เปิดใจ ‘เจ-วรปัฐ’ เจ้าของรางวัลนาฏราชครั้งที่ 8 : พากย์บอล ยังไงให้โดนด่า (น้อยลง)

เปิดอก...เปิดใจกับ เจ-วรปัฐ อรุณภักดี นักข่าว-ผู้ประกาศข่าว-ผู้บรรยายกีฬาทางสถานีโทรทัศน์ไทยรัฐทีวี วัยเพียง 32 ปี ก้าวขึ้นเวทีรับรางวัลนาฏราช ครั้งที่ 8 สาขาผู้บรรยายรายการกีฬายอดเยี่ยม…

ภาพถ่ายโดย : Max Pichayapong 

เสียงของเขาคงเข้าคุ้นหูของแฟนฟุตบอลชาวไทยไม่เบาอยู่แล้ว เพราะตลอด 3 ปีหลัง นับตั้งแต่ไทยรัฐทีวี ช่อง 32 ได้รับลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลทีมชาติไทย เสียงพากย์บอลแบบสนุกเร้าใจ ผสมความยียวนกวนประสาท ของเขาก็เริ่มแพร่หลาย 

วันนี้เขาได้ลองเปิดใจคุยแบบตรงๆ ดิบๆ ฮาร์ดๆ เกี่ยวกับการทำงานในฐานะนักข่าว และผู้บรรยายกีฬา ว่าตั้งแต่วันแรกที่ได้รับโอกาสกับเคเบิ้ลทีวี จนวันนี้ได้พากย์บอลให้แฟนบอลนับ 10 ล้านคนฟัง เป็นอย่างไร? ลองถูก-ลองผิด และนำคำวิจารณ์มาทำให้ตัวเองโดนด่า (น้อยลง) อย่างไร? จนกระทั่งวันนี้เขาได้รับรางวัลอันทรงเกียรติที่เปรียบเสมือนบัลลงดอร์สำหรับนักบรรยายฟุตบอล!

เปิดปูมเบื้องหลังชีวิต

“ชีวิตผมมี 3 อย่างที่อยากจะเป็น คือ นักดนตรี, ผู้กำกับภาพยนตร์ และผู้ประกาศข่าวกีฬา และบรรยายกีฬา ความฝันของผมคือการพากย์ฟุตบอลทีมชาติไทย…” วรปัฐ เริ่มเท้าความ เล่าถึงเป้าหมายในชีวิตของตัวเอง

พอสายเข้าเราก็เริ่มรายงานบรรยายกาศโปรยไป แล้วก็เริ่มพากย์บอล เราก็พากย์ไปแบบเมามันมาก ประมาณสัก 10 นาที… เราก็เริ่มเอะใจ เอ… ทำไมไม่เสียงด้านอะไรจากทีมงานเลยฟระ ปั๊ดโธ่! สายตัดไปตั้งแต่ 2 นาทีแรกแล้ว!

“ผมเริ่มทำงานด้านข่าวกีฬาครั้งแรกตอนอยู่กับ SMM Sport Radio FM 96 ตอนนั้นเป็นนักข่าว ยุคนั้นเป็นยุคที่ฟุตบอลไทยเพิ่งเริ่มบูม ผมต้องออกภาคสนามทุกๆวันที่มีบอลแข่ง วันหนึ่งมีนโยบายว่าจะให้ผู้สื่อข่าวโทรโฟน-อินรายงานสดที่สนาม พร้อมกับบรรยายเกมไปด้วยสั้นๆ ประมาณ 2 - 3 นาที… ครั้งแรกของผมเกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว จริงๆ มันเป็นวันแรกที่ทำงานเลยด้วยซ้ำ ผมจำได้แม่น มันเป็นเกมที่ ม.กรุงเทพฯ เจอกับ สมุทรสงคราม ที่สนามฟุตบอล ม.กรุงเทพ รังสิต ทางทีมงานบอกให้ผมพากย์บอลคู่นี้ระหว่างโฟนอิน 10 นาที ผมก็แบบ โอ้โห! จะให้โฟนอิน อะไรนานขนาดนั้น แต่เราสู้ไง พอสายเข้าเราก็เริ่มรายงานบรรยากาศเป็นท่อนอินโทรไป แล้วก็เริ่มพากย์บอล พากย์ไปแบบเมามันมาก ประมาณสัก 10 นาที… เราก็เริ่มเอะใจ เอ… ทำไมไม่เสียงด้านอะไรจากทีมงานเลยฟระ ปั๊ดโธ่! สายตัดไปตั้งแต่ 2 นาทีแรกแล้ว! (ฮา)  

“แต่นั่น คือ จุดเริ่มต้นของเรา และทำแบบนั้นไปเรื่อยๆ หลังจากนั้น ซึ่งมันทำให้เราฝึกฝนการด้นสด (Improvise) ได้ดี  เพราะสถานการณ์การพากย์บอลสดๆ ที่สนาม โดยที่เตรียมตัวไปในฐานะนักข่าวภาคสนาม มันไม่ง่ายเลย มันคนละอย่างกับการเตรียมข้อมูลพากย์ อยู่ในสตูดิโอ”

“จนปี 2010 ผมได้เข้าไปอยู่สยามกีฬาทีวี กับพี่โย-โยธิน อารีย์การเลิศ บอกตามตรงว่า… พี่บี-บางปะกง วรเทพ มากโภคา ผู้สื่อข่าว นสพ. ไทยรัฐ เป็นคนฝากเราเข้าไปนั่นแหละ ตอนอยู่ที่สยามกีฬา เราต้องทำงานทุกกีฬา แต่ทางบริษัท ก็เริ่มถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลไทยลีก เยอะขึ้น มันก็ทำให้เราได้โอกาสพากย์ฟุตบอลไทยลีกโดยปริยาย”

...กลางปีเดียวกัน หลังจากเริ่มได้โอกาสพากย์บอลที่ช่องสยามกีฬาทีวีได้ไม่นาน… เหตุการณ์เกินคาดคิดก็เข้ามาหาเขาแบบไม่ทันได้ตั้งตัว  

“เจ เดี๋ยวมึงไปพากย์บอลโตโยต้า ลีก คัพ ทางช่อง 9 กับกู” นี่ คือ เสียงของโยธิน อารีย์การเลิศ หัวหน้าของเขา ที่เปิดประตูโพล่งเข้ามาบอกในห้องนักข่าว… เขาตกใจ เพราะ มันเหมือนเป็นความฝันของนักพากย์คนหนึ่ง ที่จะได้พากย์กีฬาผ่านช่องฟรีทีวี ถ้าเปรียบกับฟุตบอล มันก็เหมือนได้ก้าวกระโดดจากดิวิชั่น 2 มาเล่นไทยลีก

“พี่เขาเข้ามาบอกผมช่วงเย็น” วรปัฐ เท้าความถึงเหตุการณ์ครั้งนั้น  

“เย็นวันนั้น ผมอยู่เวรข่าวเย็น ต้องนั่งทำข่าว ลากยาวไปจนถึงเที่ยงคืน และอ่านข่าวดึกด้วย ถึงจะได้เริ่มลงมือทำข้อมูล ผมทำข้อมูลถึง 9 โมงเช้าของอีกวัน และกลับไปนอน 2 ชั่วโมง ก่อนเดินทางไปที่จังหวัดนครราชสีมา (บอลแข่ง 4 โมงเย็น) คือ เราคิดมาตลอดว่าอยากมีโอกาสได้พากย์ฟุตบอลผ่านช่องฟรีทีวี แล้วมันก็เป็นโอกาสที่ไม่คาดคิด เราเลยคิดว่าต้องทำการบ้านไปให้ดีที่สุด สมัยนั้นผม และน้องๆในทีมเริ่มทำข้อมูลเชิงสถิติเก็บกัน เป็นยุคแรกๆ มีหมดว่าลงสนามกี่นัด ลงเป็นตัวสำรองนาทีเท่าไหร่ ใครแอสซิสต์เท่าไหร่บ้างของทุกทีมในไทยลีกเลย… ซึ่งปกติผมจะทำข้อมูลจนถึงวินาทีสุดท้ายก่อนเข้าบรรยายเกม แต่วันนั้น คือ แบบ...ที่สุดเลย ผมถือแฟ้มหนาๆจากข้อมูลที่รวบรวมไป 3 เล่ม  ตาโหลไปพากย์ สภาพแย่มาก”

“ผลปรากฏว่าวันนั้น ผมลืมแฟ้มข้อมูลที่สำคัญที่สุดไว้ (ฮา)”

แต่การพากย์บอลไทยในวันที่ยังไม่ได้รับการติดตามไปทั่วประเทศ อาจทำให้เขาไม่ได้อยู่ท่ามกลางสายตาผู้คนเท่าไหร่นัก จนกระทั่ง วันที่เขาก้าวไปอยู่ในเวทีที่ใหญ่กว่า เดิม จากช่องเคเบิ้ลทีวีสู่ทีวีดิจิตอล และจากนี้ไปเขาต้องเริ่มเรียนรู้กับการรับมือคำวิพากษ์วิจารณ์ให้มากขึ้น...

มันเป็นจุดเริ่มต้นที่เขาต้องเจอบทเรียนมากมาย... 

บทเรียนที่ 1 : อย่าเลียนาย

หลังจากซุ่มฝึกฝนทั้งงานข่าว และงานหน้าจอมาตลอด 3 ปีครึ่งที่สยามกีฬาทีวี วรปัฐ ออกสู่โลกกว้าง เขาเข้าไปออดิชั่นเป็นผู้ประกาศข่าวกับช่องไทยรัฐทีวี ตั้งแต่ยุคที่เพิ่งเริ่มตั้งไข่ ก่อนได้รับเลือกให้เป็นผู้ประกาศกีฬาชุดแรกของไทยรัฐทีวี ภายใต้การบริหารงานของ นาย วัชร วัชรพล ทายาทไทยรัฐรุ่นที่ 3 และการได้พากย์กีฬาฟุตบอลก็มาเร็วกว่าที่คิด แถมยังเป็นฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดสำคัญระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ นิวคาสเซิล เมื่อปลายฤดูกาล 2013 / 2014

อย่าอินกับโจทย์งานที่ได้รับจาก กอง บก. มากเกินไป และอย่าเลียนาย...เอ้า! ผมพูดตรงๆ เลยเนี่ย วันนั้นผมก็เลียนายผมเล็กๆ เหมือนกัน เพราะนายผมชอบลิเวอร์พูล (ฮา)

“โอกาสมันมาเร็วกว่าที่คิด กว่าที่คิดเยอะมาก เพราะตอนเราเข้ามาเป็นผู้ประกาศข่าวกีฬากับไทยรัฐ เราไม่เคยคิดว่าผู้บริหารต้องการจะบูมกีฬาขนาดนี้ เราแค่คิดว่า วันหนึ่งถ้าเรามีผลงานที่ดีหน้าจอ เราก็สามารถขยับขยายหาช่องทางไปเป็นนักพากย์ฟุตบอลที่อื่นก็ได้”

“ไทยรัฐซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ มา เป็นคู่ระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ นิวคาสเซิล ซึ่ง เกมนั้นลิเวอร์พูล ยังอยู่ในเส้นทางลุ้นแชมป์ ทางกอง บก. มีโจทย์ว่าต้องการที่จะทำให้แฟนบอล โดยเฉพาะแฟนบอลลิเวอร์พูล รู้สึกอิน เพราะมันเป็นเกมที่พวกเขาจะได้อยู่บนเส้นทางลุ้นแชมป์ต่อไป หากเก็บ 3 คะแนนได้ ฉะนั้นการบรรยาย มันต้องทำให้แฟนบอลลิเวอร์พูลคล้อยตาม บวกกับนายผม (วัชร วัชรพล) เป็นแฟนลิเวอร์พูล”

“เกมนั้นผมก็ได้รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ ทั้ง พรี-แมตช์, พักครึ่ง และวิเคราะห์หลังเกม ซึ่งคนก็จะเห็นหน้าเราเยอะไง...จริงๆ เราก็พูดไปตามเกมนั้นแหละ แต่บวกกับโจทย์ที่เราได้รับจาก กอง บก. คือ ทำให้แฟนบอลลิเวอร์พูลอินหน่อยๆ พอจบเกมเท่านั้นแหละ เป็นครั้งแรกเลย ที่ชื่อของผมถูกเอาไปด่าในพันธุ์ทิพย์ แคปเจอร์หน้ามาด่าบอกผมพากย์บอลลำเอียง เพราะเป็นแฟนลิเวอร์พูล

จนกระทั่งมีคนเอารูปที่เป็นหลักฐานว่าความจริงแล้วผมเป็นแฟนบอลแมนฯยูไปใส่ในคอมเม้นต์ เท่านั้นแหละ… กระทู้เงียบเลย” 

“แต่ครั้งนั้นก็ถือเป็นบทเรียนแรกของการพากย์บอลผ่านทีวีดิจิตอล หรือจะเรียกว่าเป็น ฟรีทีวี ในยุคใหม่ ของผม บทเรียนครั้งนั้นสอนให้ผมรู้ว่า…”

“อย่าอินกับโจทย์งานที่ได้รับจาก กอง บก. มากเกินไป และอย่าเลียนาย...เอ้า!  ผมพูดตรงๆ เลยเนี่ย วันนั้นผมก็เลียนายผมเล็กๆ เหมือนกัน เพราะนายผมชอบลิเวอร์พูล (ฮา)”

อย่าหวั่นไหวกับโซเชี่ยล

ความฝันสูงสุดของ วรปัฐ ในเส้นทางนักพากย์ฟุตบอลเติบโตอย่างรวดเร็ว และเกินคาดคิดอีกครั้ง เพราะเพียงแค่ปีที่ 3 ที่ทำงานกับไทยรัฐ… ทางสถานีซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอล คิงส์ คัพ 2015… ใช่แล้ว การได้บรรยายเกมที่ทีมชาติไทยลงแข่งขัน คือ ที่สุดของนักพากย์บอลทุกคน มันไม่ต่างจากนักฟุตบอลที่ได้รับใช้ชาติเลย

“มันมีคำพูดดูถูก วิจารณ์ ต่อว่า การทำงานของเรามากมาย หนึ่งในคำที่รู้สึกแย่ที่สุด คือ เด็กเกินไปที่จะพากย์บอล”

แต่เหมือนกับนักฟุตบอลที่รับใช้ชาตินั่นแหละ ที่ต้องต้านทานรับมือกับคำวิพากษ์วิจารณ์ให้ได้…

“มันมีคำพูดดูถูก วิจารณ์ ต่อว่า การทำงานของเรามากมาย หนึ่งในคำที่รู้สึกแย่ที่สุด คือ เด็กเกินไปที่จะพากย์บอล” เจ-วรปัฐ เริ่มพูดถึงคอมเม้นต์ทั้งหลายบนโซเชี่ยลมีเดีย ที่สร้างความเจ็บใจ หลังเริ่มปรากฏตัวมาพากย์บอลในช่องทางที่มีคนสนใจทั่วประเทศ โดยเฉพาะรายการคิงส์ คัพ ครั้งที่ 43 ที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งลูกทีมของซิโก้-เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง กำลังได้รับความสนใจอย่างเปี่ยมล้น

“ผมไม่รู้ว่าความหมายของคำว่าเด็กเกินไปที่จะมาพากย์บอล คือ อะไร แต่ผมคิดว่าการพากย์บอลมันไม่มีเด็ก ไม่มีแก่ มันไม่มีอะไรกำหนดไว้ว่าต้องอายุเท่าไหร่ ถึงจะพากย์บอลได้ ซึ่งจริงๆ ผมก็พากย์มาตั้งแต่ช่องเคเบิ้ลกับสยามกีฬาแล้ว ช่วงแรกๆ พอเจอกระแสด่า แต่เรื่องนี้พอคิดได้ ผมก็ปล่อยผ่าน”

“คำด่าทอแบบเสียๆหายๆ ก็มีเยอะ แต่อะไรที่เป็นคำวิพากษ์วิจารณ์ที่มีเหตุมีผลเราก็เก็บไว้ อย่างช่วงแรกๆ ที่พากย์ทีมชาติไทย ก็มักจะมีคนบอกว่าเราให้ข้อมูลเยอะเกินไป โอ้อวด อวดรู้ ซึ่งเราก็ต้องค่อยๆ ปรับพยายามหาจุดลงตัวของการให้ข้อมูลได้มากที่สุด เช่น ถ้าหาข้อมูลมา 100 เราไม่จำเป็นต้องใส่ 100 เต็มที่ ใส่ 10 ก็พอ แต่ต้องได้จังหวะ เช่น ถ้าลูกนี้ ทีมชาติไทย ยิงประตูครบ 100 ลูก เราก็ต้องพูดทันที หลังจากไทยยิงประตูได้ ถ้าพลาดแล้วก็ต้องอย่าเสียดาย” 

“ตอนหลังๆ ผมจะจดใส่กระดาษแยกออกมาอีกใบ เป็นใบเล็กๆ 10 ข้อจากข้อมูลที่เราเตรียมมาทั้งหมด 10 ข้อที่เราคิดว่าเป็นข้อมูลที่เปรี้ยงที่สุด สำคัญที่สุด พอเกิดจังหวะที่เข้าข้อปุ๊บ ต้องใส่ได้ปั๊บ”

“คือ ผมค่อนข้างแข็งแกร่งต่อคำด่าของคอมเมนต์ในโลกโซเชี่ยลนะ แต่ผมเลือกที่จะนั่งอ่านคอมเม้นต์จากเว็บ หรือเพจหลักๆ เพื่อนำมาพัฒนาปรับปรุงทุกจุด การที่ผมไม่หวั่นไหวกับโซเชี่ยล มันก็เป็นการทำให้ผมได้พัฒนาตัวเอง บางทีมุมมองของคนฟังอื่นๆ ที่ไม่ใช่คนในออฟฟิศ มันย่อมแตกต่างจากคนรอบตัวอยู่แล้ว”

ทำการบ้านให้ได้มากที่สุด

ทำการบ้านมาบ้างรึเปล่า? คอมเม้นต์แฟนบอลที่เจ็บจี๊ดเข้าหัวใจของ เจ-วรปัฐ อรุณภักดี มากที่สุด คือ คอมเม้นต์ประเภทนี้…  

“ตรงนี้เป็นเรื่องที่ผมเจ็บปวดที่สุดเลย” วรปัฐ เล่าถึงคำด่าที่เจ็บใจที่สุดในการทำงาน

“เป็นเรื่องเดียวที่เรารู้สึกว่ารับไม่ได้ เพราะเราเติบโตมาจากสายข่าว และอยู่กับข้อมูล บ้าข้อมูล ทำข้อมูลเองตลอด นักฟุตบอลก็ต้องโทรคุย โทรสัมภาษณ์นักฟุตบอลเอง ทุกวันนี้ผมยังนั่งทำข้อมูล จนถึงวินาทีสุดท้าย ก่อนเข้าบรรยายเกมทุกครั้ง เวลาว่าง ผมจะไปตามห้องสมุด หาข้อมูลเก่าๆ หาสถิติเก่าๆ จากรุ่นพี่ในวงการ เช่น พี่จิรัฏฐ์ จันทะเสน (เลขาธิการสมาคมประวัติศาสตร์ฟุตบอล), พี่เอ - เครซี่แมน (วสันต์ จันทร์ประณต), พี่อ๋อ - คมกฤช นภาลัย (อดีตแฟนพันธุ์แท้ฟุตบอลไทย) อย่างพี่อ๋อ แกเก็บใบแมตช์คอมมิชชันเนอร์ตั้งแต่ไทยลีกครั้งที่ 1 ทำให้มีสถิติเก่าๆ เก็บไว้ทั้งหมด ซึ่งเราก็ได้รูปแบบการทำงานของเขามาเก็บสถิติของเราเหมือนกัน เพราะฉะนั้น เราจึงรู้สึกแย่มากๆ เวลาโดนด่าว่าไม่ทำการบ้าน หรือไม่มีข้อมูล”

“แต่เวลาทำให้เราแกร่งพอ สิ่งที่เราคิดได้ก็คือ ทำยังไงก็ได้ให้เราได้ใช้ข้อมูลที่เราเตรียมได้ถูกจังหวะจะโคน ได้มากที่สุด ให้โดนที่สุด”   

อย่าน้ำเต็มแก้ว… และห้ามพอใจกับตัวเอง 

กฎเหล็กในการทำงานของ วรปัฐ คือ การห้ามพอใจกับการทำหน้าที่ของตัวเอง…

“ความจริง ไม่มีเกมไหนเลยที่ผมพากย์กีฬา แล้วผมพอใจกับตัวเอง ผมรู้แค่ว่าต้องทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ และโอกาสที่เข้ามา ผมต้องคว้าเอาไว้ให้ได้ และทำให้ดีที่สุด”

“ทุกๆ ครั้งหลังพากย์บอลเสร็จ ผมก็จะมาดูคอมเม้นต์ในโซเชี่ยล มีเดีย และระหว่างขับรถกลับบ้าน ผมจะเปิดคลิปที่ผมพากย์เต็มเกม คือ บ้านผมอยู่ไกลไง เปิดไป-ขับรถฟังไปก็เกือบจบเกมพอดี เพื่อดูว่า เฮ้ย...เราผิดพลาดอะไรไป เฮ้ย... คำแบบนี้กูหลุดพูดไปได้ยังไงวะ แล้วเราก็จะตั้งสมาธิให้มากขึ้น ระวังมากขึ้น… ตรงจุดนี้ คนละส่วนกับที่ผู้คนวิพากษ์วิจารณ์นะ เพราะมันก็มีบางจุดที่เรารู้สึกไม่พอใจส่วนตัว”

“ความจริง ไม่มีเกมไหนเลยที่ผมพากย์กีฬา แล้วผมพอใจกับตัวเอง ผมรู้แค่ว่าต้องทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ และโอกาสที่เข้ามา ผมต้องคว้าเอาไว้ให้ได้ และทำให้ดีที่สุด”

“ทุกวันนี้ ผมโดนด่าน้อย (ลง) มั้งนะ (ฮา) แต่มันก็รู้สึกว่าโดนน้อยลงจริงๆ ซึ่งเราก็เชื่อว่ามันเป็นเพราะเราปรับนำเอาคอมเม้นต์บางอย่างที่เป็นเหตุเป็นผลจากแฟนบอลมาพัฒนา เราพยายามพากย์บอลอย่างเป็นมิตรกับผู้ฟังมากขึ้น เราทบทวนความผิดพลาดของเราทุกครั้ง และก็พยายามทำการบ้านอย่างหนักก่อนเข้าสตูดิโอ”

“แต่ทุกๆ ครั้ง เราก็ไม่เคยพอใจตัวเองสักที”