เมื่อซูซูกิ คัพ อาจจะมาเร็วไปหน่อยสำหรับมาเลเซียและสิงคโปร์

แน่นอนว่าชาวสิงคโปร์และมาเลเซียคงดีใจกันเป็นอย่างมากเมื่อเห็นทีมชาติตัวเองพัฒนาขึ้นในรอบหลายๆ เดือนที่ผ่านมา ทว่าสำหรับ จอห์น เดอร์เดน คอลัมนิสต์ผู้เชี่ยวชาญวงการฟุตบอลอาเซียน กลับมองว่ามันอาจจะสายไปหน่อยสำหรับศึกซูซูกิ คัพที่จะถึงนี้ 

อ่อง คิม สวี นายใหญ่ของมาเลเซียคงจะรู้สึกทั้งดีและไม่ดีในช่วง 5 นาทีก่อนที่ลูกทีมของเขาจะลงสนามพบกับเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์เมื่อวันก่อน

กุนซือรายนี้คงจะเห็น ตุนกู อิสมาอิล สุลต่าน อิบราฮิม ประธานสโมสรยะโฮร์ ดารุล ต๊ะซิม ยืนจับมือกับ 4 นักเตะของตัวเองที่จะไม่มีโอกาสได้มาช่วยทีมชาติในกี่เดือนหน้า

คำถามก็คือ หากทัพเสือเหลืองทำได้ดีในยามที่ไม่มีแข้งจากยะโฮร์ นายใหญ่ของสโมสรแชมป์แห่งนี้จะเข้าใจหรือไม่ว่าสต๊าฟฟ์โค้ชของทีมชาตินั้นรู้ตัวดีว่ากำลังทำอะไรอยู่และยอมยุติปัญหาที่เกิดขึ้น หรือกลับกัน ถ้าหากมาเลเซียกลับเล่นได้ต่ำกว่ามาตรฐาน เขาจะรู้สึกเสียใจและยอมยื่นมือเข้ามาช่วยหรือไม่

ไม่ว่าผลจะออกมาแบบไหน มันก็ไม่สำคัญ เพราะอย่างในเกมที่พวกเขาเจอกับสิงคโปร์ มาเลเซียทำได้ไม่ดีนักในครึ่งแรกหลังจากที่โดนสิงคโปร์เล่นงานทางริมเส้น ทว่าในครึ่งหลังก็เป็นทางด้านทัพเสือเหลืองบ้างที่ทำได้ดีกว่าหลังจากที่สิงโปร์ดูเหมือนจะหมดมุกไปดื้อๆ

ฟาริตซ์ ฮามีด แสดงให้เห็นว่าเขาสามารถเป็นแบ็คขวาตัวหลักให้กับทัพสิงคโปร์ได้

ต้องยอมรับว่าจริงๆ แล้วเกมดังกล่าวก็นับเป็นเกมที่ดีเกมหนึ่งแม้ว่าจะไม่มีประตูเกิดขึ้นก็ตาม (จากการยิงทิ้งยิงขว้าง, ผู้รักษาประตูเซฟ และชนเสาและคาน) ฝ่ายเจ้าบ้านแสดงให้เห็นถึงความกระตือรือร้นและความกระหายในชัยชนะอย่างแท้จริง โดยแม้ว่าจำนวนแฟนบอลเจ้าบ้านที่มาดูในสนามอาจจะน้อยไปเสียหน่อย แต่เสียงเชียร์ของพวกเขาก็ไม่น้อยตามจำนวนแต่อย่างใด

จริงๆ แล้วเกมนี้มันไม่ปกติเหมือนการแข่งขันนัดอื่นๆ เพราะหากดูดีๆ เราจะได้เห็นประเด็นสำคัญ 2 ข้อจากเกมนี้

อย่างแรกก็คือ มันเป็นศึกดาร์บี้แบบฉบับคลาสสิคที่ดีแมตช์หนึ่ง โดยเฉพาะสำหรับทีมเพื่อนบ้าน 2 ทีมที่ห่ำหั่นกันมาอย่างยาวนาน แม้ว่ามันจะไม่มีประตูเกิดขึ้น แต่ก็ถือว่าเป็นแมตช์ที่สนุกแมตช์หนึ่ง

ต้องขอชมกองหลังของทีมชาติมาเลเซียที่พวกเขาเล่นกันอย่างเต็มที่ ขณะที่ ไครุล อัซฮาน คาลิด นายทวารของพวกเขาก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้ยอดเยี่ยมจริงๆ ทำให้แม้ว่าโดยรวมจะถูกกดดันเป็นส่วนใหญ่ แต่เกมรับโฉมใหม่ของ อ่อง คิม สวี นั้นทำได้น่าพอใจทีเดียวเนื่องจากพวกเขาเล่นกันอย่างมีระเบียบวินัยและมีสมาธิสูงมากๆ

ชะห์รอม อับดุล คาลัม, ริซาล กาซาลี และ ชะห์รุล ซาอัด 3 ตัวรับของทีมดูจะเล่นได้เข้าขากันได้อย่างไร้ที่ติ

นอกจากเกมรับที่ดีขึ้น อ่อง คิม สวียังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องปรับแก้

การที่ทัพเสือเหลืองโดนสิงคโปร์บุกหนักคงจะทำให้พวกเขานึกถึงเกมที่แพ้อินโดนีเซียแบบขาดลอยเมื่อช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมาหลังจากที่พวกเขาถูกอินโดนีเซียออกนำไป 3-0 ตั้งแต่ 20 นาทีแรก ทำให้ในเกมนี้ พวกเขาจะต้องทุ่มเทสุดกำลังและทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นอีกเป็นครั้งที่ 2 เพื่อที่อย่างน้อยจะได้ลดกระแสแฟนๆ ไม่พอใจทีมชาติเนื่องจากฟอร์มเข้าขั้นย่ำแย่ไปได้บ้าง

ด้านสิงค์โปร์จริงๆ แล้วก็มีโอกาสเกือบจะทำประตูได้หลายครั้ง แต่ถึงแม้ว่าในที่สุด พวกเขาจะส่งบอลผ่านเส้นประตูไม่ได้ แต่การเคลื่อนที่ และไอเดียในการเข้าทำของพวกเขาก็ถือว่าใช้ได้ทีเดียว

ฟาริตซ์ ฮามีด แบ็คขวาของสิงค์โปร์เป็น 1 ในผู้เล่นที่โชว์ผลงานได้โดดเด่นมากๆ โดยเขาสามารถสร้างความอันตรายให้กับเกมฝั่งขวาของสิงคโปร์ได้อย่าต่อเนื่อง ทว่า ฮาริสส์ ฮารูน นายใหญ่ในแผงหลังของทีมลอดช่องก็ให้สัมภาษณ์ในเวลาต่อมาว่า ไม่ว่าจะเล่นดีแค่ไหน แต่ถ้าหากเพื่อนร่วมทีมของเขาจบสกอร์ไม่ได้ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร

ถัดมาในช่วงท้ายเกม กลับกลายเป็นฝั่งสิงคโปร์ที่ต้องแบกรับความกดดันแทนเนื่องจากพวกเขาไม่สามารถทำประตูได้เลยทั้งๆ ที่มีโอกาสมากมาย

อีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญมากๆ คือสิ่งที่แมตช์นี้บอกกับเราอีกอย่าง ก็คือผลกระทบต่อศึกซูซูกิ คัพที่กำลังจะเริ่มฟาดแข้งกันในเดือนหน้า เพราะหากกุนซือของชาติตัวเต็งอย่าง ทีมชาติไทย, ฟิลิปปินส์, เมียนมาร์ และเวียดนามได้ดูเทปการแข่งขันนัดนี้ คำถามก็คือพวกเขาจะรู้สึกว่าสิงคโปร์และมาเลเซียจะเป็นก้างชิ้นโตและลุกขึ้นมาติวเข้มลูกทีมให้หนักขึ้นหรือไม่?

แม้จะครองเกมได้ แต่สุดท้ายก็ไม่มีประตูเกิดขึ้น

คำตอบก็คงจะเป็น “ไม่” เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้ว ต้องบอกเลยว่าทั้ง 2 ทีมนี้ยังไม่มีทีเด็ดอะไรที่จะทำให้ทีมหัวแถวของภูมิภาคเหล้านั้นเกรงกลัวได้ โดยแม้ว่ามาเลเซียจะแสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขามีเกมรับที่เป็นระเบียบและเหนียวแน่น ส่วนสิงคโปร์นั้นมีเกมรุกที่รวดเร็วและร้อนแรง แต่สุดท้ายแล้วทั้งคู่ก็ยังขาดความคิดสร้างสรรค์ในการเข้าทำอยู่ดี โดยเฉพาะฝ่ายหลังที่ดูจะไร้ซึ่งวิญญาณเพชฌฆาต

ความจริงแล้ว หากเรามองอีกมุมหนึ่ง แมตช์นี้อาจจะไม่ใช่เรื่องของคู่อริ หรือเรื่องของซูซูกิ คัพ แต่มันคืออนาคตยุคใหม่ของทั้ง 2 ทีม

แม้ว่าพวกเขาจะแสดงให้เห็นถึงสัญญาณของพัฒนาการที่ดีก็ตาม แต่สำหรับทัวร์หน้าเมนต์แห่งอาเซียนนี้ มันอาจจะมาเร็วไปสักหน่อยสำหรับ 2 ทีมนี้ ซึ่งหากพวกเขาไม่ได้คาดหวังกันถึงขั้นทำผลงานได้ดีและคว้าแชมป์ในเดือนหน้านี้ บางทีมันอาจจะเป็นโอกาสเหมาะที่ให้กุนซือของพวกเขาได้ปรับแผน ลองนักเตะหน้าใหม่ๆ และหาแผนที่ใช่ที่สุดแทนด้วย

แม้ว่ามันอาจจะไม่ได้ทำให้แฟนบอลตื่นเต้นและภูมิใจเหมือนกับการไล่ล่าแชมป์ แต่เชื่อได้เลยว่าพวกเขาจะได้ประโยชน์อย่างมหาศาลจากการลองทีมครั้งนี้

หากพวกเขาเล่นเพื่อแชมป์ แน่นอนว่ามันจะมาพร้อมกับท้าทายที่มากขึ้นรวมถึงแรงกดดันมหาศาลที่มาการเจอกับทีมเต็งหรือทีมคู่อริ อีกทั้งทีมที่เป็นฝ่ายแพ้ก็ต้องเตรียมรับคำวิจารณ์ตามชะตากรรมของผู้แพ้ต่อไป ซึ่งสำหรับสิงคโปร์และมาเลเซียนั้น เราคิดว่าศึกครั้งนี้คงเร็วไปสำหรับพวกเขาที่จะหวังแบบนั้น

ถ้าหากสมาคมฟุตบอล สื่อในประเทศ และแฟนบอลตา่งสามารถยอมรับเรื่องนี้ได้ มันคงจะเป็นประสบการณ์สุดล้ำค่าสำหรับเหล่านักเตะที่ได้โอกาสอย่างแน่นอน

แต่อย่างที่รู้ๆ กัน สำหรับมกุฏราชกุมารผู้นั้น มันอาจจะเป็นไปไม่ได้ที่จะทำแบบนี้ เพราะสำหรับพระองค์ ฟุตบอลไม่ใช่การลองทีม แต่เป็นการเล่นเพื่อเอาชนะและเพื่อแชมป์

ที่สุดแล้ว ไม่ว่ายังไง ทั้ง 2 ชาตินี้คงจะต้องพบกับแรงกดดันมหาศาลจากรอบข้างอย่างแน่นอน ซึ่งโอเค...ถ้าหากเป็นซูซูกิคัพ 2017 พวกเขาก็อาจจะได้ลุ้นสนุกกันมากกว่านี้ ทว่าสำหรับในปี 2016 นี้ แฟนๆ คงต้องรับความจริงว่ามันคงเร็วไปจริงๆ สำหรับพวกเขาที่จะเถลิงบัลลังก์จ้าวอาเซียน