เมื่อไก่แซงหน้าปืนโต : 3 ข้อสังเกตจากศึก ‘นอร์ธลอนดอนดาร์บี้แมตช์’

เมื่อคืนที่ผ่านมา ณ สนาม ไวท์ ฮาร์ท เลน ทัพ “ไก่เดือยทอง” เปิดบ้านเอาชนะทีม “ปืนใหญ่” ส่งผลให้พวกเขาจบอันดับเหนือกว่าคู่อริตลอดกาลแน่นอนแล้ว ยุติช่วงเวลา 22 ปีที่ตกเป็นฝ่ายตามหลังอาร์เซนอลมาตลอดลงเสียที และนี่คือ 3 ข้อสังเกตจากเกมดังกล่าวจาก FFT  

ศึกดาร์บี้แมตช์ครั้งสุดท้ายของท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ในฤดูกาลนี้เกิดขึ้นที่สนามไวท์ ฮาร์ท เลน เมื่อคืนที่ผ่านมา โดยมันคือศึกแห่งศักดิ์ศรีระหว่างพวกเขาและคู่อริตลอดกาลอย่างอาร์เซนอล ซึ่งอย่างที่รู้กันว่า ทั้ง 2 ทีมต่างฟาดฟันต่อสู้กันมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม ล่าสุด ดูเหมือนว่า มีอะไรบางอย่างเกี่ยวกับศึกนี้ที่เปลี่ยนไปแล้ว…

แน่นอนว่า แฟนบอลทั้ง 2 ทีมต่างยังคงเชียร์กันได้อย่างดุเดือดเลือดพล่านเช่นเคย แต่สำหรับสิ่งที่เปลี่ยนไปนั้น ดูเหมือนจะเป็นสภาพทีมของทั้ง 2 ทีม ที่ดูแล้ว สเปอร์ส จะไม่ใช่ทีมรองอีกต่อไป

ทัพปืนใหญ่เดินทางมาที่สนามแห่งนี้พร้อมกับความภาคภูมิใจที่พวกเขาไม่เคยจบอันดับในลีกต่ำกว่าคู่อริรายนี้เลยตลอด 22 ปีที่ผ่านมา แถมพวกเขายังทำผลงานได้ดีกว่ามาโดยตลอดอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ในฤดูกาลนี้ ทัพไก่เดือยทองดูจะมีแนวโน้มในการทำลายความภาคภูมิใจเหล่านี้ได้จนหมดสิ้น พวกเขาใกล้เคียงที่จะโค่นบัลลังก์ของทีมปืนใหญ่ได้แล้ว

เกมเมื่อคืนนี้เริ่มต้นด้วยความสุขุม ทั้ง 2 ทีมเล่นกันอย่างมีระเบียบวินัย สเปอร์สมาในรูปแบบกองหลัง 4 คน และมี เอริค ไดเออร์ เป็นคนคอยปัดกวาดและคุมจังหวะในแดนกลาง พวกเขาสามารถครองเกมและกดให้ลูกทีมของ อาร์แซน เวนเกอร์ ให้อยู่ในแดนตัวเองได้ ขณะที่ผู้มาเยือนที่มาในระบบใหม่ถอดด้ามอย่างกองหลัง 3 คนก็เล่นกันอย่างรัดกุม พวกเขาใจเย็นและเอาตัวรอดจากการกดดันได้เสมอ ในช่วงครึ่งแรก เกมดำเนินไปอย่างตึงเครียด คีย์แมนของทั้ง 2 ทีมอย่าง แฮร์รี่ เคน และ อเล็กซิส ซานเชส ต่างก็มีโอกาสด้วยกันทั้งคู่

ระบบใหม่ของทีมปืนใหญ่ยังไม่ลงตัว

เรียกได้ว่า เหมือนกับฉายหนังซ้ำยังไงยังงั้น เพราะอาร์เซนอลของเวนเกอร์เมื่อคืนนี้ ยังคงมีปัญหาในเรื่องของระบบการเล่นให้เห็น แม้ว่าการเปลี่ยนมาใช้แผนกองหลัง 3 ตัวของเวนเกอร์จะช่วยให้ทีมทำผลงานได้ดีขึ้นใน 2 นัดก่อนหน้านี้ แถมยังช่วยปิดจุดอ่อนของทีม ทว่าสุดท้าย พวกเขาก็โดนลูกทีมของ เมาริซิโอ ปอเชตติโน่ หาจุดอ่อนจนเจอและเล่นงานตรงจุดนั้น อาร์เซนอลถูกสเปอร์สเปิดเกมโต้กลับหลายต่อหลายครั้ง แม้ว่าแผนนี้จะดูเหมาะสมกับเกมรุกทีมปืนใหญ่ ทว่าในทางกลับกัน มันก็เปิดช่องว่างให้คู่แข่งได้โต้กลับมากเกินไปอยู่ดี

จบครึ่งแรกแบบที่ทั้ง 2 ทีมยังทำอะไรไม่ได้ ทว่าในครึ่งหลัง เล่นไปได้ไม่กี่นาทีเท่านั้น ป้อมปราการปืนใหญ่ก็มาเสียประตูจนได้ เมื่อเป็น คริสเตียน เอริคเซ่น เพลย์เมคเกอร์ของทัพไก่เดือยทอง ที่ใช้ความสามารถเฉพาะตัวเลี้ยงแหวกเข้าไปหน้าปากประตู ก่อนยิงไปติดเซฟของ ปีเตอร์ เช็ก จนบอลกระเด็นมาเข้าทางของเดเล่ อัลลี สังหารเข้าไปแบบไม่เหลือ ส่งเจ้าบ้านขึ้นนำ 1-0

อีกเพียง 3 นาทีต่อมา เกมรับของอาร์เซนอลก็ดูจะยังมึนจากการเสียลูกแรกอยู่ โดยเป็น กาเบรียล เปาลิสต้า ที่เข้าบอลโฉ่งฉ่างสกัด เคน ล้มลงในกรอบเขตโทษ ไมเคิล โอลิเวอร์ เป่าให้จุดโทษสเปอร์ทันที และแน่นอนว่า จังหวะแบบนี้ โอกาสแบบนี้ หัวหอกชาวอังกฤษของสเปอร์สไม่มีทางพลาด เขาสังหารผ่านมือเช็กเข้าไป พาทีมออกนำ 2-0

สเปอร์ส มีทีเด็ดจากหมัดหนึ่งสอง

สำหรับประตูแรกนั้น มันไม่ได้มีรูปแบบการเข้าทำหรืออะไรที่เป็นพิเศษ ทว่าสำหรับประตูที่ 2 นั้น มันมีแน่นอน สเปอร์สทำแบบนี้เป็นประจำในฤดูกาลนี้ โดยหลังจากที่พวกเขาออกนำ พวกเขาจะมีวิธีการที่ทำประตูที่ 2 ได้อย่างรวดเร็ว พวกเขาเช่นนี้ได้บ่อยครั้งจนเห็นได้ชัดว่า ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นสิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญในการฝึกซ้อม โดยหลังจากที่เสียประตูแรก อาร์เซนอล ก็เริ่มออกอาการส่าย จากนั้นตามด้วยการเสียประตูที่ 2 ซึ่งประตูนี้ แทบจะฝังกลบทีมปืนใหญ่เลยก็ได้ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังมีจังหวะเกือบเสียประตูที่สามอีกหลายๆ ครั้ง แต่โชคยังดี ที่เช็ก นายทวารคนเก่งของอาร์เซนอลยังช่วยเซฟเอาไว้ได้หลายหน โดยเฉพาะจังหวะที่ แยน แฟร์ทองเก้น ได้ยิงจากแถวสอง รวมถึงจังหวะที่ วิคเตอร์ วานยาม่า แทงบอลทะลุแนวรับให้กับเคนด้วย

พร้อมจะประสบความสำเร็จแล้ว

ความจริงแล้ว ในอดีตที่ผ่านมา สเปอร์สเองก็เคยเล่นได้ฟอร์มแบบนี้มาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคของ แฮร์รี่ เร้ดแนปป์ กระนั้น ส่วนใหญ่พวกเขาก็มาแผ่วปลายและตกเป็นฝ่ายตามหลังทีมปืนใหญ่เสมอในช่วงก่อนจบฤดูกาล

อย่างไรก็ตาม ในเกมเมื่อคืนทีผ่านมานี้ ในช่วงท้ายเกมที่แม้ว่าสเปอร์สจะเป็นฝ่ายนำอยู่ 2-0 พวกเขาก็ยังกระหน่ำเดินทางเอาประตูจากอาร์เซนอลอย่างต่อเนื่อง แถมนักเตะทุกคนของพวกเขายังวิ่งไล่กันทุหยดชนิดที่ทีมปืนใหญ่ทำอะไรไม่ได้เลย  เรียกได้ว่า พวกเขาสามารถจัดการคู่อริตัวเองได้แบบอยู่หมัดเลยทีเดียว

แม้ว่าพวกเขาจะตกอยู่ภายใต้ร่มเงาของอริร่วมเมืองมาอย่างยาวนานตลอด 20 กว่าปีนี้ ทว่าในวันนี้ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ก็สามารถยกระดับตัวเองโค่นคู่อริของพวกเขาได้เรียบร้อยแล้ว เรียกได้ว่า บางทีอาจจะหมดยุคของทีมปืนใหญ่แล้วก็เป็นได้