เมื่อปรัชญาของ "เฟอร์กี้"...ใช้ไม่ได้ผลกับฟุตบอลสมัยใหม่

ครั้งหนึ่งเซอร์อเล็กซ์เคยบอกว่า “เกมรุกทำให้คุณชนะ แต่เกมรับจะทำให้คุณเป็นแชมป์” แต่ จอห์น โรเบิร์ตสัน คอลัมนิสต์ของเราเชื่อว่า ความคิดของอดีตยอดกุนซือ “ปีศาจแดง” นั้นกลายเป็นอดีตไปแล้ว..

Anchoring bias leads us to believe that the cliché 'defence wins championships' remains true. In short, it doesn't

ความเชื่อที่ว่าการไม่เสียประตูเยอะๆ จะทำให้ทีมเป็นแชมป์ได้มีมาช้านาน ทว่านั่นคือความจริงเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นเพราะหากทีมรักคุณเล่นเกมรับได้อย่างยอดเยี่ยม แต่กลับมีเกมรุกที่ไม่เอาถ่าน  พวกเขาก็คงไม่สามารถชูถ้วยแชมป์ลีกได้ในวันสุดท้ายของฤดูกาล

ซึ่งหลายๆปีมานี้ สถิติต่างๆของพรีเมียร์ลีกบอกเราว่า หลายทีมหันมาเล่นเกมรุกมากขึ้น ไม่ว่าจะทีมลุ้นแชมป์หรือหนีตายก็ตาม และคงพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า ผู้จัดการทีมทุกคนสนใจกับเกมรุกมากกว่าเกมรับเรียบร้อยแล้ว..

ครั้งหนึ่งเซอร์อเล็กซ์เคยบอกว่า “เกมรุกทำให้คุณชนะ แต่เกมรับจะทำให้คุณเป็นแชมป์”

สถิติบอกชัดเจน

หากมองย้อนไปถึงสถิติ 6 ปีหลังสุดของพรีเมียร์ลีก(ตั้งแต่ฤดูกาล 2008-2009) จะพบว่า ทีมที่ทำประตูได้มากที่สุดในลีกในซีซั่นนั้นๆ พลาดแชมป์เพียงทีมเดียว ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 83 ของทั้งหมด ขณะเดียวกัน กลับมีทีมที่เสียประตูน้อยที่สุดในลีก เพียง 2 ทีมที่สามารถเป็นแชมป์ในบั้นปลายได้สำเร็จ ซึ่งคิดเป็นเพียงร้อยละ 33 เท่านั้น

ลองมองลึกลงไปอีก จะเห็นว่า ไม่มีแชมป์พรีเมียร์ทีมใดที่เสียประตูน้อยกว่า 25 ลูกใน 6 ฤดูกาลล่าสุด แต่ก่อนหน้านั้น ตั้งแต่ปี 2001 ถึง 2009 กลับมีถึง 5 ทีมที่เป็นแชมป์ได้โดยเสียน้อยกว่า 25 ประตู – ลองดูอย่าง “สิงโตน้ำเงินคราม” ภายใต้การคุมทีมรอบแรกของ โชเซ มูรินโญ ในฤดูกาล 2004-2005 นั้น พวกเขาเสียประตูเพียง 15 ลูกเท่านั้น ซึ่งเป็นสถิติที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก

Chelsea

เชลซีรุ่นเทพที่เสียเพียง 15 ลูกตลอด 38 นัด!!

ไม่ใช่แค่ทีมลุ้นแชมป์เท่านั้นที่หันมาให้ความสำคัญกับเกมรุกมากขึ้น แต่เป็นทุกทีมเลยก็ว่าได้ จากสถิติพบว่า ตั้งแต่ฤดูกาล 2008-2009 นั้น มีเพียงซีซั่นเดียวที่ 20 ทีมในพรีเมียร์ลีกยิงรวมกันน้อยกว่า 1,000 ประตู แต่หากนับตั้งแต่ฤดูกาล 2000-2001 จนถึง 2007-2008 นั้น มีถึง 4 ซีซั่นที่ทุกทีมบนลีกสูงสูดอังกฤษยิงรวมกันน้อยกว่า 1,000 ลูก...

แต่แน่นอนว่า ต่อให้เรามีเกมรุกที่สุดยอดเพียงใด แต่หากมีแนบรับที่เปื่อยเป็นทิชชู่ ก็คงไม่ไหวเช่นกัน -  ลองดูอย่าง ปี 2013-2014 ที่ “หงส์แดง” คว้ารองแชมป์ได้ในยุคสมัยของเบรนแดน ร็อดเจอร์ส ซึ่งพวกเขายิงได้เกิน 100 ลูกด้วยซ้ำ แต่พวกเขาก็เสียเกิน 50 ประตูเช่นกัน

From the 2009/10 season on, the statistics highlight a enormous shift in outlook as teams set about scoring more goals and worrying less about conceding them

แน่นอน ทุกคนอาจจะสงสัยเหมือนกันว่า “ทำไมเทรนด์ฟุตบอลถึงเปลี่นไป?” หรือ “ทำไมเราถึงความสำคัญกับเกมรุกมากกว่าเกมรับ?” คำตอบก็คือ มันมีหลายปัจจัยมาก แต่เหตุผลหลักๆคงเป็นเพราะเราถูกกระตุ้นให้เล่นสวยงาม มีสไตล์ ซึ่งการเปิดเกมรุกใส่คู่แข่ง คือ คำตอบ..

เงิน..ทำให้หลายทีมเปลี่ยนไป

“เงิน” ถูกมองว่าเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้หลายทีมหันมาเล่นเกมรุกกันมากขึ้น อย่างที่ทุกคนรู้กันว่า มูลค่าของพรีเมียร์ลีกเติบโตขึ้นทุกนาที ทำให้พวกเขาได้รับเงินส่วนแบ่งมากกว่าอีกหลายๆทีมในยุโรป และทุกทีมก็พยายามที่จะรักษาสถานะทีมในลีกสูงสุดนี้ไว้

และเมื่อทีมมีเงิน เราจะทำอะไรละ? คำตอบก็คือ เอาเงินนั่นไปคว้าผู้เล่นใหม่เข้ามาซะ แล้วทำให้ทีมอยู่ในพรีเมียร์ลีกต่อไปให้ได้ ซึ่งผู้เล่นที่จะตัดสินเกมในแต่ละเกม จะเป็นใครได้ หากไม่ใช่ผู้เล่นแนวรุก?

อีกหนึ่งปัจจัย คือ เมื่อคุณรวยขึ้น คุณก็ย่อมอยากมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม – สโมสรก็เช่นเดียวกัน นอกจากทีมใหญ่ๆแล้ว จะมีสักกี่ทีมในพรีเมียร์ลีกที่ถูกติดตามเชียร์จากแฟนๆนอกอังกฤษ เพราะฉะนั้น ทุกทีมต้องพยายามปรับตัว พยายามสร้างสไตล์ขึ้นมาให้กับทีมตัวเอง เพื่อให้แฟนบอลจากต่างแดนหันมาสนใจทีมตัวเองมากขึ้น ซึ่งทั้งหมดมันไม่ใช่แค่ยอดแฟนบอลเท่านั้น แต่มันหมายถึง “เงิน” ที่จะเข้ากระเป๋าพวกเขามากขึ้นด้วย(ค่าของที่ระลึก, ค่าสปอนเซอร์ ฯลฯ) และสไตล์ฟุตบอลที่สร้างง่ายที่สุด ก็คือ ฟุตบอลบุกแหลก..

Unless you're a member of the established historical elite, the best way to attract new fans is to play exciting, attacking football

The increase in available revenue has also seen teams chase wealth more readily than they used to. With the Premier League's popularity continuing to grow around the world, there are plenty of opportunities for clubs to gain new fans and, in turn, make more money. Indeed, a club not actively seeking to expand its pool of followers will be left behind by those that are and, unless you're a member of the established historical elite, the best way to attract new fans is to play exciting, attacking football.

West Ham

เวสต์แฮม เป็นตัวอย่างที่ดี พวกเขาต้องการฟุตบอลที่สวยงาม เพื่อให้เหมาะสมกับสนามใหม่

ปรัญชาการเล่นเกมรุก จึงมีมากขึ้นในทุกทีม ยกตัวอย่างเช่น เวสต์แฮม ที่ในปีหน้าพวกเขาจะย้ายไปบ้านหลังใหม่ที่โอ่อ่าและหรูหรากว่าเดิมอย่างโอลิมปิก สเตเดี้ยม ซึ่งหากพวกเขายังเป็นทีมฟุตบอลโบราณแบบสมัยของ แซม อัลลาร์ไดซ์ อยู่ แฟนๆจากทั่วโลกก็คงไม่อยากเข้ามาให้เต็มความจุ 54, 000 คนแน่นอน ดังนั้น “ขุนค้อน” จึงเลือก สลาเวน บิลิช เข้ามาสร้างเซ็กซี่ฟุตบอลให้กับทีม..

กุนซือสายรุกเพิ่มขึ้น

Thanks to the likes of Pep Guardiola, Jurgen Klopp and Marcelo Bielsa, the past decade has seen an explosion of new ideas revolving around the attacking phase of play

นอกจากเรื่องเงินแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้แต่ละทีมหันมาเล่มเกมรุกมากขึ้นก็คือ “กุนซือ” นั่นเอง เราลองมองดูโค้ชหลายคนในปัจจุบัน พวกเขาฝักใฝ่ในการทำประตู พร้อมกับสร้างฟุตบอลบนพื้นทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น เป๊บ กวาร์ดิโอล่า, มาร์เซโล่ บิเอลซ่า หรือ เจอร์เก้น คล็อปป์ ซึ่งตัวอย่างเช่นนี้ เราจะเห็นได้ในพรีเมียร์ลีกจาก เมาริซิโอ ปอเช็ตติโน, โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ หรือ มานูเอล เปเยกรินี่ แต่ขณะเดียวกันก็มีข้อยกเว้นกับกุนซือบางคนที่มักสนใจเกมรับก่อนเกมรุกเสมอ ซึ่ง “เดอะ สเปเชียล วัน” อย่าง โชเซ มูรินโญ คือหนึ่งในนั้น

Klopp

คล็อปป์จะทำให้ “หงส์แดง” เล่นเกมรุกมากขึ้นแน่นอน

นอกจากนี้ ก็ยังมีโค้ชอีกหลายคนที่มักจะให้กองหลังเป็นส่วนหนึ่งในเกมรุก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ หลุยส์ ฟาน กัล ผู้จัดการทีม “ปีศาจแดง” คนปัจจุบัน ซึ่งตั้งแต่สมัยคุมอาแจ็กซ์ ยอดกุนซือจอมปรัชญามักจะให้เซนเตอร์แบ็คเป็นคนเริ่มต้นการบุกเสมอ

และปรัญชาเช่นนั้น ทำให้นักเตะอย่าง ดาลี่ย์ บลินด์, ฮาเวียร์ มาสเคราโน หรือ เอ็มเร่ ชาน ต้องผันตัวจากมิดฟิลด์ตัวรับไปเป็นเซนเตอร์ฮาร์ฟ เพราะทั้งหมดสามารถจ่ายบอลได้ดี รวมทั้งยังมีสกิลในการเล่นกองหลังได้เช่นกัน นอกจากนี้พวกกองหลังอาชีพ ก็ต้องเพิ่มทักษะการทำเกมรุกเข้าไปเช่นกัน ทั้ง ดาวิด หลุยส์ หรือ เจโรม บัวเต็ง ต่างเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับข้อนี้

ซึ่งผู้จัดการทีมทุกคนก็ต้องพยายามหาทางใหม่ๆในการโจมตีคู่แข่งเรื่อยๆ โดยมีอาวุธสำคัญ คือ การลำเลียงบอลจากหลังไปหน้า แบบนี้

กฎใหม่..ทำให้บุกง่ายขึ้น

Football is a sport constantly undergoing change, with the latest transition firmly in the direction of the attacking side of the game

แรงกดดันจากประธานยูฟ่า(อยู่ระหว่างพักงาน)อย่าง มิเชล พลาตินี่ ที่พยายามโน้มน้าวให้ทุกทีมหันมาเล่นเกมรุกมากขึ้น อดีตตำนานทีมชาติฝรั่งเศสพยายามผลักดันความคิดดังกล่าว ด้วยการให้ผู้ตัดสินแจกใบเหลือง ใบแดงง่ายขึ้น หากมีการตัดฟาล์วระหว่างเกม

อีกหนึ่งสิ่งที่ยูฟ่าพยายามปรับเพื่อให้เอื้อต่อทีมที่เล่นเกมรุกก็คือ กฎการล้ำหน้า จากที่เมื่อก่อนนั้น กองหลังและผู้รักษาประตูจะได้รับประโยชน์ในจุดนี้มากกว่า แต่ตอนนี้ฝ่ายที่เล่นเกมรุกจะไม่เสียเปรียบเท่าแต่ก่อน (กฎใหม่ คือ ไม่เล่นไม่ล้ำหน้า)

เทรนด์ฟุตบอลเกมรุกกำลังมา ทำให้ปราการหลังหลายคนต้องกลายพันธุ์ไปด้วย ลองนึกชื่อกองหลังระดับโลกทุกวันนี้ จะมีสักกี่คนที่ไม่สามารถขึ้นไปเล่นเกมรุกได้? ทั้งๆที่เมื่อก่อนกองหลังที่เก่งคือกองหลังที่จัดการกองหน้าได้อย่างอยู่หมัด..

Platini

พลาตินี่ อยากเห็นการยิงประตูมากขึ้น และมากขึ้น..

และเมื่อเหตุผลทั้งหมดประกอบกัน ทั้งเรื่องของจำนวนเงินความต้องการของแฟนบอล กุนซือที่เปลี่ยนความคิดไป และกฎที่เอื้อประโยชน์ต่อทีมที่เล่นเกมรุก ทำให้คำถามที่ว่า “ทำไมหลายทีมถึงให้ความสำคัญกับเกมรุกมากกว่าเกมรับ?” หมดไป..

More features like this every day on FFT.com