เมืออัศวินสีส้มล้มไม่ยอมลุก : สิ่งใดกันแน่ที่ทำให้ ฮอลแลนด์ เข้าสู่ยุคมืด ?

ความล้มเหลวของชาวดัตช์ที่พลาดการเข้าไปเล่นในศึกยูโร 2016 รอบสุดท้ายทำให้หลายๆคนต้องเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่สำหรับเจ้าของตำรับโททัลฟุตอล ? และพวกเขาจะทำอะได้บ้าง ? 

ฮอลแลนด์ คือชาติที่คาดหวังว่าพวกเขาจะได้ฉลองแชมป์ยุโรปกันในเดือนมิถุนายน แต่พวกเขาล้มตั้งแต่ยังไม่ได้ก้าวเดินเลยด้วยซ้ำ ตึกรามบ้านช่อง , ผับ , ร้านค้า , ที่อยู่อาศัย และพื้นที่สาธารณะต่างๆในประเทศต้องเงียบกริบด้วยเหตุผลจากความล้มเหลวของ "ฟุตบอล"

นี่คือสิ่งที่พวกเขาต้องรับมัน ...

เนเธอร์แลนด์ ล้มเหลวในรอบคัดเลือกสำหรับการทัวร์นาเม้นที่คัดทีมหัวกะทิเขาไปแข่งขันกัน และตอนนี้พวกเขาต้องเผชิญกับการต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่สำหรับแย่งพื้นที่เข้าไปแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย แต่ในขณะเดียวกันนั้นฮอลแลนด์ได้อยู่ในกลุ่มเดียวกับ ฝรั่งเศส และ สวีเดน และนี่คืองานยากที่พวกเขาจะกลับมาท็อปฟอร์มแบบปัจจุบันทันด่วนเหมือนตอนที่มี โยฮัน ครัฟฟ์ , เดนิส เบิร์กแคมป์ และ โททัล ฟุตบอล

หากยังจำกันได้ ฮอลแลนด์ คือทีมที่เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2010 และคว้าอันดับที่ 3 ในฟุตโลก 2014 หลังจากทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในเวทีระดับโลกพวกเขาก็ลงเล่นในรอบคัดเลือกเพื่อโควต้าต่อไปที่ฝรั่งเศ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าพวกเขาเก็บได้เพียง 1 เเต้มเท่านั้นจาก 6 เกมที่เจอเพื่อนร่วมกลุ่มอย่าง ไอซ์แลนด์ , ตุรกี และ สาธารณรัฐเช็ค ก่อนจะตกรอบไปแบบน่าอับอายด้วยการคว้าอันดับที่ 4 ของกลุ่ม

Netherlands loses to Iceland  Euro2016

Sigurdsson helps Iceland win in the Netherlands

พวกเขาไม่รีบแก้ไขปัญหา

ในช่วง 2-3 ปีก่อนฮอลแลนด์อยู่ในยุคที่ยิ่งใหญ่ที่สุด นำโดย เวสลี่ย์ สไนจ์เดอร์ , อาร์เยน ร็อบเบน และ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ แต่ในตอนนี้กลับไม่มีนักเตะคนไหนในประเทศที่ขึ้นมาเปล่งรัศมีเทียบเทียมพวกเขาเหล่านี้ได้เลย

การเปลี่ยนแปลงเจเนเรชั่นส่งผลกระทบอย่างชัดเจน โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ท็อปฟอร์มอย่างยิ่งในสองปีที่ผ่านมาในฟุตบอลโลกที่บราซิล เขากระโดดตอร์ปิโดโหม่งประตูสุดคลาสสิคในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกในเกมที่ ฮอลแลนด์ ชนะ แชมป์เก่าอย่างสเปนไป 5-1 แต่เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมาเขาคือคนที่สกัดบอลเขาประตูตัวเองในเกมที่เจอกับ สาธารณรัฐเช็ค ในขณะที่ทีมต้องการชัยชนะ

จริงอยู่ที่ก่อนหน้านี้เหล่านักเตะรุ่นใหม่ของฮอลแลนด์บุกชนะทีมชาติอังกฤษได้ 2-1 ที่เวมบลี่ย์ที่เกิดขึ้น 4 วันภายหลังการเสียชีวิตของ โยฮัน ครัฟฟ์ แต่ทว่าชัยชนะในเกมนั้นไม่ได้ทำให้อาการของอัศวินสีส้มดีขึ้นเลย

แล้วเราจะสามารถคาดหวังอะไรกับทีมชาติฮอลแลนด์ในเร็วๆนีได้หรือเปล่า ? "ผมไม่คิดอย่างนั้น" เฮงค์ สปาน กูรูฟุตบอลที่วนเวียนอยู่ในวงการฟุตบอลฮอลแลน์ว่าไว้เช่นนั้น "อนาคตของเราช่างดูมืดมนเหลือเกิน"

ส่วนหนึ่งที่เป็นปัญหาคือการหานักฟุตบอลเจเนเรชั่นใหม่เข้ามาทดแทน ในช่วง 2-3 ปีก่อนฮอลแลนด์อยู่ในยุคที่ยิ่งใหญ่ที่สุด นำโดย เวสลี่ย์ สไนจ์เดอร์ , อาร์เยน ร็อบเบน และ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ แต่ในตอนนี้กลับไม่มีนักเตะคนไหนในประเทศที่ขึ้นมาเปล่งรัศมีเทียบเทียมพวกเขาเหล่านี้ได้เลย

Arjen Robben, Wesley Sneijder

จุดสูงสุดของนักฟุตบอลมักจะอยู่ในช่วงอายุยี่สิบปลายๆ ซึ่งฮอลแลนด์เองก็พบว่าตอนนี้พวกเขามีแต่ผู้เล่นที่แก่เกินไปผสมกับผู้เล่นที่เด็กเกินไป พวกเขาไม่มีผู้เล่นระดับสูงที่อายุ 25-31 ปี

นักเตะอย่าง ดาลี่ย์ บลินด์ เล่นดีก็จริงแต่ขาดความต่อเนื่อง จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม ก็เพิ่งจะขึ้นสู่ระดับที่สูงกว่าเดิมเมื่อไม่นานมานี้ ขณะที่ เมมฟิส เดปาย ก็ยังน่าผิดหวังและยังต้องพัฒนามากกว่าที่เป็นอยู่

 

นักเตะหนุ่มตัวความหวัง

ทั้งในสโมสรในประเทศหรือทีมชาติชุดเยาวชนของพวกเขาก็กำลังแสดงให้เห็นว่า ฮอลแลนด์ กำลังมีเหล่าผลผลิตเยาวชนที่ยอดเยี่ยมที่รอการพัฒนาอยู่หลายรายเลยทีเดียว

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ดาวรุ่งชาวดัตช์ได้รับความน่าสนใจเป็นอย่างมาก ทิโมธี่ โฟซู เมนซาห์ อดีตเด็กเยาวชนของอาแจ็กซ์กำลังทำผลงานได้ดีกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยวัยแค่ 18 ปี นอกจากนี้ยังมีดาวรุ่งมากมายจากทีมอย่าง พีเอสวี , อาแจ็กซ์ และ อาแซด อัลค์มาร์ เช่น ดอนนี่ ฟาน เดอ บีค และ อับเดลฮาก นูริ จากอาแจ็กซ์ หรือจะเป็น สตีเฟน เบิร์กไวจน์ และ เคนเน็ธ ปาล จากพีเอสวี นอกจากนี้ยังมีกองหน้าที่อายุไม่เกิน 21 อย่าง อันวาร์ เอล กาห์ซี่ และจอมเเกร่งอย่าง วินเซนต์ ยานส์เซ่น ของสเปอร์ส

นอกจากนี้สโมสรในประเทศหรือทีมชาติชุดเยาวชนของพวกเขาก็กำลังแสดงให้เห็นว่า ฮอลแลนด์ กำลังมีเหล่าผลผลิตเยาวชนที่ยอดเยี่ยมที่รอการพัฒนาอยู่หลายรายเลยทีเดียว

Vincent Janssen

ปัญหาคือตอนนี้ฮลแลนด์มักจะล้มเหลวสำหรับการยกระดับนักเตะเหล่านี้ขึ้นมา ก่อนหน้านี้ เอลเยโร่ เอเลีย , อิบราฮิม อัลเฟลลาย และ อิสมาอิล อิสซาติ หรืออื่นๆอีกมากมายที่ได้รับยกย่องเรื่องพรสวรรค์และความสามารถแต่กลับล้มเหลวต่อการก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์ ได้ เดปาย เองในตอนนี้ก็ไม่สามารถสร้างความประทับใจได้ที่เเมนเชสเตอร์ เขาเคยลบภาพทั้งหมดออกจากอินสตาเเกรมของเขา นั่นก็ส่อถึงอันตรายสำหรับอนาคตหลังจากนี้ของเขา

ในกรณีอื่นๆ สำหรับช่วง 4-5 ปีก่อนหน้านี้เรารู้ว่าพวกไม่มีนักเตะที่พิสูจน์ตัวเองได้ และพวกเขาก็รอคอยสิ่งนี้มาเป็นเวลายาวนาน

มันเป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการว่าฮอลแลนด์จะกลับมาไร้เทียมทานเเละสร้างความสุขให้แก่แฟนบอลอีกครั้งเหมือนที่พวกเขาเคยทำในปี 1988 เมื่อพวกเขาคือหนึ่งในชาติที่อุดมไปด้วยนักเตะระดับเวิร์ลคลาส และมีนักเตะดัตช์ถึง 4 คนที่เข้าชิงรางวัลบัลลงดอร์ในปี 1988  นั่นคือ มาร์โก ฟาน บาสเท่น , รุด กุลลิต , แฟร้งค์ ไรจ์การ์ด และ โรนัลด์ คูมัน

สปาน เพิ่มเติมถึงเรื่องดังกล่าวว่า "เราไม่มีนักเตะแบบนั้นอีกเลย ผมเชื่อว่าฝึกอบรมเยาวชนตั้งแต่อายุ 10-18 เป็นเรื่องที่ดีสำหรับฮอลแลนด์ ทีมอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ อาร์ซน่อล จับตาดูนักเตะเยาวชนชาวดัตช์อย่างใกล้ชิด แต่มีบางสิ่งผิดพลาดในช่วงอายุระหว่าง 18-21 ปี โค้ชของเราไม่มีความสามารถพอที่จะยกระดับเหล่าผู้เล่นดาวรุ่งให้กลายเป็นนักเตะซีเนียร์ที่ดีได้อย่างเต็มที่"

Ruud Gullit, Marco van Basten, Frank Rijkaard

นักเปลี่ยนแปลงผู้ยิ่งใหญ่

ในทศวรรษที่ 1960-1970 ฮอลแลนด์ที่นำโดยยอดโค้ชอย่าง ไรนุส มิเชลส์ และอัจฉริยะบนผืนหญ้าอย่าง ครัฟฟ์ คือต้นกำเนิดฟุตบอลสมัยใหม่

ส่วนหนึ่งของปัญหานี้ สปาน แนะนำว่ามันเกิดขึ้นเพราะเหล่านักเตะดาวรุ่งเดินทางไปค้าแข่งในต่างประเทศไวเกินไป นักเตะส่วนใหญ่ออกนอกประเทศตั้งแต่อายุราวๆ 20 ปี ก่อนหน้านี้นักเตะผู้ยิ่งใหญ่อย่าง ฟาน บาสเท่น , เบิร์กแคมป์ และ กุลลิต ย้ายไปอยู่อิตาลีด้วยช่วงอายุประมาณยี่สิบกลางๆ ขณะที่ ฟาน นิสเตอรอย ก็ต้องรอจนอายุ 25 ก่อนจะย้ายไปค้าแข้งที่อังกฤษทั้งหมดนี้ได้รับประโยชน์อย่างมากจากการลงสนามอย่างต่อเนื่องในบ้านเกิดพวกเขาเป็นผู้เล่นที่มีประสบการณ์เยอะจนเป็นระดับหัวกะทิก่อนที่ลาลีกฮอลแลนด์ไปค้าแข้งที่ประเทศอื่น

ในขณะที่ ดาวเตะชาวดัตช์ทั้งหลายติดอยู่กับกับดักของการอยากเปลี่ยนแปลงและยกระดับที่เร็วเกินไป พวกเขาต้องเผชิญปัญหาเหมือนกับชาติในสหราชอาณาจักรเจอในช่วงปลายยุค '90 ตอนนั้นพวกเขาเป็นต้นตำรับที่บุกเบิกเรื่องอุตสาหกรรมและนั่นทำให้พวกเขาปกครองหลายๆประเทศทั่วโลก แต่ในที่สุดแล้วประเทศอื่นๆก็ลอกเลียนแบบและปรับปรุงสิ่งที่อังกฤษมีจนแซงหน้าได้ในที่สุด

ในทศวรรษที่ 1960-1970 ฮอลแลนด์ที่นำโดยยอดโค้ชอย่าง ไรนุส มิเชลส์ และอัจฉริยะบนผืนหญ้าอย่าง ครัฟฟ์ คือต้นกำเนิดฟุตบอลสมัยใหม่ พวกเขาเล่นเพรสซิ่งสูง ใช้ความคิดสร้างสรรค์ให้มากที่สุด และอุดมไปด้วยเทคนิค ทั้งหมดนี้แสดงให้โลกเป็นถึงวิธีการเล่นที่ยอดเยี่ยม แต่ตอนนี้ทั้งโลกรู้แจ้งแล้วและนั่นทำให้ความได้เปรียบดังกล่าวหายไป

อาแจ็กซ์ คว้าถ้วย ยูโรเปี้ยน คัพ ถึง 3 ปีติดต่อกันตั้งแต่ปี1971 ถึงปี 1973 และ ขุนพลทีมชาติฮอลแลนด์ คือทีมที่ดีที่สุดในช่วงฟุตบอลโลกปี 1974 และ 1978 ซึ่งทั้งสองครั้งที่กล่าวมาเป็นการแพ้ต่อเจ้าภาพในรอบชิงชนะเลิศทั้งสิ้น (เยอรมันตะวันตก และ อาร์เจนติน่า ตามลำดับ)

ทีมชาติล้มเหลวในการคว้าแชมป์และประสบความสำเร็จก็จริง แต่นั่นเป็นการปูทางเพื่อสร้างอนาคต ซึ่งหลังจากนั้น 3 ทศวรรษต่อมาประเทศเล็กๆอย่างฮอลแลนด์กลายเป็นแหล่งผลิตนักเตะระดับโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ อาแจ็กซ์ ขณะที่ทีมชาติฮอลแลดน์เองก็คว้าแชมป์ยุโรปในปี 1988 และเหล่านักเตะดัตช์คือกลไกผลักดันทีมอย่าง มิลาน และ บาร์เซโลน่า ประสบความสำเร็จในระดับสโมสรไม่ว่าจะเป็น เบิร์กแคมป์ , คลาเรนซ์ เซดอร์ฟ , เอ็ดก้าร์ ดาวิดส์ , สองพี่น้อง เดอ บัวร์ และหลังจากนั้นก็ก้าวสู่ยุคใหม่ที่มีหัวหอกเป็น ร็อบเบน , สไนจ์เดอร์ และ ฟาน เพอร์ซี่

ความล้มเหลวของโค้ช

หลุยส์ ฟาน กัล ถูกไล่ออกที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังจากได้ทำงานแค่ 2 ปี ขฯะที่ กุส ฮิดดิ้งก์ ก็ยังล่องลอยต่อไปหลังหมดสัญญากับเชลซี

ความโศกเศร้ากำลังปกคลุมไปในทั่วทุกส่วนของวงการฟุตบอลดัตช์เมื่อองค์ความรู้ของพวกเขาโดนโค้ชคู่แข่งต่างชาติและประเทศอื่นๆนำวิธีการของพวกเขาไปใช้ วันนี้หลายๆคนและหลายๆสโมสรประสบความสำเร็จได้เพราะใช้ต้นแบบการเล่นจาก ฮอลแลนด์

การเสียชีวิตของครัฟฟ์ด้วยวัย 68 ในเดือน มีนาคม ที่ผ่านมาทำให้ปีดังกล่าวคือปีที่เป็นดังคลื่นของความคิดถึงปะปนกับความอาลัยของคนทั้งประเทศ โค้ชชาวดัตช์ส่วนใหญ่ในตอนนี้ก็หาผลงานที่จับต้องไม่ได้ หลุยส์ ฟาน กัล ถูกไล่ออกที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังจากได้ทำงานแค่ 2 ปี ขฯะที่ กุส ฮิดดิ้งก์ ก็ยังล่องลอยต่อไปหลังหมดสัญญากับเชลซี

Louis van Gaal, Guus Hiddink

นอกเหนือจาก โรนัลด์ คูมัน ไม่มีเหล่ายอดนักเตะจากยุค '80 และ '90 คนไหนเลยที่ก้าวขึ้นมาเป็นกุนซือที่ประสบความสำเร็จ มาร์โก ฟาน บาสเท่น เคยนั่งแท่นกุนซือทีมชาติในช่วงปี 2004 และ 2008 หลังจากนั้นเขาก็ต้องลาออกกุนซือของ อาเเซด อัลค์มาร์ ในปีที่ต่อมา ขณะที่ แฟร้งค์ ไรจ์การ์ด ชายผู้พาทีมเขารอบ 4 ทีมสุดท้ายในยูโร 2000 และพา บาร์เซโลน่า คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกในปี 2006 อย่างยิ่งใหญ่ ก็ได้หันหลังให้กับงานการคุมทีมไปแล้ว

ยังพอมีเหล่ายอดนักเตะจากยุค 1990 เป็นต้นมาอย่าง แฟรงค์ เดอ บัวร์ และ ฟิลิป โคคู ทีกำลังทำผลงานได้ เดอ บัวร์ ทำทีมอาแจ็กซ์ได้อย่างยอดเยี่ยมจนถูก อินเตอร์ มิลาน ดึงตัวไป ขณะที่ผลงานของ โคคู กับ พีเอสวี ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน แต่ทั้งคู่ยังไม่ผ่านการทดสอบของการคุมทีมในต่างประเทศ ส่วน เบิร์กแคมป์ นั้นก็ไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าจะต้องคุมทีมใหญ่และ แดนนี่ บลินด์ ก็กำลุงคุมทีมชุดนี้อยู่

ขณะที่ "โรงเรียนฟุตบอลฮอลแลนด์" ที่เคยขึ้นชื่อกำลังถูกมองว่าล้าสมัย สัญญาณกำลังส่งให้เห็นว่าเหล่าโค้ชชาวดัตช์ต้องยกระดับจากการเป็นมือสมัครเล่นให้ได้ และกำหนดสไตล์การเล่นที่สอดคล้องกับต้นฉบับบอลดัตช์ เพราะโลกนี้มันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

IL PRIMO ALLENAMENTO DI FRANK DE BOER

Dutch football needs De Boer to be a success at Inter

วิธีการเล่นที่ล้าสมัย?

หลักสำคัญของฟุตบอลดัตช์ตั้งแต่ยุค 1970 คือการประสบความสำเร็จด้วยระบบ 4-3-3 ที่ใช้ผู้เล่นตำแหน่งปีกระดับท็อป ครัฟฟ์ คือต้นกำเนิดสิ่งนี้และมันยังคงอยู่จนถึงวันที่เขาจากโลกใบนี้ อย่างไรก็ตามสิ่งที่เคยเป็นจุดเด่นและจุดเเข็งในอดีตเหลือเพียงชื่อเสียงเสียแล้ว

การใช้ปีกที่มีความเร็วและยืนสูงมีสิ่งที่เราเห็นได้น้อยลงเรื่อยๆ ในอดีตที่ผ่านปีกเหล่านี้จะยืนพื้นที่สูงเพื่อกดคู่แข่งไม่ให้สามารถทำเกมรุกได้ แต่สำหรับฟุตบอลสมัยใหม่นั้นฟูลแบ็คกลายเป็นตำแหน่งสำคัญที่ต้องใช้ความฟิตยิ่งกว่าฟุตบอลยุคเก่ามากๆ ขณะที่ตำรับบอลดัตช์หน้าที่ของปีกมีแค่ "พาบอลไปข้างหน้า" เท่านั้นส่วนในแดนกลางนั้นพวกเขาให้ความสำคัญน้อยลงไปตามลำดับ การครองบอลทีเป็นหัวใจสำคัญ และการใช้ปีกคอยบันดาลความแตกต่าง ให้กับเกม คล้ายๆกับที่ บาเยิร์น มิวนิค และ บาร์เซโลน่า แสดงให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้จะทรงประสิทธิภาพมากหากอยู่ในมือนักเตะชั้นเยี่ยม

เครื่องหมายการค้าของ ฮอลแลนด์ ก็คือการครองบอลเช่นกัน และจากอดีตที่ผ่านมามันควรจะเป็นต่อไปหรือไม่ ? อีกส่วนหนึ่งคือเกมรับของ ฮอลแลนด์ ก็มักจะได้รับการยกย่องว่าทำได้ดีมาเป็นเวลายาวนานเช่นเดียวกับต้นตำรับเกมรับอย่าง คาเตนัชโช่ ของ อิตาลี หรือการคุมทีมของ โจเซ่ มูรินโญ่ นั่นอาจทำให้พวกเขาโดนค่อนขอดเรื่องศักดิร์พอสมควร แต่อีกด้านหนึ่งเช่น เลสเตอร์ ซิตี้ และ แอตเลติโก มาดริด หรือบอลสไตล์โต้กลับที่ หลุยส์ ฟาน กัล และ เบิร์ต ฟาน มาร์ไวลค์ ทำไว้ในฟุตบอลโลก 2 ครั้งล่าสุด มันแสดงให้เห็นว่ามันเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับการเล่นแบบตีหัวเข้าบ้าน

เกมการส่งบอลของฮอลแลนด์กำลังเสื่อมถอยและลดประสิทธิภาพลงไป พวกเขาเป็นยอดทีมในยุค '70 และ '80 ด้วยสไตล์การเล่นที่มักจะเก็บบอลไว้กับตัว แต่หลังจากนั้นพวกเขาพบแนวทางใหม่นั่นคือการ "ให้บอลเคลื่อนที่" ซึ่งเป็นแทคติกที่ หลุยส์ ฟาน กัล พาอาแจ็กซ์คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในปี 1995 และนี่เป็นดั่งต้นแบบการปรับปรุงวิธีการเล่นโดยใช้เปอร์เซ็นการครองบอลเป็นเครื่องมือในการเอาชนะคู่แข่ง

ทั้งในระดับทีมชาติและในดัตช์ลีกดูเหมือนว่าการเน้นเรื่องการครองบอลกำลังฆ่าตัวมันเอง นักเตะเปลี่ยนสไตล์จากการผ่านบอลสั้นๆในเเดนหน้า ถูกแทนที่ด้วยการเข้าทำที่เร็วขึ้น การพุ่งล้ม และเล่นเกมบุกด้วยความเกรี้ยวกราดให้มากที่สุด  ครัฟฟ์ มักจะบอกเสมอว่าให้เล่นช้าเข้าไว้และรอจังหวะเพื่อลดความเสี่ยงและจุดนี้ของเขาถูกพัฒนากลายไปเป็น ติกี้-ตาก้า หรือ การเปลี่ยนยุคสมัยของเยอรมันโดยมีต้นแบบจากฟุตบอลดัตช์ที่ทำให้ทั้งสองประเทศนี้คว้าแชมป์มาเเล้วทั้งในฟุตบอลโลกและฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป

ต้นกำเนิดของเทคนิค

ปัจจุบันกลายเป็น สเปน , เบลเยี่ยม , เยอรมัน , และ ฝรั่งเศส ซึ่งประเทศเหล่านี้เป็นต้นแบบการผลิตนักเตะที่เป็นเลิศแบบรอบด้าน

ปัญหาที่แก้ยากที่สุดนั้นคือตอนนี้ฟุตบอลดัตช์ได้หยุดผลิตเหล่านักเตะที่เป็นอัจฉริยะในวงการฟุตบอลไป ตอนนี้กลายเป็น สเปน , เบลเยี่ยม , เยอรมัน , และ ฝรั่งเศส ซึ่งประเทศเหล่านี้เป็นต้นแบบการผลิตนักเตะที่รอบด้านไม่ว่าจะเป็น การเคลื่อนที่ , การเล่นที่สร้างสรรค์ และ เทคนิค ซึ่งก่อนหน้านี้ ฮอลแลนด์คือต้นตำรับการผลิตนักเตะเช่นนี้

สำหรับหลายสิบปีที่ผ่านมา ฮอลแลนด์ คือทีมที่มีศักยภาพกดขี่เพื่อนบ้านอย่าง เบลเยี่ยม ทางด้านฟุตบอลมาโดยตลอด ตอนนี้มันได้สลับบทบาทกันเสียเเล้ว วงการฟุตบอลดัตช์กำลังเกิดหลายๆความรู้สึกพร้อมๆกันไม่ว่าจะเป็นความกลัว , ความอิจฉา ที่พวกเขาไม่มีนักเตะอย่าง เอเเด็ง อาซาร์ และ เควิน เดอ บรอยน์

Kevin De Bruyne

เทคนิคนั้นเป็นเรื่องสำคัญมาโดยตลอด โยฮัน ครัฟฟ์ พยายามปฎิวัติให้กับ อาแจ็กซ์ ตั้งแต่ปี 2011 เขาคือผู้นำศูนย์ฝึกเยาชนที่ตอนนี้คือตำแหน่งของ เดนิส เบิร์กแคมป์ ซึ่ง "ไอซ์เบิร์ก" ก็ระบุถึงปัญหาที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่เขากลับมาร่วมงานกับทีมเก่าของเขาในปี 2008 ว่า "หลายๆสิ่งกำลังอยู่ในช่วงขาลง แต่กลับไม่มีใครสนใจมันเลย หรือบางทีพวกเขาอาจจะแกล้งทำเป็นไม่เห็นกันแน่ นักเตะเยาวชนของอาแจ็กซ์ในตอนนี้จัดว่ามีเทคนิคพอใช้ได้ แต่พวกเขาไม่ได้มีความพิเศษด้านอื่นๆเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านทัศนิคิ ความคิดสร้างสรรค์ หรือความดุดัน"

ครัฟฟ์ ต่อสู้เพื่อการครองความเป็นผู้นำในช่วงเวลาที่วงการฟุตบอลในประเทศกำลังเกิดความขัดเเย้ง เขาพร้อมหักกับเหล่าขั้วอำนาจเก่าๆแบบเต็มรูปแบบ กลุ่มบอร์ดบริหารเก่ามองว่าเขานั้นไม่มีวุฒิภาวะมากพอที่จะเข้ามารับตำแหน่งนี้ และบีบให้แยกทางในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตามก็ยังคงมีความขัดแย้งอยู่ดีระหว่างฝั่งทีมงานของครัฟฟ์และอีกฝ่ายที่สนับสนุน ฟาน กัล

ในที่สุด ครัฟฟ์ ก็เป็นฝ่ายชนะจนได้ เพราะเขาคือ โยฮัน ครัฟฟ์ และหลังจากนั้นหลายๆสโมสรก็มีการปลดโค้ชเยาวนชนเพื่อตอบรับการจัดการแบบใหม่ โดยเน้นด้าน "เทคนิค" เป็นหัวใจหลักในระบบนี้ และนั่นทำให้ อาแจ็กซ์ กลับมาเป็นแหล่งเพาะพันธ์เหล่าวดาวรุ่งที่มีความสามารถพิเศษอีกครั้ง

แต่การเป็นนักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่หรือการเป็นยอดโค้ชนั้นไม่ได้หมายความคุณจะมีทักษะที่จะสามารถคลับเคลื่อนสโมสรฟุตบอลในยุคสมัยใหม่ได้ ดังนั้นมันจึงคล้ายกับการปฎิวัติของรัสเซียและฝรั่งเศสที่ออกจากระบบมาปกครองตัวเอง

ความตรึงเตรียดยังคงมาคุอย่างต่อเนื่องจนถึงช่วงต้นปีที่ผ่านมาภายใต้เหตุการณ์การต่อสัญญาของ ดาลี่ย์ ซิงกราเวน มิดฟิลด์ของ ฮีเรนวีน หนึ่งในขั้วอำนาจของทีมงาน ครัฟฟ์ และ วิม ยองค์ หัวหน้าทีมชุดอคาเดมี่ ขณะที่อีกฝั่งคิดว่านักเตะควรได้รับพัฒนาการโดยสโมสรของเขาเอง ส่วนฝั่งของ เดนิส เบิร์กแคมป์ , มาร์ค โอเวอร์มาร์ส และกุนซืออย่าง แฟร้งค์ เดอ บัวร์ ยืนยันว่าจะพัฒนาได้มากกว่านี้หากได้รับการส่งเสริมจากทีมอื่นๆ

Johan Cruyff

การคือสู้แย่งชิงอำนาจในฟุตบอลดัตช์ลุกลามมาถึงช่วยท้ายปีที่ผ่านมา เมื่อ ยองค์ โดนไล่ออกจากตำแหน่งและ ครัฟฟ์ เองก็ต้องถอยห่างจากเรื่องนี้เพราะป่วยหนัก นั่นนำมาซุ่งความวุ่นวายที่ไม่ได้เตรียมตัวของ อาแจ็กซ์ และท้ายที่สุดพวกเขาก็ยุติการต่อสู้กับคู่แข่งของพวกเขาลง ขอบขอบคุณสำหรับประวัติศาสตร์ที่แสนล้ำค่า แม้ว่าอาแจ็กซ์จะยังเป็นหนึ่งในสโมสรที่อุดมไปด้วเด็กหนุ่มที่มีพรสวรรค์มากมาย แต่บัดดี้ อาแซด , เฟเยนูร์ด หรือแม้กระทั่ง พีเอสวี กำลังมีโครงสร้างที่เเข็งแกร่งกว่าพวกเขาเเล้ว  

อะไจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ ?

มันเป็นเรื่องที่น่าดึงดูดเหลือเกินสำหรับการจับตาดูผลกระทบจากวิกฤติในวงการฟุตบอลดัตช์และการเปลี่ยนแปลงของประเทศนี้

จากนี้เหรอ ? ด้วยการเจอกับ ฝรั่งเศส และ สวีเดน ที่เป็นคู่แข่งกุลสำหรับฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก ไม่มีใครในฮอลแลนด์ตอนนี้ที่จะคิดในแง่บวกว่าฮอลแลนด์จะกลัยมาเป็นยอดทีมได้ในระยะสั้นหรือว่าในเร็วๆนี้ ถึงแม้ว่าจะได้ เควิน สตรูทมัน กองกลางจากโรม่าที่บาดเจ็บอย่างยาวนานกลับมาพร้อมช่วยทีมอัศวินสีส้มอีกครั้ง

ในระยะยาวไม่มีใครรู้ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้นต่อไปสำหรับฮอลแลดน์ มันเป็นเรื่องที่น่าดึงดูดเหลือเกินสำหรับการจับตาดูผลกระทบจากวิกฤติในวงการฟุตบอลดัตช์และการเปลี่ยนแปลงของประเทศนี้

ต้นกำเนิดของ โททัล ฟุตบอล เกิดขึ้นในปี 1960 ความมหัศจรรย์อุบัติขึ้นจากนักเตะท้องถิ่น พลังงานในการเล่น และ ความคิดสร้างสรรค์ สิ่งเหล่านี้บังเกิดให้ครั้งหนึ่ง อัมสเตอร์ดัม กลายเป็นเมืองที่เจ๋งที่สุดในยุโรป จนถึงขั้นในปี 1970 จู๊ป เดน อูยล์ นายกรัฐมันตรีเชื่อว่าชาวดัตช์จะสอนให้โลกรู้จักถึงวิธีการเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจ รวมถึงเป็นการก้าวขึ้นมาเป็นประเทศแนวหน้าของโลก

วันนี้ทุกสิ่งเปลี่ยนไปมาก การเมืองของเนเธอร์แลนด์แบ่งขั้วอย่างชัดเจน กีร์ท ไวล์เดอร์ส ผู้ลงสมัครตำแหน่งประธานาธิบดีด้วยนโยบายต้อต้านมุสลิมด้วยทรงผมสุดแปลก จนเขาได้ฉายาว่า โดนัลด์ ทรัมพ์ แห่งดัตช์

ในขณะที่ ดัตช์ เอฟเอ ก็กำลังพบกับวิกฤติภายใต้ความหวังที่เดินตามรอย เยอรมัน และ ฝรั่งเศส หลังจากที่สองประเทศเหล่านี้พบกับความผิดหวังมาในอดีต (ฝรั่งเศส 1990 , เยอรมัน 2000)

เฮงค์ เทรน คาท อดีตกุนซือของ อาแจ็กซ์ และ เชลซี กำลังทุ่มเทอย่างเต็มที่สำหรับการค้นหาวิธีการดีๆจากประเทศอื่นๆไม่ว่าจะ เยอรมัน หรือ ฝรั่งเศส และสมาคมฟุตบอลเองก็หวังอย่างยิ่งว่าการค้นพบของ เทน คาท จะถูกเปิดตัวในปลายปีนี้ และนั่นจะเป็นความทะเยอทะยานครั้งใหม่ภายใต้ชื่อ "ดัตช์ สคูล EP 2"

สำหรับหลายทศวรรษที่ผ่านมา ฮอลแลนต์ ได้สอนให้โลกได้รู้จักว่าฟุตบอลเล่นกันอย่างไร แต่ทว่าตอนนี้ถึงเวลาเเล้วที่พวกเขาจะต้องกลับมาเรียนรู้จากคนอื่นบ้าง

 

More features every day on FFT.com