เปิดใจเบล: "ผมแค่คนธรรมดา ไม่ใช่กาลักติโก"

นักเตะค่าตัวแพงที่สุดในโลก เปิดใจกับ FFT และ  Andrew Murray จากเด็กชายติดดินชาวคาร์ดิฟฟ์ สู่ทีมยิ่งใหญ่ของโลกฟุตบอล  

บ่ายวันหนาวเหน็บในกรุงมาดริด ท้องฟ้าสดใสมีเมฆบางเบาเคลื่อนผ่านทิวต้นไม้ของชุมชนชานเมืองฝั่งตะวันออกภายใต้แสงหม่นมัวของดวงอาทิตย์ยามบ่ายที่ยังไม่อาจละลายน้ำค้างแข็งที่ฉาบพื้นตั้งแต่เมื่อเช้าที่ผ่านมา ความหนาวเหน็บยังปกคลุมเกือบทั่วทุกพื้นที่ที่กวาดสายตามอง 

จะเว้นก็เพียงหน้าต่างของฟิตเนส ลาส เมอร์เซดาส ในเมืองเรฮาส เมืองใหม่ที่เรียงรายไปด้วยอาคารสำนักงาน ร้านรวงและอพาร์ทเมนต์ราคาแพงทีอยู่ห่างจากสนามบินมาดริดแค่ไม่กี่อึดใจ เวลาบ่ายโมงตรง กลุ่มคนรักสุขภาพวัยกลางคนกำลังมุ่งมั่นทุ่มเทพลังกับคลาสฟิตเนส รายรอบฟิตเนสจะบานกระจกหน้าต่างไอน้ำเกาะพราว อากาศร้อนจากฟิตเนสแทรกซอนผ่านออกมาสู่โลกเย็นเยียบภายนอก

ถัดจาก ลาส เมอร์เซดาส FFT เดินมุ่งหน้าสู่สตูดิโอชั่วคราวของเราในวันนี้ ระหว่างทางผ่านพบกับผู้คนและกิจกรรมหลากหลายที่กำลังดำเนินไปอย่างออกรสชาติ กลุ่มนักเต้นฮิปฮอปกำลังลองเต้นท่าใหม่ให้สวยเนียน ทั้งตีกลังกา หมุนตัว ขยับโยกย้าย ถัดไปเป็นสามหนุ่มสเปนมัดผมหางม้า ใส่เสื้อวงร็อคมอเตอร์เฮ้ดและเอซี/ดีซี กำลังคุยกันออกรถถึงเกมฟุตบอลที่ผ่านมา (เรอัล มาดริด เก่งจริงๆ นะ) 

เช่นเดียวกับทุกผู้คนในสตูดิโอแห่งนี้ เรารอผู้ชายคนนี้ "แกเร็ธ เบล" หนึ่งใน "โลส กาลักติโกส" ซึ่งเป็นฉายาที่ใช้เรียกสุดยอดนักเตะค่าตัวแพงของเรอัล มาดริด หรืออีกความหมายหนึ่งก็คือนักเตะค่าตัวแพงและเนื้อหอมที่สุดในตอนนี้ 

และ เบล มาสาย

จวบจนพระอาทิตย์ค่อยๆ โรยแสงลับขอบฟ้าเมืองมาดริด จึงมีข่าวมาถึงสตูดิโอว่า แกเร็ธ เบล กำลังเดินทางมา แต่จะล่าช้าเพราะต้องเดินทางจากฟากฝั่งของเมืองมาดริดในชั่วโมงเร่งด่วน ทีมงานจึงขยับเตรียมความพร้อมกันอย่างเร่งด่วน นายแบบร่างยักษ์หุ่นเมื่อนักมวยปล้ำเฮฟวี่เวทผู้สวมบทแอตลัสกำลังแบกลูกโลกจำลองขึ้นบ่า ทีมแดนเซอร์ก็เริ่มขยับตามจังหวะฮิปฮ็อป แต่กว่าแกเร็ธ เบล จะเดินทางมาถึงสตูดิโอก็เป็นเวลาเกือบ 2 ทุ่มด้วยสีหน้าเกรงอกเกรงใจ และความโกลาหลก็เริ่มขึ้นทันที

2 ชั่วโมงถัดมา นักเตะค่าตัวแพงที่สุดของเรอัล มาดริด ก็ได้นั่งลงคุยกับ FFT และแม้จะปาเข้าไปเกือบสี่ทุ่มครึ่ง แต่เบลยังคงดูสบายๆ และช่างพูดช่างคุยจนน่าทึ่งเพราะไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ เบล เพิ่งจะลงซ้อม ไปงานเลี้ยงอาหารค่ำโดยคำเชิญกะทันหันของประธานสโมสรเรอัล มาดริด ฟลอเรนติโน เปเรซ และต่อด้วยการไปงานของสปอนเซอร์ ก่อนจะมาถึงการสตูดิโอเพื่อถ่ายภาพชุดนี้ให้กับอะดิดาส

"วันนี้ยุ่งสุดๆ จริงๆ" เบลหัวเราะ "วันปกติของผมไม่ค่อยยุ่งขนาดนี้หรอก...จริงๆ นะ" 

และระหว่างนี้เราจะได้คุยกับเบลว่าอะไรที่ทำให้เด็กหนุ่มติดดินจากแถบมอนมัธเชียร์ของเมืองคาร์ดิฟฟ์กลายเป็นหนึ่งในนักเตะของสุดยอดทีมฟุตบอลของโลก 

เบล จะเปิดใจคุยกับ FFT เกี่ยวกับจังหวะลอดหว่างขา การหลบเลี่ยงความจอแจในร้านอาหาร และการเอาตัวรอดจากแมงมุม....ประมาณนี้แหละ

 

“การถูกเปรียบเทียบกับซีดาน ก็รู้สึกแปลกๆ นะ”

วิทเชิร์ชเป็นชุมชนชานเมืองเงียบๆ ทางตอนเหนือห่างจากคาร์ดิฟฟ์ไม่ไกลนัก แต่เป็นพื้นที่ชุมชนที่มีทุกอย่างเหมือนชุมชนสมัยใหม่ทั่วไป มีถนนสายหลัก ห้องสมุด โรงพยาบาล และโรงเรียนหลายแห่ง และในช่วงปลายทศวรรษ 90 ชุมชนแห่งนี้ก็เป็นบ้านเกิดของเจ้าหนูร่างผอมเป็นไม้ซีกที่ชื่อ "แกเร็ธ เบล" 

เจ้าหนูเบล ในวัย 8 ขวบ ได้เริ่มซ้อมฟุตบอลกับอะคาเดมี่เซาท์แธมป์ตันที่เมืองบาธ ที่เจ้าหนูต้องนั่งรถยนต์จากชุมชนวิทเชิร์ชข้ามสะพานเซฟเวิร์นเข้าสู่ฝั่งอังกฤษและใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง สองปีต่อมาเจ้าหนูเบลเข้าเรียนมัธยมที่โรงเรียนวิทเชิร์ช และมีเพื่อนร่วมชั้นเรียนอย่างกัปตันทีมรักบี้ทีมชาติเวลส์ แซม วอร์เบอร์ตัน และที่โรงเรียนมัธยมนี้เองที่หนุ่มน้อยเบลเริ่มฉายแววเก่งกาจเสียจนครูพละสั่งห้ามแกเร็ธ เบล ใช้เท้าซ้ายเล่นบอล และจำกัดให้เล่นบอลวันทัช แตะจ่าย ห้ามเลี้ยง

คือเก่งมากจนเพื่อนเล่นด้วยไม่ได้ว่างั้นเถอะ

สรุปแล้วก็คือ แกเร็ธ เบล เล่นฟุตบอลทุกวันมาเกือบทั้งชีวิต สิ่งเดียวที่เปลี่ยนแปลงไปก็คือเมื่อก่อนเพื่อนร่วมทีมฟุตบอลของเบล คือวอร์เบอร์ตันและเพื่อนนักเรียนห้อง 8 ซี ส่วนสนามก็คือสนามหน้าโรงเรียนนั้นเอง แต่ปัจจุบันนี้เพื่อนร่วมทีมฟุตบอลคือนักเตะเจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ เพื่อนร่วมทีมราชันชุดขาวผู้เคยคว้าแชมป์ลา ลีกา และแชมเปี้ยนส์ลีก ส่วนสังเวียนฟาดแข้งก็เปลี่ยนเป็นซานเตียโก้ เบอร์นาเบว 

"ถามว่าเล่นบอลกับใครสำคัญกับผมหรือเปล่าน่ะเหรอ" เบล ทวนคำถามของ FFT ด้วยเสียงเกือบจะสั่น คล้ายกับจะถามตัวเองด้วยคำถามเดียวกัน "ไม่หรอกมั้ง มันก็เหมือนๆ เดิม วันแรกๆ อาจจะเกร็งนิดหน่อยเพราะอยากจะโชว์ฟอร์มดีๆ แต่หลังๆ พอเล่นกันไปก็จะเริ่มคุ้นกับการมีดาวดังรอบๆ ตัวเต็มไปหมด ที่จริงแล้วพอเริ่มตั้งตัวได้แล้วเล่นกับใครก็ไม่ต่างกันหรอก ไม่ว่าจะเป็นที่เซาท์แธมป์ตัน หรือสเปอร์ หรือแม้แต่กับทีมชาติเวลส์"

"วันๆ ก็ตื่นเช้าแล้วเตรียมตัวไปซ้อม ปกติระหว่างที่ขับรถไปสนามผมก็มักจะเตรียมจิตใจก่อนซ้อมไปด้วย มันช่วยให้มีสมาธิ จากนั้นพอซ้อมเสร็จก็มีรักษาสภาพร่างกายนิดหน่อย หรือเข้ายิมเพื่อฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ บางทีก็ไปว่ายน้ำ พักฟื้นกล้ามเนื้อ แช่น้ำแข็ง อะไรประมาณนี้"

"ผมกินข้าวกลางวันที่บ้าน และบางทีถ้าอากาศดีก็ออกไปเที่ยวกับครอบครัว หรือไม่ก็พักผ่อนอยู่กับบ้านนั่นแหละ ตอนเย็นก็กินข้าวเย็นเหมือนคนปกติ พักผ่อน เตรียมพร้อมสำหรับพรุ่งนี้ไม่ว่าจะไปซ้อมหรือลงแข่ง ก็เหมือนคนทำงานปกติทั่วไป"

และสิ่งสำคัญที่สำหรับเบล ในการไป "ทำงาน" ที่บัลเดเบบาส สนามซ้อมสุดล้ำของเรอัล มาดริด คือการตั้งหน้าตั้งตาซ้อมและพยายามไม่ทำตัวให้ตกเป็นเป้าสายตาหรือกลายเป็นคลิปหลุดสุดฮาบนยูทูป

โปรแกรมการซ้อมของเบลเริ่มด้วยการเล่นลิง 20 นาที [ยืนเป็นวงกลม มีลิงอยู่กลางวง คนในวงต่อบอลกันสั้นๆ ไปมา ถ้าลิงดักบอลได้คนที่จ่ายบอลจะต้องไปเป็นลิงแทน] ซึ่งการเล่นลิงง่ายๆ แบบนี้มีประโยชน์มากสำหรับการเล่นจังหวะตัดบอลตัวต่อตัวเวลาลงสนามแข่งจริง

"สิ่งที่ไม่มีใครอยากเจอก็คือโดนจังหวะจ่ายลอดขา" ปีกทีมชาติเวลส์วัย 25 ปีหัวเราะชอบใจ "ยิ่งถ้าลงซ้อมแล้วมีตากล้องรอถ่ายอยู่เป็นสิบแล้วลิงโดนแตะลอดขานี่ก็ดับอนาถเลยนะ ผมพยายามระวังตัวไม่เผลอตกเป็นเหยื่อ แต่ถ้ามีใครเจอเข้าไปซักทีนี่ก็โดนล้อโดนแซวกันไปอีกนานเลย"

"ถ้าใครจ่ายลอดขาลิง หรือจ่ายบอล 20 ครั้งแล้วไม่โดนตัดบอลเลยก็จะได้อยู่ต่ออีกรอบ แต่ลิงจะลำบากมาก ทุกคนจะทำทุกอย่างไม่ให้ลิงได้บอล ถ้าบอลแฉลบลอดขาลิงแต่ยังหลุดไปได้ก็ยังบอกว่าลอดขาอีก แต่มันก็ไม่มีกฎตายตัวนะ ว่ายังไงก็ว่าตามกัน"

แกเร็ธ เบล ที่แต่งตัวสบายๆ ในเสื้อฮู้ดสีเทาและกางเกงขาสั้นสีดำหลวมๆ สบายๆ นั่งคุยกับ FFT เกี่ยวกับมุมมองฟุตบอล แต่แม้จะเป็นนักฟุตบอลดาวดัง เบลก็ดูอ่อนน้อมติดดินไม่เหมือนกับนักเตะชื่อดังอีกหลายคน

"ชีวิตนักฟุตบอลมันดูเหลือเชื่อนะ" เบล กล่าวยิ้มๆ เกาท้ายทอยเบาๆ คล้ายจะเขิน "เวลาที่เรามองดูนักเตะบางคนอย่างซีเนอดีน ซีดาน ที่เคยเป็นเจ้าของสถิติค่าตัวแพง แล้วพอผมถูกนำไปเปรียบเทียบกับซีดานมันก็รู้สึกแปลกๆ เหมือนกัน แต่ผมไม่ปล่อยให้มากระทบกับผมนะ ผมพยายามใช้ชีวิตตามปกติเหมือนเดิม เพราะค่าตัวที่แพงๆ นั่นเป็นเรื่องระหว่างสเปอร์ กับมาดริด สองฝ่ายที่ตกลงกันเอง"

“ยิงประตูเฉือนชนะบาร์เซโลน่าคือฝันที่เป็นจริง แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ผมเปลี่ยนไป

18 เดือนผ่านไปหลังจากแกเร็ธ เบล เดินทางมาถึงสเปน แม้การเริ่มต้นชีวิตนักเตะในสเปนจะเริ่มต้นอย่างอืดๆ อยู่บ้างเนื่องจากอาการบาดเจ็บ บวกกับการพลาดโอกาสลงซ้อมร่วมกับทีมในช่วงพรีซีซันและปัญหาเลี่ยงไม่ได้เรื่องการปรับตัวเข้ากับระบบทีม แต่ในที่สุดปีกจรวดสัญชาติเวลส์ก็พัฒนาฝีเท้าจนโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมในการเล่นลา ลีกา ฤดูกาลแรกกับเรอัล มาดริด 

หลังการลงสัมผัส เอล กลาสิโก เกมแรกในชีวิตเมื่อเดือนตุลาคม 2013 ด้วยสภาพร่างกายที่ไม่ฟิตเต็มร้อยและตำแหน่งหน้าต่ำที่ไม่คุ้นเคย จนถึงขั้นมีเสียงค่อนแคะว่าได้ลงเป็น 11 ตัวจริงชุดขาวของคาร์โล อันเชล็อตติ เพียงเพราะต้องใช้ให้คุ้มค่าตัว แต่เพียง 4 เดือนนับจากนั้น เบลกลายเป็นนักเตะลา ลีกา คนแรกที่ทำสถิติการยิงประตูและจ่ายแอสซิสต์เป็นตัวเลข 2 หลักในฤดูกาล 2013/14