนบอลหลายคนเห็นตรงกันว่าตลอด 90 นาทีที่เซลเฮิร์สท์ ปาร์ค เป็นเกมที่น่าเบื่อ ขณะเดียวกันก่อนหน้านี้ สโคลส์ เคยตั้งข้อสังเกตว่าเกมริมเส้นฝั่งขวาของคือจุดอ่อนของแมนฯยู

ซึ่งดูเหมือนว่าความเห็นของ สโคลซี่ จะถูกต้องเสียด้วย เพราะเกมที่ เซลเฮิร์สท์ ปาร์ค ปีศาจแดง เป็นฝ่ายครองบอล56 เปอร์เซนต์ ผ่านบอลสำเร็จ 376 จาก 457 ครั้ง แต่ขาดประสิทธิภาพในเกมรุก สร้างสรรค์โอกาสแค่ 3 ครั้ง และเปลี่ยนเป็นโอกาสให้แนวรุกยิงเข้ากรอบได้แค่ครั้งเดียว ซึ่งในจำนวนการผ่านบอลทั้งหมด อยู่ในพื้นที่สุดท้ายแค่ 88 ครั้ง ส่วนอีก 356 ครั้งเป็นการผ่านบอลสั้นๆ

นอกจากนี้เรื่องการผ่านบอลในจังหวะขึ้นเกมเกิดขึ้นเพียง 171 ครั้ง หรือคิดเป็น 45 เปอร์เซนต์จากการผ่านบอลทั้งหมด ส่วนอีก 148 ครั้งเป็นการส่งคืนหลัง และอีก 57 ครั้งเป็นการผ่านบอลในแนวขวาง ซึ่งสวนทางกับความคิดของแฟนบอลปีศาจแดงที่อยากเห็นทีมเล่นเกมรุกดุดัน และหากนับ 90 นาทีจากเกมนี้ แมนฯยู ทำประตูคู่แข่งไม่ได้มาแล้ว 325 นาทีด้วยกัน

อีกเรื่องที่ สโคลส์ มองว่าทีมรุ่นน้องยังทำได้ไม่ดี คือเกมบุกแบบทะลุทะลวง และการผ่านบอล จากเกมนี้ แมนฯยู มีโอกาสเปิดเกมบุก 12 ครั้ง มีจังหวะเปิดบอลลุ้นประตู 14 ครั้ง ขณะที่สถิติของเจ้าบ้าน เหนือกว่า เปิดฉากบุก 31 ครั้ง และผ่านบอลลุ้นประตูถึง 22 ครั้ง ทั้งที่การผ่านบอลของ พาเลซ เป็นรองเกิดขึ้นแค่ 269 ครั้ง แต่ทำเกมบุกได้น้ำได้เนื้อมากกว่า มีโอกาสยิงเข้ากรอบถึง 5 ครั้ง รวมถึงจังหวะใกล้เคียงประตูจาก โยฮัน กาบาย และยานนิค โบลาซี ที่ยิงไปชนคาน

อลัน พาร์ดิว กุนซือพาเลซ ให้สัมภาษณ์ว่า สไตล์การเล่นของแมนฯยูในยุคนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก เขาเชื่อว่านักเตะแมนฯยู พยายามเล่นเกมบุกในแบบฉบับที่เคยเป็น แต่อย่างที่เห็นว่ามันก็ไม่ได้เกิดขึ้นในเกมนี้ ขณะที่ฟาน กัล ยอมรับกับผลการแข่งขัน เพราะแม้ลูกทีมจะครองบอลได้มากกว่า แต่ไม่สามารถเจาะแนวรับเจ้าบ้านได้ เมื่อทีมสร้างโอกาสได้ไม่ดีพอ แน่นอนว่าการจะทำประตูก็เป็นเรื่องยากไปด้วย การครองบอลที่มากกว่าไม่ได้แปลว่าทีมของเราเหนือกว่าคู่แข่ง นั่นเป็นสิ่งที่เขาได้เห็นและยอมรับจากเกมที่แพ้ อาร์เซนอล แบบขาดลอย 0-3

2) ใช้งานรูนีย์ไม่ได้

1 ในความเห็นของ สโคลส์ คือ เวย์น รูนีย์ กัปตันทีม ไม่ได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนร่วมทีมเท่าที่ควร ซึ่งคำกล่าวนี้เห็นได้จากหลายๆเกมที่ผ่่านมา รวมถึงเกมบุกไปเยือนคริสตัล พาเลซ

ซึ่งแม้ ยูไนเต็ด จะมีจุดเด่นเรื่องการครองบอล แต่สไตล์การเล่นในลักษณะนี้ไม่ได้ช่วยดึงฟอร์มของ รูนีย์ ให้กลับมาเหมือนเดิม รูนีย์ ทำอะไรได้ไม่เป็นชิ้นเป็นอันเมื่อเพื่อนส่งบอลมาให้ เกมนี้กัปตันทีมชาติอังกฤษมีโอกาสยิง 3 ครั้ง แต่เกิดขึ้นจากนอกกรอบเขตโทษทั้งหมด โดยลูกฟรีคิกติดเซฟของ เวย์ เฮนเนสซี ผุ้รักษาประตูพาเลซ อีกลูกยิงไปติดบล็อกกองหลัง ส่วนอีกลูกข้ามคานไปแบบไม่ได้ลุ้น

ตลอดทั้งเกม รูนีย์ ผ่านบอลแค่ 24ครั้ง มีเพียง 5 จาก 9 ครั้งที่ผ่านบอลสำเร็จในจังหวะเกมบุก แต่ก็ดีขึ้นจากเกมลีกนัดล่าสุดที่ผ่านบอลในจังหวะเกมบุกแค่ 3 ครั้ง ในนัดที่เสมอ แมนฯซิตี้ เมื่อสัปดาห์ก่อน

3) เสียของเมื่อจับ มาร์กซิยาล ไปเล่นริมเส้น

นับเป็นเกมลีก 3 นัดติดต่อกันแล้วที่ อองโตนีย์ มาร์กซิยาล ถูกจับยืนในตำแหน่งริมเส้นฝั่งซ้าย โดยหน้าเป้าเป็น รูนีย์ และมี อันแดร์ เอร์เรรา เป็นกลางรุก แทคติคนี้ถูกปรับมาใช้ครั้งแรกในนัดที่ แมนฯยู บุกไปเยือน เอฟเวอร์ตัน ซึ่งแทคติกก่อนหน้านี้ของ ฟาน กัล คือให้ มาร์กซิยาล รับบทหน้าเป้า ริมเส้นซ้ายให้ เมมฟิส เดปาย พร้อมกับถอย รูนีย์ ลงมาเป็นกลางตัวรุกในตำแหน่งเดียวกับ เอร์เรรา

แทคติกที่ รูนีย์ เป็นหน้าเป้า และมาร์กซิยาล ยืนฝั่งซ้ายใช้ได้ผลในเกมที่กูดิสัน ปาร์ค เมื่อแมนฯยู จัดการเอาชนะเจ้าบ้าน 3-0 แต่หลังจากนั้นดูเหมือนว่าแผนการเล่นแบบนี้ไม่ค่อยเวิร์คสำหรับปีศาจแดง แม้หลายคนจะมองว่า มาร์กซิยาล มีสไตล์การเล่นคล้าย เธียร์รี อองรี แต่การที่ดาวรุ่งทีมชาติฝรั่งเศส ประจำการทางฝั่งซ้าย ทำให้ต้องเล่นทำงานหนักขึ้นเพื่อลำเลียงบอลเข้าไปในพื้นที่อันตราย ซึ่งเป็นการจำกัดอิสระในการเล่นของเจ้าหนูรายนี้ลงไปด้วย

ตำแหน่งการยืนของ มาร์กซิยาล ส่งผลต่อโอกาสลุ้นทำประตู แม้อดีตศูนย์หน้าโมนาโก จะเอาชนะตัวประกบได้ แต่โอกาสยิงครั้งเดียวในเกมนี้ก็ไปติดบล็อกกองหลัง ขณะที่ภาพรวมตลอดเกมผ่านบอลสำเร็จแค่ 9 ครั้ง การเลี้ยงบอลเอาชนะคู่แข่งได้แค่ 1 จาก 4 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีจังหวะผ่านบอลให้ รูนีย์ ได้ในครึ่งแรก และแม้ในช่วงประมาณ 20 นาทีท้าย รูนีย์ และมาร์กซิยาล ทดลองสลับตำแหน่งและดูเหมือนว่าทั้งคู่จะทำผลงานได้ดีขึ้น แต่เวลาที่มีก็น้อยเกินไปที่จะทำให้ แมนฯยู ทำประตูและแซงเก็บ 3 แต้มได้

หลังเกมมีนักข่าวตั้งคำถามว่า มาร์กซิยาล เหมาะจะเล่นตำแหน่งไหนมากที่สุด ซึ่งฟาน กัล ยอมรับว่า เขาก็ยังไม่แน่ใจ เพราะสมัยเล่นให้โมนาโก มาร์กซิยาล ก็ถูกวางให้ยืนริมเส้นฝั่งซ้าย แต่ในฐานะกุนซือ เขาต้องเลือกผู้เล่นที่เหมาะกับตำแหน่งนั้นๆมากที่สุด แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับแผนการเล่น โดยคำนึกถึงคู่แข่งในแต่ละเกมด้วย

4) บลินด์ ยังตอบแทนความเชื่อมั่นได้ดี

พอล สโคลส์ ไม่ได้วิจารณ์ฟอร์มเกมรับของ ยูไนเต็ด มากนัก เพราะจากผลงานที่ผ่านมาบ่งบอกความยอดเยี่ยมของแผงหลังเป็นอย่างดี ทีมรักษาคลีนชีทได้ถึง 7 เกม

เกมนัดนี้ แนวรับปีศาจแดง ไม่มี ฟิล โจนส์ ที่มีอาการบาดเจ็บ ส่งผลให้ ฟาน กัล ส่งชื่อ อักเซล ทวนเซเบ้ กองหลังดาวรุ่งวัย 17 ปีจากคองโก เป็นตัวเลือกในซุ้มม้านั่งสำรอง แต่ แมนฯยู ไม่จำเป็นต้องใช้บริการ ทวนเชเบ้ เพราะทีมยังมี ดาเลย์ บลินด์ กลับมาประจำการในตำแหน่งเซนเตอร์ฮาล์ฟอีกครั้ง เกมนี้ บลินด์ ตัดบอลได้ 13 ครั้ง และแย่งบอลจากคู่แข่ง 4 ครั้ง มากที่สุดในสนาม

ขณะที่คู่หูอย่าง คริส สมอลลิง ยังโชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมต่อไป สกัดบอลได้ 6 ครั้ง ส่วนตำแหน่งแบ็คซ้าย มาร์กอส โรโฮ สกัดบอลได้ 5 ครั้ง และเอาชนะในการปะทะคู่แข่ง 6 ครั้ง มากที่สุดในเกม นับถึงตอนนี้ แมนฯยู เสียไปแค่ 8 ประตูจาก 11 เกม เป็นสถิติเกมรับดีสุดในลีกเท่ากับ อาร์เซนอล และทอตแนม ฮอตสเปอร์

5) ซาฮาเล่นงาน ดาร์เมี่ยน 

เจ้าบ้าน พาเลซ ออกสตาร์ทเกมในช่วง 15 นาทีแรกได้อย่างดุดัน ก่อนที่ แมนฯยู จะกลับสู่เกมได้ในช่วงครึ่งชั่วโมงหลัง แต่หลังจากนั้น คริสตัล พาเลซ กลับมาเล่นได้ดีอีกครั้ง โดยเฉพาะฟอร์มของ ยานนิค โบลาซี ที่ประจำการริมเส้นฝั่งซ้าย ก่อนที่ โบลาซี จะสลับตำแหน่งกับ วิลฟรีด ซาฮา อดีตเด็กเก่าปีศาจแดง ในครึ่งหลัง เพื่อมาเจาะ มัตเตโอ ดาเมียน แบ็คขวาของแมนฯยู ที่เกมนี้ได้โอกาสลงเป็นตัวจริงแทน อันโตนิโอ วาเลนเซีย ที่บาดเจ็บ

ฟอร์มก่อนหน้านี้ของ แบ็คขวาทีมชาติอิตาลี ดร็อปลงไป ถูกเปลี่ยนตัวออกหลังจบครึ่งแรก หลังโชว์ฟอร์มน่าผิดหวังในการประกบ ดูซาน ทาดิช เกมพบเซาแธมป์ตัน รวมทั้ง อเล็กซิส ซานเชส นัดที่แมนฯยู แพ้ อาร์เซนอล

เกมนี้ ดาเมียน ยังทำผลงานได้ไม่ดี จังหวะการเล่นดูไม่ค่อยมั่นใจ รวมทั้งการครองบอลที่เก้ๆกังๆ เปิดโอกาสให้ ดไวท์ เกล และยานนิค โบลาซี เลี้ยงบอลผ่านรวมกัน 7 ครั้ง ขณะที่ วิลฟรีด ซาฮา โชว์ฟอร์มเด่นในการเจอกับอดีตต้นสังกัด เกมนี้โชว์การกระชากลากเลื้อยถึง 16 ครั้ง ซึ่ง 6 ครั้งจากจำนวนนี้เกิดขึ้นเมื่อสลับตำแหน่งมายืนฝั่งซ้าย เพื่อเจาะพื้นที่รับผิดชอบของ ดาเมียน โดยเฉพาะ

ดาเมียน ต้องทำฟาล์ว ซาฮา เพื่อตัดเกมหลายจังหวะ ก่อนได้รับใบเหลือง ซึ่งจุดนี้ ฟาน กัล มองว่าหากปล่อยให้ ดาเมียน อยู่ในสนามต่อไป อาจโดนใบแดงจนส่งผลเสียกับทีม ทำให้แบ็คขวาทีมชาติอิตาลีอยู่ในสนามได้ 65 นาที ก่อนถูกเปลี่ยนตัวออก และแทนที่โดย แอชลีย์ ยัง ขณะที่หลังเกม พาร์ดิว ยกย่อง ซาฮา ว่ากลับมาเล่นในฟอร์มที่ดีอีกครั้ง แนวรับของแมนฯยูเจองานหนักที่ต้องคอยประกบเขาในเกมนี้

Analyse Crystal Palace 0-0 Man United yourself using Stats Zone

STATS ZONE Free on iOS • Free on Android