Analysis

เมื่อยักษ์หลับเริ่มเอาจริง : เปิดหลังม่านลูกหนังแดนภารตะยุคใหม่ที่ใครก็เคี้ยวยาก

หากเปิดพงสาวดารฟุตบอลเอเชียดูแล้วหลายท่านคงมีความคิดฝังหัวสมองว่า "อินเดียเหรอ...ไม่เท่าไหร่ “ ยิ่งหลังจากมีการจับฉลากรอบเเบ่งกลุ่ม เอเชียน คัพ 2019 พบว่าทีมลูกหนังเเดนภารตะอยู่ร่วมสายกับทีมชาติไทยด้วยแล้ว แฟนทัพช้างศึกยิ่งพากันลูบปากไปกันใหญ่เลยทีเดียว

We are part of The Trust Project What is it?

อย่างไรก็ตามสำหรับบางเรื่องอย่าเพิ่งตัดสินใจอะไรเร็วเกินไปนักถ้ายังไม่รู้จักทีมชาติอินเดียชุดนี้ดีพอ

พวกเขาคือทีมที่อยู่ในฟีฟ่า แรงกิ้ง ระดับท็อป 100 และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้ อินเดีย เป็นตัวแทนจากโถ 3 ในการจับฉลาก (หรือโถแรกสำหรับทีมที่ไม่ได้ผ่านเข้ารอบ 12 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก) เหนือกว่าทีมอย่าง เกาหลีเหนือ และ จอร์เเดน ที่ดูน่าจะมีชื่อเสียงด้านฟุตบอลมากกว่า อินเดียเสียอีก   

หนสุดท้ายที่ อินเดีย ได้เล่นในรายการ เอเชียน คัพ คือเมื่อ 7 ปีก่อน (ปี 2011) ซึ่งเป็นช่วงที่พวกเขาไม่ได้ตั้งใจดูแลอุตสหากรรมฟุตบอลในประเทศเหมือนทุกวันนี้

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทำให้พวกเขาผลักดันตัวเองขึ้นสู่จุดที่สูงที่สุดในรอบ 60 ปีของทัพเเดนภารตะนั้นมีที่มา และมีการวางแผนอย่างแน่วแน่และพร้อมทุ่มไม่ยั้งเพื่อการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

วัตถุดิบที่พร้อมสรรพ

ชาวอินเดียส่วนใหญ่นั้นเป็นแฟนพันธ์แท้ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เชลซี และ เรอัล มาดริด ซึ่งหาพวกเขาสามารถเปลี่ยนความนิยมเหล่านี้ให้สะท้อนกลับมายังวงการฟุตบอลในประเทศได้ มีหรือที่การพัฒนาจะไม่เกิดขึ้น?

จะว่ากันตามตรงคือนับตั้งแต่ปี 2014 อินเเดีย กลายเป็นชาติที่บ้าคลั่งฟุตบอลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากการปลุกกระแสลีกอาชีพในประเทศอย่าง ISL (อินเดีย ซูเปอร์ ลีก) ในช่วงปลายปี 2013

พวกเขามีประชากรในประเทศกว่า 1.2 พันล้านคน และมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เหลือเชื่อ

ก่อนหน้านี้และจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ กีฬายอดฮิตของ อินเดีย คือ คริกเก็ต อย่างไรก็ตามส่วนหนึ่งที่ฟุตบอลไม่พัฒนาและได้รับความนิยมน้อยเกิดจากการไม่มีทางเลือกให้กับเหล่าประชากรในประเทศได้เชียร์ฟุตบอลในประเทศเลย

แต่ก็จะดังก็เห็นจะมีแต่กีฬาคริกเก็ต

ชาวอินเดียส่วนใหญ่นั้นเป็นแฟนพันธ์แท้ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เชลซี และ เรอัล มาดริด ซึ่งหาพวกเขาสามารถเปลี่ยนความนิยมเหล่านี้ให้สะท้อนกลับมายังวงการฟุตบอลในประเทศได้ มีหรือที่การพัฒนาจะไม่เกิดขึ้น?  

ด้วยการมีประชากรมากระดับพันล้าน พวกเขามีแนวทางการเจริญเติบโตด้านฟุตบอลจากชาติที่มีลักษณะทางจำนวนประชากรที่คล้ายๆกันนั่นคือ "จีน" ประเทศที่จุดกระแสฟุตบอลไชนีส ซูเปอร์ลีก สำเร็จจากความพยายามกว่า 1 ทศวรรษ

ต้นตำรับจากเเดนมังกร

วันที่ 22 มิถุนายน ปี 2016 อินเดีย ร่วมมือและพร้อมเดินตามรอยการพัฒนาของ จีน ในเรื่องของฟุตบอลหลังจากที่ก่อนหน้านี้ จีน ทุ่มเงินหลายพันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ เพื่อกลายเป็นมหาอำนาจของโลกลูกหนังให้ได้ก่อนปี 2050

จีน นั้นไม่เคยต้องการแพ้ใคร พวกเขาต้องการเป็นที่สุดเสมอ และตอนนี้พวกเขากำลังพาตัวเองไปสู่จุดนั้นในโลกฟุตบอล

ประธานาธิบดี สี จิ้น ผิง ผลักดันให้วงการกีฬาบ้านเกิดเติบโตกว่านี้ โดยมีรายงานว่า ท่านประธานาธิบดีต้องการให้อุตสาหกรรมกีฬาของจีนมีมูลค่าอย่างต่ำ 590,000,000,000 ล้านปอนด์ จากนั้นจึงตั้งเป้าหมายเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก และเป็นแชมป์โลกให้จงได้

แน่นอนว่าเม็ดเงินขนาดนี้ไม่ได้มีเพื่อซื้อนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์เท่านั้น แต่มันหมายถึงระบบที่จะทำให้วงการฟุตบอลในประเทศยั่งยืนนั่นคือการสร้างนักเตะเยาวนขึ้นมานั่นเอง

จีนได้สร้างโรงเรียนฝึกฟุตบอลเอเวอร์แกรนด์ บนเนื้อที่กว่า 400 ไร่ มีสนามฟุตบอลถึง 50 สนามบนเนื้อที่ประมาณ 400 กว่าไร่ ว่ากันว่า นี่คือโรงเรียนฝึกฟุตบอลที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีนักเรียนประมาณ 2,800 คน และที่สำคัญ พวกเขายังได้รับความร่วมมือจาก เรอัล มาดริด แชมป์ยุโรป 12 สมัยในการส่งโค้ชมาฝึกสอนลูกหลานพันธุ์มังกรอีกด้วย

สะท้อนมาฝั่งอินเดีย

นั่นจึงทำให้ อินเดีย เองก็เห็นคล้อยตามกับเรื่องดังกล่าว พวกเขามีทีมชาติที่อยู่ใน ฟีฟ่า แรงกิ้งถึงอันดับที่ 163 ซึ่งจากจุดนี้พวกเขาตัดสินใจจะเริ่มจากการตามรอย ไชนีส ซูเปอร์ลีก ด้วยการซื้อนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์มาเล่นในลีก ทั้งในส่วนของ นิโกล่าส์ อเนลก้า,โรเเบร์ ปิเเรส, เฟดริก ลุงเบิร์ก และ อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่ เป็นต้น

เซปป์ แบลตเตอร์ ประธานฟีฟ่า เคยเรียกอินเดียว่าเป็น "ยักษ์หลับ" ในโลกฟุตบอล เนื่องจากมีพลเมืองมากถึง 1,200 ล้านคน แต่มีมาตรฐานฟุตบอลที่ต่ำมาก อยู่แค่อันดับที่ 158 ของโลก

นิต้า อัมบานี่ หนึ่งในสตรีผู้ทรงอิทธิพลของอินเดีย ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลักของการก่อตั้งอินเดียนซูเปอร์ลีกระบุว่า เป้าหมายของการจัดตั้งไอเอสแอลขึ้นมา คือ การพัฒนาวงการฟุตบอลอินเดีย โดยเฉพาะการกระตุ้นให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ หันมาสนใจ และเล่นฟุตบอลกันมากขึ้น หลังจากก่อนหน้านี้ เซปป์ แบลตเตอร์ ประธานฟีฟ่า เคยเรียกอินเดียว่าเป็น "ยักษ์หลับ" ในโลกฟุตบอล เนื่องจากมีพลเมืองมากถึง 1,200 ล้านคน แต่มีมาตรฐานฟุตบอลที่ต่ำมาก อยู่แค่อันดับที่ 158 ของโลก

การยกระดับลีกช่วยได้มาก จำนวนคนดูของฟุตบอล ไอเอสแอล มีค่าเฉลียที่ดีขึ้น หลังจากการพัฒนาครั้งใหญ่ เคราล่า บลาสเตอร์ส มีแฟนบอลเขาชมเกมโดยเฉลี่ยถึง 50,000 คนต่อ 1 เกมตลอดทั้งฤดูกาล ขณะที่อันดับ 2 อย่าง แอตเลติโก กอลกาต้า (ที่ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น เอทีเค หลัง แอตเลติโก มาดริด ถอนการสนับสนุนไป) ก็มีค่าเฉลี่ยไม่แพ้กันที่ 45,171 คนเลยทีเดียว

เมื่อฟุตบอลลีกเริ่มจุดติดก็ได้เวลาสำหรับพื้นฐานของชาตินั่นคือเยาวชน ... แต่ว่าพวกเขาทำอย่างไรล่ะ?  เชิญติดตามที่หน้าต่อไป 

ลีกบูมด้วยสตาร์

Topics