เพราะฟุตบอลคือเรื่องสนุก : สิ่งที่ทำให้คล็อปป์และรานิเอรี่ต่างจากยอดกุนซือทั่วไป?

คงไม่มีใครสงสัยในความเก่งกาจของกุนซืออย่าง เป็ป กวาร์ดิโล่า , โจเซ่ มูรินโญ่ และ อันโตนิโอ คอนเต้อย่างแน่นอน พวกเขาประสบความสำเร็จได้ในระยะเวลาอันรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ แต่เพราะอะไรกันที่ทำให้พวกเขาถึงได้ดูเคร่งเครียดนักในการทำทีม

และนี่คือการสำรวจจาก อเล็กซ์ เฮสส์ นักข่าวของ FFT ที่จับสังเกตุเรื่องนี้ได้ สิ่งที่แสดงออกมาผ่านพื้นที่สาธารณะของเหล่ากุนซือแห่งโลกฟุตบอลยุคสมัยใหม่แสดงให้เห็นว่าไม่ค่อยมีใครที่มีอิสระมากนัก

ชัยชนะของ ลิเวอร์พูล ที่สแตมฟอร์ดบริดจ์เมื่อสัปดาห์ก่อน มีบางสิ่งที่แสดงออกมาถึงบรรยากาศอันอบอุ่นของนักเตะหงส์เเดงที่มีต่อ เจอร์เก้น คล็อปป์ ทันที่ที่เสียงนกหวีดจบเกมดังขึ้นพวกเขาฉลองกันในสนามแบบสุดเหวี่ยงซึ่งตามธรรมเนียมเเล้วเรื่องเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นหลังจากนักเตะเข้าไปถึงห้องแต่งตัว คล็อปป์ และนักเตะกอดกันต่อหน้าแฟนบอลที่เดินทางมาชมเกมนี้ และนี่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของลิเวอร์พูล

ทั้งหมดนีคือฉากความยินดีที่หาดูได้ไม่บ่อยนัก คล็อปป์ รับบทบาทดั่งพ่อของเหล่านักเตะและนั่นทำให้พวกเขาลงเล่นด้วยความสบายใจแทนที่จะเป็นความกลัวและตื่นตระหนก

กุนซือพันธุ์หายาก

เป็ป กวาร์ดิโอล่า และ โจเซ่ มูรินโญ่ ต่างประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่แบบที่มีคนไม่มากนักที่จะทำได้ แต่ในแง่ของความสุขและความผ่อนคลายในการทำทีมของพวกเขานั้นดูจะไม่ชัดเจนเสียเท่าไร

หายากในที่นี้ไม่ได้หมายความถึงกุนซือที่มาจากต่างดาวแต่อย่างใด ส่วนสำคัญสำหรับการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลที่ผ่านมาคือ เคลาดิโอ รานิเอรี่ กุนซือของพวกเขาที่มอบความรักและความสนุกให้กับเหล่าผู้เล่นของเขา การอยู่ด้วยกันแบบครอบครัวทำให้พวกเขาทุกๆคนได้ดื่มด่ำกับความสุขและความสำเร็จที่ร่วมมือกันทำให้เกิดขึ้นมา

ในตอนนี้มันเเสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า คล็อปป์ เองก็เป็นกุนซือที่สามารถสร้างจุดเด่นให้เขากลายเป็นที่จดจำในฐานะกุนซือที่สร้างความสุขให้เกิดขึ้นในวิชาชีพของเขา

ณ เมืองแมนเชสเตอร์ ตอนนี้พวกเขามีโค้ชระดับท็อปอยู่ในเมืองถึง 2 คนอยู่ที่นั่น เป็ป กวาร์ดิโอล่า และ โจเซ่ มูรินโญ่ ทั้งคู่ต่างประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่แบบที่มีคนไม่มากนักที่จะทำได้ แต่ในแง่ของความสุขและความผ่อนคลายในการทำทีมของพวกเขานั้นดูจะไม่ชัดเจนเสียเท่าไร

หากจับดูการคุมทีมข้างสนามของ เป็ป เขามักจะเเสดงออกอย่างสุดเหวี่ยงและบ้าคลั่งอยู่เสมอเพื่อให้ลูกทีมของเขาเล่นไม่ได้ตามที่หวังหรือไม่วิ่งเข้าหาคู่แข่งยามที่ไม่มีบอล

เอาจริงเอาจังทุกวินาที

แม้ เป็ป จะดูไม่มีปัญหาอะไรที่แสดงออกมาอย่างแบบเด่นชัด แต่ทว่ายังคงมีคลื่นใต้น้ำที่เชื่อว่ามาจากกลยุทธในการสนทนาต่อลูกทีมของเขา

ในช่วงเวลาที่ กวาร์ดิโอล่า ยังคุมทีม บาร์เซโลน่า คือช่วงเวลาที่เขาควรจะเป็นเฮ้ดโค้ชที่มีความสุขที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุคบอล ทุกอย่างเป็นไปอย่างสวยงามทีมของเขาประสบความาเร็จมากมายตลอดระยะเวลา 4 ปีที่เขาคุมทีมอยู่ แม้จะดูไม่มีปัญหาอะไรที่แสดงตัวออกมาอย่างเห็นได้ชัด แต่ทว่ายังคงมีคลื่นใต้น้ำที่เชื่อว่ามาจากกลยุทธในการสนทนาต่อลูกทีมของเขา

มาร์ตี้ เปราร์โน ผู้เขียนหนังสืออัตชีวประวัติของ เป็ป อธิบายเรื่องดังกล่าวว่า "เขาคือชายผู้ต้องการให้ทุกอย่างเพอร์เฟ็ค และไม่เว้นแม้แต่เป้าหมายที่เป็นไปไม่ได้ บ่อยครั้งที่เขารู้สึกว่างานของเขายังไม่สำเร็จ" กวาร์ดิโอล่า อาจเป็นเซียนในการเล่นฟุตบอลแบบเอ็นเตอร์เทน แต่ทว่าเขาไม่ใช่คนที่ยอมอ่อนข้อให้กับเรื่องเล็กๆ

มูรินโญ่ ก็เป็นดั่งอีกด้านของเหรียญเช่นกันเขาคือคนที่เชื่อเรื่องความเท่าเทียมและตัดเรื่องความรีแล็กซ์ผ่อนคลายทิ้งออกไปได้เลย เขามีความสำเร็จมากมายแค่บางครั้งทีมของเขายังไม่มีความสเถียรมากพอ เป้าหมายของเขาคือการคำนึงถึงชัยชนะเท่านั้นแม้บางครั้งนั่นจะทำให้ทีมของเขากลายเป็นคู่แค้นคู่อาฆาตของคู่แข่ง

มูรินโญ่ คือไม้เบื่อไม้เมาของ อาร์เเซน เวนเกอร์ ทั้งคู่มีธีทำงานที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน "เมื่อคุณไม่สามารถชนะได้คุณต้องรับผิดชอบสำหรับการทำให้ใครหลายๆคนไม่มีความสุข" เขาเคยกล่าวเอาไว้เช่นนี้ "บางครั้งมันคงจะดีกว่าถ้าไม่ไปคิดเกี่ยวกับมันเพราะมันอาจทำให้คุณมีเรื่องต้องปวดหัว ทุกสิ่งทุกอย่างบนท้องถนนจะแปลกไปหมดเมื่อคุณแพ้คาบ้าน คุณจะรู้สึกอยากจะรับผิดชอบกับสิ่งนี้ แต่ถ้าคุณไม่สามารถรับเรื่องนี้ได้คุณก็มีทางเดียวที่เหลือออยู่ นั่นคือฆ่าตัวตายไปซะ"

อันโตนิโอ คอนเต้ ยอดโค้ชในเวทียุโรปอีกคนหนึ่งเปรียบดั่งกุนซือที่ยืนอยู่ระหว่างกลางของ เป็ป และ มูรินโญ่ เขามักจะอาละวาดและออกอาการเสมอยามคุมทีมข้างสนาม(เขาเคยบอกว่าอยากจะฆ่านักเตะของ อิตาลี ซะหลังจากปล่อยให้ โรเมลู ลูกากู คลาดสายตาในเกมยูโ 2016)

สไตล์ที่แตกต่างกัน

คาร์โล อันเชล็อตติ และ มานูเอล เปเยกรินี่ คือคนที่มีความสามารถและยังสนุกกับงานที่รับผิดชอบอย่างที่สุด

เรื่องสไตล์การเล่นคือเรื่องที่ไม่มีผิดมีถูก สิ่งนี้ทำให้เกิดความบันเทิงเร้าใจและนั่นอาจเป็นสิ่งที่เเสดงให้เห็นว่าพวกเขาเหล่านั้นเหมาะสมกับตำแหน่งแชมป์มากน้อยแค่ไหน แน่นอนกุนซือทุกคนที่เราหยิบยกมาล้วนประสบความสำเร็จในการคุมทีมแบบไร้ข้อโต้เเย้ง แต่คุณคงสงสัยว่าจะมีใครบ้างที่มีความสุขและรู้สึกสนุกตลอดเส้นทางการคุมทีม

สไตล์การทำทีมของ คาร์โล อันเชล็อตติ และ มานูเอล เปเยกรินี่ คือของแสลงต่อแท็คติกอันเกรี้ยวกราดของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน พวกเขาคือคนที่มีความสามารถและยังสนุกกับงานที่รับผิดชอบอย่างที่สุด ลักษณะการคุมทีมข้างสนามของพวกเขานั้นมักจะใช้การปลีกตัวอยู่เงียบๆคนเดียวมากกว่าการสั่งการณ์อย่างดุเดือดเลือดพล่านแบบ เจอร์เก้น คล็อปป์

ทั้งสามคนอาจมีลัษณะภายนอกที่แข็งกร้าวไม่ต่างกัน พวกเขารู้ละเอียดเกี่ยวกับพื้นฐานฟุตบอล อันเชล็อตติ และ เปเยกรินี่ รู้ดีว่าการคุมทีมพรีเมียร์ลีกต้องไม่ซีเรียสจนเกินไป พวกเขาต่างรู้ดีว่างานที่พวกเขาทำคือสิ่งที่อยู่เพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่พวกเขาก็ทำได้ดีเสมอมาในการรับบทบาทกับทีมใหญ่ๆ คล็อปป์ อาจจะเป็นคนที่มีปฎิกริยาออกท่าออกทางอยู่บ่อยๆ แต่เขาจบเกมด้วยการมอบอ้อมกอดให้กับลูกทีมของเขาเสมอ เขาไม่หลงลืมว่าฟุตบอลต้องเล่นกันด้วยความสนุกแต่ไม่เสี่ยงจนเกินไป นั่นช่วยกระตุ้นนักเตะและแฟนบอลให้สนุกไปกับเขาได้เป็นอย่างดี

นี่อาจเป็นความจริงสำหรับโลกฟุตบอลที่ถูกมองข้าม การทำงานอย่างหนักในทุกๆลมหายใจควรจะเว้นที่ว่างให้เราแต่งเติมในเรื่องของจินตนาการไปบ้าง นักฟุตบอลต้องทำงานของพวกเขาคือลงสนามสัปดาห์ละครั้งถึง 2 ครั้งและพวกเขาคงไม่อยากเจอประโยคเดิมๆหลังการเเข่งขันเช่น "มันคือสามแต้มที่ดีสำหรับเรา ตอนนี้เราต้องเตรียมตัวสำหรับเกมต่อไป" ... การมองข้ามความชื่นชมนั้นอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของความผิดพลาดก็เป็นได้

โลกฟุตบอลสมัยใหม่

แต่ความสำเร็จที่ยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่อาจทำให้ทุกคนยึดมั่นกับสิ่งนั้นเกินไปจนไม่อาจละสายจนไม่สามารถคว้าความสำเร็จใหม่ๆได้

ริค แพร์รี่ อดีตผู้บริหารระดับสูงของ ลิเวอร์พูล เคยบอกเล่าเรื่องราวของสโมสรสำหรับยุคทองที่พวกเขากวาดแชมป์มากมายว่า "เมื่อนักเตะกลับมารวมทีมในช่วงการฝึกซ้อมปรีซีซั่น รอนนี่ โมราน(มือขวาของ บิล แชงค์ลี่ย์) จะพบกับพวกเขาในห้องแต่งตัวที่ เมลวู้ด และหยิบเหรียญรางวัลออกจากกระเป๋าก่อนจะโยนให้นักเตะเเต่ละคนโดยไม่มีคอมเม้นหรือคำยินดีใดๆทั้งสิ้น จากนั้นเขาจะพูดถึงสิ่งที่จำเป็นต้องทำในฤดูกาลที่กำลังจากมาถึง"

ทั้งหมดดูดี แม้อาจจะเป็นการมองข้ามความสุขเล็กๆน้อยๆไปก็ตาม มีการเปลี่ยนแปลงมากมายในทศวรรษต่อมาแต่ความสำเร็จที่ยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่อาจทำให้ทุกคนยึดมั่นกับสิ่งนั้นเกินไปจนไม่อาจละสายจนไม่สามารถคว้าความสำเร็จใหม่ๆได้

มีความเปลี่ยนแปลงมากมายนับตั้งแต่ยุคของ แชงค์ลี่ย์ เมื่อทุกวันนี้เรื่องของกีฬาและสื่อคือ 2 สิ่งที่จะขาดกันไปไม่ได้ คุณจะเห็นได้ว่าทำไม เป็ป และลูกทีมของเขามักจะโดนจับตาอย่างตึงเครียดในทุกฝีก้าว  มุมมองคนนอกที่มองดูวงการฟุตบอลในยุคปี 2016 ก็คงจะได้รับรู้หลายๆเรื่องไม่ต่างกันไม่ว่าจะเป็น ข่าวซื้อขาย , การแต่งตั้ง , การไล่ออก ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดการเสพติดความสำเร็จมากกว่าที่จะเรียนรู้จากความพ่ายแพ้ และนี่คือศิลปะและรสชาติที่ขาดหายไป

อย่าลืมที่จะยิ้มบ้าง

ในยุคสมัยใหม่นี้หลังจากจบเกมนั้นนักเตะแต่ละคนมักจนะเพลิดเพลินกับช่วงเวลาที่ใช้ไปในโลกโซเชี่ยลไม่ว่าจะเป็นการถ่าย เซลฟี่ หรือโพสต์ข้อความต่างๆบนทวิตเตอร์พร้อมรับข้อความตอบกลับทีดีบ้างกร้าวร้าวบ้างตามโอกาส บางที่เรื่องเหล่านี้ก็ควรจะเพลาๆลงบ้าง

ลองย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ที่ คล็อปป์ พาทีมคว้าชัยชนะเหนือ ดอร์ทมุนด์ ในรอบ 4 ทีมสุดท้ายศึก ยูโรป้า ลีก ในฤดูกาลที่ผ่านมา เขาปลุกเร้าส่งผ่านอารมณ์ไปยังแฟนบอล เดอะ ค็อป และทำให้บรรยากาศในสนามแอนฟิลด์ดูบ้าคลั่งอย่างที่สุด หรือ เคลาดิโอ รานิเอรี่ ที่แสดงอาการดีใจด้วยท่าทางไร้เดียงสาไม่ต่างจากเด็กๆในเกมแรกที่ เลสเตอร์ ได้ชัยชนะในเวทีเเชมเปี้ยนส์ลีก นี่คือบรรยากาศและศิลปะของกีฬาฟุตบอลที่กำลังจะเลือนหายไปเรื่อยๆ ทั้งคล็อปป์และรานิเอรี่ทำให้ทีมของพวกเขามีชีวิตชีวา

เมื่อการเวลาผ่านมา คล็อปป์ และ รานิเอรี่ อาจจะไม่ใช่กุนซือที่ถูกประดับไปด้วยรางวัลและความสำเร็จมากมายเหมือนใครๆ แต่ทั้งคู่ก็สามารถเข้าไปนั่งอยู่ในหัวใจของเหล่านักเตะและแฟนบอลได้อย่างน่าชื่นชม สิ่งหนึ่งที่คนจะจดจำพวกเขาได้นั่นคือกุนซือผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยความสนุกสนานและความรักมากที่สุดในประวัติศาสตร์  และถ้าหากสิ่งเหล่านี้ต้องแลกมาด้วยการมอบโอบกอดและรอยยิ้มต่อหน้าสาธารณะชนมันคงเป็นเรื่องเล็กๆที่ได้ผลตอบแทนกลับมายิ่งใหญ่มากมายเลยทีเดียว