เปิดใจเมสซี่: ชีวิตและฟุตบอล

แม้จะเป็นหนึ่งในเทพเจ้าฟุตบอล แต่กว่าจะเป็นลีโอเนล เมสซี่ ก็ต้องผ่านความกดดันมากมาย จากเด็กน้อยที่เล่นฟุตบอลข้างถนน กลายเป็นสุดยอดนักเตะของโลกในยุคนี้ ลีโอเนล เมสซี่ เปิดใจถึงชีวิตทั้งในสนามแข่งและมุมส่วนตัวกับครอบครัวและลูกชาย ความทรงจำวัยเยาว์

ความทรงจำเรื่องฟุตบอลของผมเหรอ? มันนานมากแล้วนะ ผมเล่นฟุตบอลบนถนนมาตั้งแต่เป็นเด็กตัวจิ๋วๆ และนั่นก็สนุกมาก ต่อจากนั้นก็เริ่มเล่นให้กับทีมแถวบ้านตอนอายุประมาณ 5-6 ขวบ หลังจากนั้นก็น่าจะเป็นเกมแรกที่ผมเล่นให้บาร์เซโลนาในเกมกระชับมิตรกับปอร์โต้ หรือเกมทางการเกมแรกกับสโมสร ตอนที่ผมถูกเปลี่ยนตัวลงแทนเดโก้ในเกมกับเอสปันญอล ความทรงจำแบบนี้จะยังติดอยู่ในหัวของผมตลอดเวลาเพราะมันเป็นช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่สำหรับชีวิตและอาชีพของผม

ผมมีความสุขมากที่ได้เล่นกับนักเตะเก่งๆ ตั้งแต่ผมอายุยังน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้เล่นที่คัมป์ นู ผมขอบอกตามตรงนะ ผมอยากเล่นให้นิ่งมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ทดสอบฝีเท้าที่บาร์เซโลนา

ผมยังจำได้เหมือนกัน การทดสอบฝีเท้าครั้งแรกของผมที่บาร์เซโลนา ตอนนั้นผมอายุ 13 และต้องไปอยู่ที่นั่น 15 วัน ผมพักอยู่ที่โรงแรมใกล้ๆ กับปลาซา เอสปานญ่า การทดสอบเป็นไปด้วยดี เพื่อนร่วมทีมก็ให้การต้อนรับดีและในเวลาเพียงไม่กี่วันเราก็กลายเป็นเพื่อนกัน นั่นเป็นประสบการณ์ที่ดีมากจริงๆ ทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตของผมเป็นเรื่องที่พิเศษมากๆ แม้แต่ช่วงเวลาที่ยากลำบากก็ยังถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะนั่นเป็นสิ่งที่หล่อหลอมให้คุณเป็นอย่างที่คุณเป็น แต่การได้มาทดสอบฝีเท้ากับบาร์เซโลน่าถือเป็นเรื่องที่แตกต่างออกไป มันยอดเยี่ยมมากจริงๆ ช่วงเวลานั้นมีเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย หนึ่งในนั้นคือการที่ชาร์ลี เรซัค หนึ่งในบรรดาสเก๊าท์เขียนในกระดาษเช็ดมือว่าบาร์เซโลนาจะต้องเซ็นสัญญากับผมแน่นอน ผมเคยได้ยินเรื่องนั้นบ่อยๆ นะ แต่ผมก็ไม่เคยเห็นกระดาษเช็ดมือที่ว่านั่นเลย ผมก็เลยบอกไม่ได้ว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า

ชีวิตประจำวัน

คำถามหนึ่งที่ผมมักจะถูกถามบ่อยๆ คือ ถามว่าผมสามารถใช้ชีวิตเหมือนคนปกติได้หรือเปล่า ซึ่งผมก็คิดว่าผมทำได้แน่นอน ผมพยายามทำทุกอย่างที่ผมอยากจะทำและผมคิดว่าทำได้ดี ผู้คนที่บาร์เซโลนาเป็นคนมีน้ำใจและเคารพคนอื่น เขาอาจจะเข้ามาขอถ่ายรูปหรือขอลายเซ็นบ้าง ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ แต่ผมก็ใช้ชีวิตทำอะไรๆ เหมือนคนอื่นทั่วไปแหละ ถ้าผมอยากจะเดินไปตามถนนโดยไม่มีคนคอยตามเป็นพรวนผมก็ทำได้นะ ผมไม่ค่อยได้ออกไปเดินเล่นสักเท่าไหร่ แต่นั่นก็เป็นเพราะว่าผมชอบอยู่บ้านกับครอบครัวมากกว่า แต่ถ้าผมอยากจะออกไปเดินเล่น ผมก็ไปได้

และสำหรับผมก็ไม่ค่อยมีใครมารบกวนความเป็นส่วนตัวนะ ไม่ค่อยมีใครมาวุ่นวายเรื่องครอบครัวของผม ซึ่งในข้อนั้นผมก็ไม่มีปัญหากับพวกเขาหรอก

ผมชินกับการเจอคนมากมายมาขอถ่ายรูปหรือถ่ายวิดีโอ ซึ่งมันก็เหมือนกับการเล่นฟุตบอล ผมเห็นการเตรียมพร้อมมากมายก่อนจะลงมือ จนมันกลายเป็นเรื่องปกติของชีวิตไปแล้ว ผมว่าการได้เจอคนมากมายที่พยายามตั้งใจทำงานให้งานออกมาดีมันก็เป็นเรื่องที่ดีมากนะ แต่ถ้าถามว่าผมชอบแบบนี้มั้ย มันเป็นเรื่องของชีวิตนะ มันก็ต้องเป็นแบบนี้

 

เดินทางไปซ้อม

เวลาผมขับรถไปซ้อม ผมจะพยายามขับให้ใจเย็นที่สุดเท่าที่จะทำได้ จริงๆ แล้วผมชอบขับรถนะ การได้มีเวลารีแลกซ์ ใช้เวลากับความคิดของตัวเองก่อนที่จะต้องลงซ้อมมันเป็นอะไรที่ดีมากๆ ก่อนเกมก็เหมือนกัน และผมก็มักจะขับรถไปทางเดิมๆ ที่ใช้ประจำ เพราะมันช่วยให้ผมมีสมาธิ ผู้คนที่เจอระหว่างทางมักจะจำผมได้ ผมคิดว่าส่วนมากอาจจะจำรถผมได้มากกว่า แต่มีอยู่ครั้งสองครั้งที่คนที่ข้ามถนนหรือจอดรถไฟแดงข้างๆ ผมเขาหันมาเจอผมในรถแล้วก็จะทำหน้าตาตกอกตกใจ แบบว่า “เฮ้ย! เมสซี่” ซึ่งมันก็ตลกดี

ลงซ้อม

พวกเราทั้งทีมมักจะเดินทางมาถึงสนามซ้อมประมาณหนึ่งชั่วโมงก่อนซ้อมจริง สิ่งแรกที่ทำตอนที่มาถึงก็คือมากินอาหารเช้าด้วยกัน จากนั้นก็แยกย้ายกันไปก่อนจะกลับมาเจอกันอีกทีตอนลงสนามซ้อม บางคนก็เข้ายิมซักครึ่งชั่วโมงเพื่อเตรียมพร้อมก่อนซ้อม บางคนก็ไปหานักกายภาพให้ช่วยยืดกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบางคนที่มีปัญหาบาดเจ็บเล็กๆ น้อยๆ แต่ส่วนหนึ่งก็จะมานั่งคุยกัน กิน มาเต้ ก่อนซ้อมด้วยกัน [มาเต้ คือ ชาพื้นเมืองจากอเมริกาใต้ มีคาเฟอีนเยอะมาก] บางทีผมก็ไปเดินเล่นเรื่อยเปื่อยรอบๆ สนามซ้อม หรือนั่งคิดอะไรอยู่ในห้องแต่งตัว สรุปแล้วก็คือขึ้นอยู่กับอารมณ์แต่ละวัน แต่ที่สำคัญที่ผมต้องทำเป็นประจำทุกวันก็คือการนั่งคุยกับเพื่อนๆ และจิบ มาเต้ ด้วยกัน มันไม่ใช่ว่าจะเป็นกิจวัตรประจำวันอไรหรอกนะ แค่เป็นสิ่งที่พวกเราทำ เรามาถึงสนามซ้อม  จิบชาคุยกัน เป็นแค่เรื่องที่เราทำเป็นปกติเสมอมา ไม่มีเหตุผลอะไรพิเศษ