เพิ่มจำนวนทีมฟุตบอลโลก = เพิ่มโอกาสชาติเอเชียได้ลืมตาอ้าปาก?

การตัดสินใจเพิ่มจำนวนทีมในทัวร์นาเม้นต์ฟุตบอลโลกของฟีฟ่า ได้ทำให้ใครหลายคนออกมาสบประมาทและเย้ยหยันมากทีเดียว แต่ไม่ใช่กับ 'สก็อตต์ แมคอินไทร์' ที่โต้แย้งความเห็นเหล่านั้นว่า นั่นคือชัยชนะของวงการกีฬาทั่วโลกและมันถือเป็นการมอบความหวังให้ชาติในเอเชีย โดยเฉพาะชาติในอาเซียน

เมื่อหลายเดือนก่อน เวลส์ได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ในเกมกับเบลเยี่ยม และกองเชียร์สมันน้อยอย่าง ไอซ์แลนด์ ก็ได้โชว์ท่าดีใจ 'ไวกิ้ง เคลป' เมื่อสามารถลูบคมอังกฤษได้ในทัวร์นาเม้นต์ยูโร 2016

ซึ่งทัวร์นาเม้นต์ดังกล่าวได้รับการชื่นชมในความสำเร็จเป็นอย่างมาก ถึงขนาดหนังสือพิมพ์เทเลกราฟในอังกฤษ เขียนถึงว่า "ชาติเล็กๆ ได้มีการปรับสมดุลอำนาจขึ้นมาใหม่แล้ว"

มันก็เป็นเรื่องปกติที่ทวีปยุโรปออกมาคร่ำครวญคัดค้านการเพิ่มจำนวนทีมฟุตบอลโลกหนักสุด เมื่อพวกเขาที่มีชาติสมาชิกเกือบครึ่ง (24 จาก 55 ชาติ) เคยผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายมาแล้ว รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้สูญเสียจากการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้

แต่เมื่อเอาจำนวนชาติที่เพิ่มขึ้นในฟุตบอลโลก 2026 มาเทียบดูแล้ว ก็ยังน้อยกว่า 1 ใน 4 ของชาติที่เข้าแข่งขันในรอบคัดเลือกอยู่ดี (48 จาก 211 ชาติ) ส่วนข้อโต้แย้งแรกที่ทวีปยุโรปยกขึ้นมาอ้างคือ "มันจะทำให้คุณภาพของการแข่งขันลดลง" แน่นอนว่าข้อโต้แย้งดังกล่าวมันค่อนข้างไร้เหตุผล เมื่อมองตัวอย่างการแข่งขันที่เกิดขึ้นในทวีปของพวกเขาเมื่อหลายเดือนก่อน

หากยังจำกันได้ โปรตุเกสที่เป็นแชมป์ยูโร 2016 ก็ไม่ใช่ทีมที่จบรอบแบ่งกลุ่มด้วย 2 อันดับแรก ดังนั้นสิ่งที่ทวีปยุโรปควรมองเป็นอันดับแรกคือการปรับปรุงทัวร์นาเม้นต์ของพวกเขา มากกว่ามายืนกระต่ายขาเดียวโจมตีการเพิ่มจำนวนทีมในฟุตบอลโลก ที่อาจทำให้เกิดกรณีแบบยูโร 2016 แถมครั้งนี้ยังมีจำนวนชาติมากกว่าการแข่งขันในกลุ่มเล็กๆ ของพวกเขา และบางการวิพากษ์วิจารณ์จากชาติโลกที่ 1 ก็น่าฉงนอยู่เหมือนกัน เพราะมันไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการแดกดันเล็กๆ เท่านั้นเอง

ในเบลเยี่ยม ลีกภายในประเทศของพวกเขานอกจากแข่งกันตามปกติแล้ว ยังต้องทีมทั้งหมดออกเป็น 3 กลุ่มให้มาเตะในระบบเพลย์ออฟกันอีกรอบ หรือระบบลีกในออสเตรเลียที่มีเหตุผลไม่ชัดเจนสักเท่าไหร่ ที่มีถึง 6 จาก 10 ทีมได้ลุ้นแชมป์ในนัดชิงชนะเลิศ

 

ถ้าคุณได้อ่านปฏิกิริยาตอบสนองจากโซเชียลมีเดียและสื่อกระแสหลักจากชาติเหล่านั้น มันเหมือนกับฟีฟ่าได้สร้างรอยเปื้อนที่ลบไม่ออกไว้บนผ้าปูที่นอนที่เรียกว่า 'ฟุตบอลโลก' เสียแล้ว

ดูเหมือนการเพิ่มจำนวนทีมยังมีข้อบกพร่องอยู่ โดยเฉพาะการจัดสรรการแข่งขันให้ทั้ง 48 ชาติให้ได้ 16 กลุ่ม หรือต้องแบ่งให้เหลือกลุ่มละ 3 ชาติ? อย่างแน่นอนที่สุด

หรือการผลักดันให้เกิดการเพิ่มจำนวนชาติในฟุตบอลโลกครั้งนี้ เกิดจากการสนับสนุนทางการเมืองของประธานฟีฟ่าคนใหม่ ที่ต้องการเอาใจชาตินอกยุโรปและอเมริกาใต้มากกว่าเดิม? แน่นอนที่สุด

มันมีความหมายมากกว่าเงินที่เพิ่มขึ้นในหีบสมบัติของฟีฟ่าหรือเปล่า? แน่นอน ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด รายได้พิเศษบางส่วนจะถูกคืนให้บรรดาชาติรากหญ้า เพื่อนำมาพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกและการฝึกสอนให้ดีขึ้น ซึ่งนั่นมันก็มีแต่เรื่องดีที่ช่วยทำให้วงการกีฬาโลกเติบโตขึ้น

ที่สำคัญกว่าคือฟุตบอลซึ่งถูกมองว่าเป็นดินแดนที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง และเป็นสิทธิ์อันถูกต้องของยุโรปกับ 2 ชาติที่การันตีการผ่านเข้ารอบจากอเมริกาใต้นั้น ถือเป็นโอกาสแห่งความสำเร็จจริงหรือ?

คุณคงไม่ได้หวังแบบนั้นแน่ๆ

จากทัศนคติแบบเอเชีย นี่คือการดำเนินงานที่ต้องปรบมือให้เป็นอย่างมาก อีกทั้งพวกเขายังเป็นทวีปที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่ได้การยอมรับมานานว่ามีทั้งพัฒนาการและพรสวรรค์ที่ดี หลายคนอาจหลงลืมไป แต่เอเชียก็คล้ายกับแอฟริกาที่เปลี่ยนตัวเองจากทีมชาติชั้น 2 ให้กลายเป็นทีมยักษ์ใหญ่ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกมาแล้ว

 

ทีมปาเลสไตน์ยุคแรกเริ่มที่ก่อตั้งโดยชาวอังกฤษและชาวยิวได้เล่นรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 1934, ดัชต์ อีสต์ อินดีส์ หรือ อินโดนีเซีย ในปี 1950 และอดีตสมาชิกทวีปเอเชียอย่าง อิสราเอลในปี 1958 ถ้ามองในแง่กฎหมายทีมเหล่านี้ไม่ใช่ทีมจากเอเชียแท้ๆ แต่ถึงอย่างนั้นยังมี 2 ทีมเอเชียถูกระเบียบ ที่ได้ร่วมการแข่งขันระดับโลก 10 ทัวร์นาเม้นต์แรกในประวัติศาสตร์ นั่นคือ เกาหลีใต้ ในปี 1954 และเกาหลีเหนือในปี 1966 ซึ่งโสมแดงทำได้ดีถึงขนาดเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย

ช่วงที่เกาหลีเหนือได้เข้าร่วมฟุตบอลโลกเพียงลำพังนั้น เป็นเพราะความอคติในระบบคัดเลือกที่ทีมจากเอเชียมีโควต้าแค่ 1 เดียว แถมยังเป็น 1 เดียวที่ต้องไปแย่งกับทวีปแอฟริกาและโอเชียเนียอีกต่างหาก

จนกระทั่งมาได้เพิ่มเป็น 2 โควต้าในปี 1982 เมื่อฟุตบอลโลกเพิ่มจาก 16 ทีมเป็น 24 ทีม แต่คราวนี้ไม่ต้องแย่งกับทีมจากแอฟริกาแล้ว แค่ต้องแย่งกับทีมในโอซิเนียต่อไปเหมือนเดิม

แล้วอะไรที่เป็นตัวช่วยในการสนับสนุนพัฒนาการด้านกีฬาและเทเงินเข้าสู่รากหญ้า เพื่อสร้างนักเตะที่สามารถก้าวขึ้นไปเป็นสัญลักษณของทีมชาติในระดับสูง?

จริงอยู่ที่พวกเขาอาจท้อแท้และหมดกำลังใจ แต่ในเวลาเดียวกันมันก็ทำให้พวกเขาแข็งแกร่งพอต่อกรกับทีมจากยุโรปและแอฟริกาใต้

ตั้งแต่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2002 ร่วมกัน และทำได้ดีถึงขั้นที่โสมขาวจบอันดับ 4 ของทัวร์นาเม้นต์ ฟุตบอลเอเชียก็พัฒนาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และมันก็สุกงอมเกินพอแล้วต่อการเพิ่มจำนวนทีมเอเชียในฟุตบอลโลก เช่นเดียวกับแอฟริกา

ตลอดมาฟุตบอลโลกยังคงจำนวน 32 ทีมเอาไว้เหมือนเดิม ทำให้มีการเรียกร้องให้แบ่งโควต้า 13 ทีมจากยุโรปมาบ้าง แต่เหตุการณ์ดังกล่าวก็ไม่เคยเกิดขึ้นอีกเลย ดังนั้นการเพิ่มจำนวนทีม เพื่อเปิดพื้นที่ใหม่ให้ชาติจากทวีปอื่นมีส่วนร่วมมากขึ้นจึงสมเหตุสมผล หลังข้อเรียกร้องถูกเมินเฉยมานาน

ในระหว่างที่ยังไม่มีการระบุเอาไว้อย่างชัดเจน การเพิ่มจำนวนเป็น 48 ทีมนั้น คาดว่าอย่างน้อยๆ ก็ต้องแบ่งให้เอเชียสัก 8 ที่ และนั่นคงทำให้เกิดความตื่นเต้นขึ้นมาอีกครั้งในเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เห็นได้ชัดว่านักเตะเยาวชนกำลังบูมขึันมาเป็นจำนวนมาก

เมียนมาในปี 2015 และเวียดนาม (ในปีหน้า) สามารถผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกรุ่นอายุต่ำกว่า 20 ได้สำเร็จ ส่วนไทยก็ได้เข้าไปเล่นรอบคัดเลือกรอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 2018 เรียกได้ว่าเป็นภูมิภาคที่มีความเชื่อว่าพวกเขามีโอกาสได้เป็นอย่าง ออสเตรเลีย ที่ได้เข้าไปเล่นในทัวร์นาเม้นต์กีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

ถึงจะมีการเพิ่มจำนวนทีมในฟุตบอลโลก แต่มันก็ยังไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับทีมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ดี ซึ่งยังเป็นสิ่งที่ต้องพิสูจน์กันในทัวร์นาเม้นต์ที่เหมาะสม

ลองคิดดูว่าถ้าทีมอย่างภูฏาน หรือมองโกเลีย ได้ผ่านเข้าไปเจอเยอรมันในฟุตบอลโลก มันต้องเป็นเกมที่คุ้มค่าพอต่อการหยุดดูว่าจริงๆแล้วทีมจากเอเชียแข็งแกร่งแค่ไหน

แล้วทีมไหนในเอเชียที่จะเสียโควต้าในฟุตบอลโลกไปล่ะ? อุซเบกิซถาน, ยูเออี, ซาอุดิอาระเบีย, อิรัก, กาตาร์ หรือจีน?

ผมไม่คิดว่ามันจะเป็นอย่างนั้น แต่ถ้าทีมอย่าง ไทย, เวียดนาม หรืออินโดนีเซีย ที่ดีพอผ่านทีมอื่นๆ ในรอบคัดเลือกไปได้ แล้วพวกเขาจะได้เรียนรู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหนในฟุตบอลโลก

โอกาสที่เกิดขึ้นหลังโดนกีดกันมานานนับสิบๆ ปี ก็ถือว่าเป็นอะไรที่คุ้มค่าแก่การเฉลิมฉลองแล้ว