เปิดใจ อดีตเทพ FM : ทำไมไม่เปรี้ยงอย่างที่ฝัน?/ ชีวิตพลิกผัน/ คำแนะนำสู่เด็กรุ่นหลัง

FFT พูดคุยกับ อดีต 3 วันเดอร์คิดคนดังที่ไม่สามารถแข้งเกิดได้เหมือนดั่งที่ทุกคนคาดหวังถึงชีวิตที่พลิกผันเพียงเสี้ยววินาที…

จอห์น บอสตอค ยังจำวันแรกที่เขาเดินผ่านประตู London Nautical School ในวันที่ลงเล่นฟุตบอลลีกนัดแรกในชีวิตได้ดี

“พวกช่างภาพยืนรอกันเพียบ แล้วเตรียมรอถ่ายรูปผม” อดีตเทพเอฟเอ็ม กล่าวกับ Fในตอนนั้น บอสตอค อายุเพียง 15 ปี พร้อมกับได้รับการคาดหมายว่า จะเป็นอนาคตของทีมชาติอังกฤษไปอีกแสนนาน ฝีเท้าของเขาเจ๋งขนาดที่ บาร์เซโลน่า ต้องส่งรองเท้าสตั๊ดพร้อมลายเซ็น โรนัลดินโญ่ มาให้ เพื่อหวังที่จะซื้อใจของ เด็กหนุ่มมากพรสวรรค์รายนี้ หรือจะเป็น อาร์เซนอล ที่ส่งเสื้อที่ เชส ฟาเบรกาส เพิ่งใช้แข่งเสร็จมาให้เป็นของขวัญ

เช่นเดียวกับอีกหลายทีมทั่วยุโรปที่พยายามแย่งตัว บอสตอค ไปจาก คริสตัล พาเลซ ให้ได้

อย่างไรก็ตาม ใครจะไปเชื่อว่า 9 ปีหลังจากนั้น(ปัจจุบัน) เราจะเจอกับ อดีตความหวังของเมืองผู้ดี ที่ ลีกฝรั่งเศส กับทีมใน ลีกเดอซ์(รองจากลีกสูงสุด) กับทีมอย่าง อาร์ซี ล็องส์

แต่ว่า บอสตอค ไม่ใช่ดาวรุ่งคนแรกที่เจอกับเรื่องเช่นนี้ เพราะว่ายังมีวันเดอร์คิดอีกมากมายที่มีเรื่องราวชีวิตคล้ายกันๆ

ดังนั้น FFT จึงตั้งใจมาค้นหาคำตอบว่า เพราะเหตุใด พวกเขาจึงไม่สามารถไปได้ไกลตามที่ทุกคนฝันไว้ได้ โปรดติดตาม…

แสงสีทำให้หวั่นไหว

สำหรับดาวรุ่งที่เพิ่งแจ้งเกิดได้ ความกดดันและความหลงระเริง ถือเป็นสิ่งที่จะถาโถมเข้ามาหาพวกเขาอย่างไม่หยุด เหมือนกับที่ แดนนี่ คาดามาร์เทอรี่ ในวัย 17 ปี ผู้โซโล่ยิงประตูใส่ ลิเวอร์พูล ในเกมเมอร์ซี่ไซด์ดาร์บี้แมตช์เมื่อปี 1997 เคยประสบ

“ผมยิงประตูชัยในวันนั้นต่อหน้าผู้ชม 30,000 คน” คาดามาร์เทอรี่ เล่าให้ฟัง “จากนั้นผมได้ร่วมเข้าสังคมกับรุ่นพี่ในทีม พวกเขาล้วนฟุ่มเฟือย ซื้อของหรูๆ นั่นทำให้ผมอยากมี อยากเป็นบ้าง”

เช่นเดียวกับ อดีตเด็กฝึกลิเวอร์พูล อย่าง อดัม มอร์แกน ที่ปัจจุบันย้ายถิ่นฐานไปเล่นกับทีมนอกลีกอย่าง ฮาลิแฟกซ์ ทาวน์ แล้ว โดยชื่อของ มอร์แกน ถูกพูดถึงอย่างมาก หลังจากยิงประตูได้ในเกมประเดิมสนามช่วงปรีซีซั่นกับ “หงส์แดง” ที่ อเมริกา

“ผมยิงได้ในช่วงทัวร์ปรีซีซั่น จากนั้นคนฟอลโลว์ทวิตเตอร์ผม 45,000 คนในวันเดียว” เด็กปั้นหงส์ รำลึก “มันเป็นเรื่องที่เด็กอย่างคุณต้องเจอ และดีลกับมันให้ได้”

ปิดท้ายที่พระเอกอย่าง บอสตอค ที่ย้ายไปอยู่กับ สเปอร์ส ในปี 2008 พร้อมกับเข้าใจว่า การมีเงินจำนวนมากตั้งแต่เด็ก อาจจะทำให้คุณล้มเหลวไปตลอดก็ได้

“ถ้ามีคนมาสนใจคุณ ให้เงินคุณ ตั้งแต่อายุยังน้อย คุณอาจจะหลงไปกับมัน ขนาดผมพยายามคุมตัวเอง และไม่เลือกเดินทางนั้นแล้ว”

“ผมไม่เคยออกไปเที่ยวกลางคืน ไม่เคยดื่มของมึนเมา ผมพยายามทำทุกอย่างให้ดีเท่าที่ผมทำได้ ผมไม่อยากคิดว่า ถ้าวันหนึ่ง ผมมองย้อนกลับไป แล้วผมจะเสียใจ ผมรู้จักเพื่อนนักเตะที่ชอบออกไปเที่ยว แต่ผมไม่เคยตัดสินพวกเขานะ ผมดูแค่ผลงานในสนาม”

เร็วเกินไป ไม่ดีเสมอไป

อีกเรื่องที่ทำให้ ดาวเตะวัย 25 ปีไปไม่ได้ไกลก็เพราะ การเล่นเกมระดับสูงเร็วเกินไป โดย บอสตอค ซ้อมกับทีมชุดใหญ่ของ คริสตัล พาเลซ ตั้งแต่อายุ 14 ปี ซึ่งเขาเชื่อว่า มันทำให้พัฒนาการระยะยาวสะดุด

“ผมเริ่มต้นอาชีพไม่เหมือนคนส่วนใหญ่” แข้งผู้ดี กล่าว “ผมเล่นให้กับทีมชุดใหญ่ โดยไม่เคยเตะให้ทีมสำรอง ผมไม่เคยได้เตรียมตัว ผมเรียนรู้ทุกอย่างจากเกมจริงๆ ผมคิดว่าผมไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยในการรีบเล่นชุดใหญ่เร็วเกินไป”

คาดามาร์เทอรี่ ก็ไม่ต่างจาก บอสตอค เมื่อเขาถูกยกไปเปรียบเทียบกับ ยอดดาวรุ่งในเวลานั้นของอีกฟากฝั่งที่ชื่อ ไมเคิล โอเว่น  

“ผมโดนเปรียบกับ ไมเคิล โอเว่น แต่ตอนนั้นเขาดังแล้ว และทำได้ดี พวกเขายังมี สตีเว่น เจอร์ราร์ด, เจมี่ คาร์เรเกอร์ และ เดวิด ธอมป์สัน ส่วนเรามี ผม, ริชาร์ด ดันน์, ฟรานซิส เจฟเฟอร์ส, และ ฟิล เจวอนส์”

“สถานการณ์ที่พวกเราเจอ เราคิดว่ามันไม่ได้ช่วยพัฒนาการของเราเลย มันทำให้เรารู้สึกกดดัน ผมอาจจะเล่นได้ดีอยู่สักพัก ก่อนที่ฟอร์มตก จากนั้นผู้จัดการทีมก็เริ่มด่าและเสียดสีเราแล้ว”

อย่ากดดันตัวเอง

ดาวรุ่งหลายคนมักจะโดนปล่อยยืมตัวบ่อยๆ เพื่อหาประสบการณ์ แต่ว่า หลายครั้งเรื่องนี้อาจจะเป็นดาบสองคมเหมือนที่ บอสตอค ประสบ

“ผมมีโอกาสได้เล่นกับดาวรุ่งแบบ แกเร็ธ เบล และ ลูก้า โมดริช ซึ่งย้ายเข้ามาพร้อมๆกับผม แล้วผมคิดว่าผมน่าจะไปได้ดี ผมยิงประตูแรกทันทีในเกมทีมสำรอง และอีกหลายลูก แต่จากนั้น ผมถูกดร็อปกลับไปเล่นให้กับทีมยู 18”

“นั่นทำให้ผมงงมาก ผมคิดว่าผมพิสูจน์ตัวเองให้เห็นแล้วว่าเล่นในระดับนั้นได้ แต่สโมสรไม่คิดเช่นนั้น ผมรู้สึกว่า นั่นคือซีซั่นที่ยี่สุดในชีวิต ความมั่นใจของผมถูกทำลาย เพราะว่าผมถูกจำกัดโอกาส”

ข้ามมาที่ มอร์แกน ซึ่งเจอชะตากรรมเดียวกัน หลังถูกส่งยืมตัวไปหลายที่

“ผมกดดันตัวเองมากไป ผมบอกกับตัวเองว่า ผมต้องยิง 20 ลูกต่อซีซั่น และมันทำให้ทุกอย่างผิดไปหมด”

“ผมโด่งดังเพราะการยิงประตู และ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ และนักเตะดังๆอีกหลายคน บอกว่า ผมจะยิงได้ ผมคิดว่า ถ้าผมยิงไม่ได้ 2-3 เกม ผมจะล้มเหลว แต่เมื่อย้อนกลับไป ผมว่าผมไม่ควรคิดเช่นนั้น”

นอกจากนี้ มอร์แกน ยังแนะนำดาวรุ่งรุ่นหลัง ด้วยว่า อคาเดมี่ของสโมสร ไม่ได้เตรียมพร้อมให้คุณไปอยู่กับสโมสรที่ไกลจากครอบครัวไป

“ตอนผมอายุ 19 ปี ผมไปอยู่กับ เยโอวิล แบบยืมตัว ผมไม่เคยไปไกลจากบ้านมาก่อน ผมเคยไปอยู่ในแคมป์ทีมชาติมา แต่มันไม่เหมือนกัน มันยากกว่าเยอะ และผมก็ช็อคในระบบที่ได้เจอ”

ความฝันไม่มีวันหมดอายุ

ในวัยเพียง 22 ปี ตอนนี้ มอร์แกน กำลังเล่นฟุตบอลนอกลีกอยู่ โดยล่าสุด อดีตดาวรุ่งเลือดหงส์ เพิ่งสร้างชื่ออีกครั้งด้วยการยิง แฮตทริก ใน เกมเอฟเอ คัพ รอบ 2 กับ เอเอฟซี วิมเบิลดัน เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

ก่อนที่จะได้ย้ายมาร่วมทัพ ฮาลิแฟกซ์ ทาวน์ เมื่อไม่กี่สัปดาห์นี้เอง ซึ่งตัว มอร์แกน เชื่อว่า เขายังมีเวลาในการกลับมาสร้างชื่อได้อีกครั้ง

“ผมยังเชื่อว่า ผมยังเล่นในระดับสูงได้” อดีตกองหน้าทีมชาติรุ่นอายุต่ำกว่า 19 ปี เผย “ผมไม่อยากให้คนจดจำว่า ผมเป็นอดีตเด็กหงส์ที่ได้เล่นกับทีมเพียงชั่วคราว ก่อนต้องตกต่ำไปลีกในลีกรองตลอดกาล”

“ผมยังคงเชื่อว่า ผมยิงประตูได้อีกเยอะในฟุตบอลลีก ผมซ้อมทุกวันด้วยความเป็นมืออาชีพ พ่อผมชวนให้ผมไปขับแท็กซี่กับเขา แต่ผมสัญญากับตัวเองว่า ชีวิตนี้จะมีแต่ฟุตบอล ผมต้องการโฟกัสที่มันเท่านั้น”

ขณะที่ บอสตอก เพิ่งย้ายมาเล่นใน ฝรั่งเศส เมื่อปีที่แล้ว หลังไปผจญภัยใน เบลเยี่ยม มาหลายปี โดย อดีตเด็กปั้นพาเลซ บอกว่า ความล้มเหลวในช่วงวัยรุ่นทำให้เขาเติบใหญ่กว่าเดิม

“บางที ชีวิตก็ไม่ได้เดินไปตามที่เราคิดเสมอ แต่มันก็มีอีกหลายทางที่เราจะประสบความสำเร็จได้ แค่เพราะว่า บางอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด ไม่ได้หมายความว่า ฝันจะจบลงสักหน่อย ผมคิดว่าทั้งหมดเป็นบททดสอบเพื่อให้เราก้าวผ่านได้”

ปิดท้ายที่รุ่นเก๋าอย่าง คาดามาร์เทอรี่ ซึ่งเลิกเล่นไปตั้งแต่ปี 2014 กับ คาร์ไลส์ อันเป็นสโมสรที่ 11 ในชีวิตค้าแข้ง  และปัจจุบัน อดีตเด็กปั้นท็อฟฟี่ กำลังเป็นโค้ชให้กับทีมชุดอายุต่ำกว่า 18 ปีของ เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์

“ระบบต่างๆในตอนนี้เอื้อให้ ดาวรุ่ง มากกว่าสมัยผมยังเล่นอยู่มาก ตอนนั้นถูกปล่อยเกาะเหมือนผู้ใหญ่คนหนึ่งทั้งๆที่ผมอายุแค่ 17 ปี มันเป็นเรื่องสำคัญที่เด็กๆควรได้รับการพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้พวกเขาได้พร้อมที่สุด”

“เพราะไม่ใช่ทุกอย่างในฟุตบอลที่สวยงาม และเราจะเป็นต้องยอมรับในเรื่องนี้”