เปิดใจฮาเมส: ผมเป็นนักสู้

ฮาเมส โรดริเกวซ ดาวยิงอัจฉริยะ หนึ่งใน โลส กาลักติโกส ค่าตัวแพงของเรอัล มาดริด เปิดใจจากความฝันวัยเด็ก สู่สุดยอดทีม

“ทุกคน!! เงียบๆ หน่อยได้ไหม!!” ผู้อำนวยการถ่ายทำชาวสแปนิชหน้าตาบอกบุญไม่รับตะโกนลั่นสตูดิโอโทรทัศน์กลางเมืองมาดริดที่เต็มไปด้วยเสียงสนทนาจ้อกแจ้กจอแจ ประโยคเมื่อครู่นี้ไม่ใช่คำถาม แต่เป็นคำสั่ง “เดี๋ยวจะมีหมามาเข้าฉาก”

และในขณะนั้นเอง ฮาเมส โรดริเกซ เหลือบมองข้ามไหล่ซ้ายไปยัง แซนดี้ เจ้าหมาบุลด็อกสีน้ำตาลแกมขาววัย 3 ขวบที่เดินต้อยๆ ตามหลังเจ้าของเข้ามาในสตูดิโอ นักเตะกาลักติโกรายล่าสุดของเรอัล มาดริดแทบจะระงับความตื่นเต้นไว้ไม่ได้ รีบพุ่งตัวไปหาเจ้าตัวย่นขนาดแค่ 35 ซม. ที่กำลังเดินต้วมเตี้ยมเข้ามา มิดฟิลด์ชาวโคลอมเบียมีรอยยิ้ม doleful ฉาบบนใบหน้าแม้จะต้องจามฟุดฟิดเป็นระยะๆ

“น่ารักใช่ไหมล่ะ?!!” ฮาเมสนั่งคุกเข่าลูบหัวลูบหางเจ้าแซนดี้โดยไม่สนใจผู้อำนวยการ “อายุเท่าไหร่แล้วนี่? ผมเล่นกับหมาแบบนี้ได้ทั้งวันเลยนะ!!”

ไม่กี่นาทีต่อมา ทั้งฮาเมสและแซนดี้ ที่เป็นสองดาราสำคัญของการถ่ายทำในวันนี้ก็ไปอยู่หน้ากล้องและเล่นกันพัลวัน จนในที่สุดแซนดี้ก็ลุกขึ้นยืนด้วยสองขาหลัง โดยมีเพลย์เมคเกอร์ทีมชาติโคลอมเบียนยื่นมือไปแตะจมูกเจ้าหมาน้อยราวกับจะเปลี่ยนให้เจ้าหมากลายเป็นทองคำเหมือนราชาไมดาส แต่นั่นก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการถ่ายทำเท่านั้น ในความเป็นจริง กาลักติโกเจ้าของหมายเลข 10 ยังไม่มีสัมผัสมนุษย์ทองคำซักเท่าไหร่

นับตั้งแต่ฟุตบอลโลกครั้งที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นโซเฟีย เวร์การ่า ดาราคนสวยจากซีรี่ส์ชื่อดัง Modern Family หรือริฮานน่า เจ้าแม่เพลงป๊อปก็อยากจะสัมผัสกับหนุ่มน้อยโกลเด้นบอยเจ้าของฝีเท้าขั้นเทพและเสน่ห์สดใสคนนี้

หลังจากเสร็จสิ้นการถ่ายภาพชุดที่เหลือและแยกจากแซนดี้แล้ว ฮาเมสได้นั่งคุยกับ FFT ที่ห้องแต่งตัวนักแสดง ด้วยมาดหล่อเนี้ยบผมไม่กระดิกแม้แต่เส้นเดียว

ฮาเมสอยู่ในชุดสีดำหัวจรดเท้า ได้นั่งอยู่กับเราตัวต่อตัวโดยไม่มีช่างแต่งหน้าส่วนตัวมาคอยนั่งเฝ้า (ซึ่งก็คือหนุ่มวัย 30 กว่าๆ ไว้จอนยาวเฟื้อย สวมกางเกงยีนส์ขาดๆ ที่ฟิตเปรี๊ยะจนเราสงสัยว่าใส่เข้าไปได้ยังไง แถมยังสวมเสื้อกั๊กและพกนาฬิกาคล้องโซ่ยุคปี 1920 ชอบถือขวดสเปรย์สีน้ำเงินไม่วางมือ)

นี่คือชายหนุ่มที่ชอบอยู่หน้ากล้องและกล้องก็ชอบจับภาพของเขามากพอๆ กัน แต่ในขณะเดียวกัน ชายหนุ่มคนนี้คือนักสู้โดยกำเนิดที่ตลอดชีวิตที่ผ่านมามีทางเลือกมากมายนับไม่ถ้วนมาให้เลือกเดินออกห่างเส้นทางสายฟุตบอล แต่เขายังมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลงและมุ่งมั่นอยู่กับฟุตบอลที่ความใฝ่ฝันสูงสุดคือครั้งหนึ่งในชีวิตอยากจะสวมชุดขาวของเรอัล มาดริด ไม่ว่าจะต้องรอคอยหรือต้องผ่านอุปสรรคมากมายเพียงใดก็ตาม

เพราะอะไร?

เรามาฟังจากปากของเขาที่จะเปิดใจให้สัมภาษณ์กับ FFT…

เพื่อนบ้านสุดโหดเปิดหน้าต่างออกมาแล้วตะโกนไล่เราว่าจะออกมาฆ่าเรา ถ้าเราไม่หยุดเล่น

จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อฮาเมส โรดริเกซ ยังเป็นเด็กตัวน้อย

เมื่อฮาเมสมีวัยเพียง 3 ขวบ คุณพ่อวิลสัน ฮาเมส โรดริเกซ นักฟุตบอลอาชีพที่เคยลงเล่นฟุตบอลโลกรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปีให้กับทีมชาติโคลอมเบีย พร้อมกับนายประตู เรเน่ ฮิกิต้า ได้เดินทางจากบ้านของครอบครัวในเมืองคูคูต้าแถบชายแดนประเทศเวเนซุเอล่า และนับจากนั้นมาฮาเมสก็แทบไม่ค่อยได้เจอหน้าพ่ออีกเลย

ฮาเมสและพิลาร์ ผู้เป็นแม่ ย้ายจากคูคูต้าไปอยู่ที่เมืองอิบาเก้ ที่ซึ่งความรักฟุตบอลได้เริ่มต้น คุณยาย ดอนน่า โรซ่า ยังชื่นชอบการเล่าเรื่องหนูน้อยฮาเมสวัย 4 ขวบที่ชอบจะเกาะระเบียงอพาร์ทเมนท์และเฝ้ามองเรื่องราวและผู้คนบนท้องถนนในเมืองอิบาเก้ และบ่ายวันเหนึ่งเมื่อเจ้าหนูน้อยได้เห็นทีมฟุตบอลโคโอเปอราโมส โตลิม่า ทีมฟุตบอลในลีกดิวิชั่น 3 ลงทำการซ้อมในสนามอีกฟากของถนน เจ้าหนูก็ร้องให้แม่พาข้ามถนนที่สุดแสนวุ่นวายไปดูการซ้อมในจุดที่เห็นสนามฟุตบอลได้ถนัดชัดตา

แต่คนแรกที่มองเห็นพรสวรรค์และเฝ้าฟูมฟักฝึกฝนทักษะให้เจ้าหนูก็คือพ่อเลี้ยง ฮวน คาร์โลส เรสท์รีโป ที่ในวัยหนุ่มเคยเป็นนักฟุตบอลสมัครเล่นก่อนที่จะหันเหชีวิตมาเอาดีทางด้านวิศวกรรม

“พ่อเลี้ยงเป็นผู้มีบทบาทอย่างมากในอาชีพนักฟุตบอลของผม” ฮาเมส กล่าวด้วยเสียงแตกพร่าที่ไม่เกี่ยวกับอาการติดอ่างที่เคยเป็นมาตั้งแต่พ่อผู้ให้กำเนิดได้จากครอบครัวไป แต่น้ำเสียงสั่นเครือของกาลักติโกหนุ่มมาจากความรู้สึกซาบซึ้งเมื่อนึกถึงเรสท์รีโป “เขาเป็นคนส่งผมไปโรงเรียนฟุตบอลตอนผมอายุ 6 ขวบ เขามองเห็นว่าผมมีพรสวรรค์และความสามารถที่จำเป็นสำหรับการเล่นฟุตบอลในระดับที่สูงขึ้น และเชื่อว่าผมควรจะต้องไปเรียนฟุตบอลที่โรงเรียนเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับฟุตบอลให้มากขึ้น”

แต่แม้พ่อเลี้ยงจะประทับใจในทักษะฟุตบอลของลูกชายตัวน้อย แต่ไม่ทุกคนที่ปลาบปลื้มกับฝีเท้าของเจ้าหนูฮาเมส และการลงเตะคัดเลือกเข้าทีมเยาวชนครั้งแรกของฮาเมสกับทีมในเมืองอิบาเก้ก็ไม่ค่อยจะเป็นไปอย่างที่หวังเท่าไหร่นัก

“หลังจากจบการคัดเลือก โค้ชบอกว่าผมยังไม่เก่งพอ” ฮาเมส เล่าให้ FFT ฟังพร้อมด้วยรอยยิ้ม “ไม่กี่ปีต่อมา ผมได้กลับไปแข่งกับทีมของโค้ชคนนี้ และเขาก็แทบไม่ชื่อเลยว่านี่คือผมคนเดิม เขาตะโกนบอกพ่อของผม ‘พาเขากลับมา! พาเขากลับมาเข้าทีมผมเถอะ!!’ แต่พวกเราก็ไม่สนใจเขาหรอก พ่อเลี้ยงของผมแค่บอกว่า ‘นี่! คุณมีโอกาสแล้วครั้งหนึ่งแต่คุณไม่เอาเขาเอง’ ที่ผมชอบมากเลย”
โชคยังดีที่ อะคาเดเมีย โทลิเมนเซ่ ทีมเยาวชนอีกทีมหนึ่งในแถบนั้น ได้เห็นแววอัจฉริยะในตัวเจ้าหนูฮาเมส แต่แม้จะเข้าเรียนในโรงเรียนฟุตบอลในเมืองอิบาเก้เพื่อพัฒนาทักษะ แท็กติก ความรู้และพัฒนาพรสวรรค์ แต่คู่พ่อเลี้ยงลูกเลี้ยงนี้ก็ไม่เคยห่างหายจากการเล่นฟุตบอลขข้างถนน

“ผมจำได้ว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งที่เราเตะฟุตบอลเล่นกันนอกบ้าน แบบเตะใส่กำแพงน่ะ” ฮาเมส เล่าย้อนความหลัง “แล้วเพื่อนบ้านสุดโหดเปิดหน้าต่างออกมาแล้วตะโกนไล่เราว่าจะออกมาฆ่าเรา ถ้าเราไม่หยุดเล่น”

ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์นั้นและสองบ้านโวยวายใส่กัน หนูน้อยขี้อาย ฮาเมส โรดริเกซ กลั้นน้ำตาไม่ไหวจนต้องร้องไห้ออกมา แต่แม้ว่าจะผ่านเรื่องราวมากมาย ครอบครัวที่เป็นที่ฟูมฟักนักฟุตบอลวัย 23 ปีที่จับบอลเนียนและแตะบอลลื่นไหลก็ยิ่งเป็นครอบครัวที่เหนียวแน่นมากขึ้นนับตั้งแต่วันนั้นเอง

ผมเป็นนักสู้โดยกำเนิด ผมจากบ้านเกิด ทิ้งทุกอย่างที่ผมเคยรู้จัก ผมย้ายข้ามประเทศตอนอายุเพียง 15 ปีเท่านั้นเอง

เมื่อปี 2004 ฮาเมสรับตำแหน่งกัปตันของทีมอะคาเดเมีย โทลิเมนเซ่ ในการลงแข่งขันฟุตบอลโพนีฟุตบอล คัพ ซึ่งเป็นฟุตบอลเยาวชนรายการสำคัญของประเทศโคลอมเบีย และในเกมนัดชิงชนะเลิศเจ้าหนุ่มน้อยฮาเมสสามารถยิ่งประตูจากลูกเตะมุมได้ถึง 2 ครั้ง ซึ่งนั่นทำให้ทุกคนได้เห็นว่าประตูของฮาเมสไม่ใช่เรื่องฟลุค ระหว่างการให้สัมภาษณ์กับนักข่าวโทรทัศน์ หนุ่มน้อยฮาเมสได้ประกาศอย่างมุ่งมั่นว่า “ผมอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ”

ขณะนั้นฮาเมสมีอายุเพียง 12 ปี

แล้วในชีวิตนี้อยากเป็นอะไรนอกเหนือจากนักฟุตบอล?

“ไม่อย่างเด็ดขาด” ฮาเมสตอบทันควันแบบแทบไม่ต้องคิด “ตั้งแต่ผมโตพอรู้ความ ตอนที่อายุประมาณ 6-7 ขวบ ที่ผมรู้สึกว่ามันอาจจะดี อาจจะเป็นไปได้ที่จะเป็นนักฟุตบอลและเลี้ยงชีพด้วยการเตะฟุตบอล ตั้งแต่นั้นมาผมก็คิดว่านั่นคือสิ่งที่ผมอยากทำ ผมมีนิสัยมุ่งมั่นอยากจะชนะให้ได้ในทุกๆ อย่างที่ทำ และนั่นก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย”

และฟุตบอลทัวร์นาเมนต์นั่นก็เป็นเกมพลิกชีวิตสำหรับฮาเมส เพราะหนึ่งในบรรดาผู้ชมคือสเก๊าท์จากทีมเอนบิกาโด และนั่นเป็นสาเหตุให้ครอบครัวโรดริเกซย้ายจากอิบาเก้และเดินทางขึ้นเหนือกว่า 200 ไมล์ไปยังเมืองเมเดลลิน และในเวลาเพียง 2 ปี หนุ่มน้อยฮาเมสก็โชว์ฝีเท้าคว้าตำแหน่งตัวจริงในทีมชุดใหญ่ของเอนบิกาโดและได้ลงสนามนัดแรกด้วยวัยเพียง 14 ปี ซึ่งถือเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของลีกสูงสุดของโคลอมเบีย และเป็นนักเตะที่มีส่วนช่วยพาทีมเอนบิกาโดเลื่อนชั้นกลับไปสู่พรีเมร่า ดิวิชั่นตั้งแต่ปีแรก

สี่ปีต่อมา เมื่อปี 2008 ฮาเมสย้ายจากเอนบิกาโด สู่ทีมบันฟีลด์ ทีมในลีกสูงสุดของอาร์เจนติน่า โดยครั้งนี้ครอบครัวไม่สามารถเดินทางไปด้วยได้ และหนุ่มน้อยฮาเมสก็จะคิดถึงครอบครัวอย่างมาก และเขารู้ว่าการย้ายไปประเทศใหม่มีความเสี่ยง แต่สิ่งที่สำคัญเหนืออื่นใดคือ เขารู้ว่าการย้ายทีมครั้งนี้เป็นการหาสิ่งที่ดีที่สุดเพื่ออนาคตของตัวเขาเอง

“ผมเป็นนักสู้โดยกำเนิด” ฮาเมส อธิบายให้ฟัง “ผมจากบ้านเกิด ทิ้งทุกอย่างที่ผมเคยรู้จัก ผมย้ายข้ามประเทศตอนอายุเพียง 15 ปีเท่านั้นเอง ผมตัดสินใจแบบนั้นเพราะผมต้องการประสบความสำเร็จในกีฬาที่ผมรัก”

ช่วงแรกๆ ที่ย้ายมาอยู่ที่บันฟีลด์เป็นช่วงเวลายากลำบากสำหรับหนุ่มน้อยฮาเมส ที่โทรศัพท์ทางไกลกลับบ้านทุกคืนพร้อมกับใบหน้านองน้ำตา หนุ่มน้อยวัย 15 ปีต้องถูกเพื่อนร่วมทีมล้อเลียน James ชื่อว่า “เยียมส์” แทนที่จะอ่านว่า “ฮาเมส” ที่เป็นคำอ่านที่ถูกต้อง (และขอบอกไว้เลยว่าชื่อ James ไม่ได้ตั้งชื่อตามเจมส์ บอนด์หรอกนะ และตั้งแต่เกิดมาฮาเมสก็ไม่เคยดูหนัง 007 เลยด้วย) แต่เจ้าหนุ่มน้อยก็อดทนและแอบมาร้องไห้เงียบๆ คนเดียว

“ช่วง 4 เดือนแรกเป็นช่วงที่หนักที่สุด” ฮาเมส เล่าย้อนให้ฟังโดยเลือกคำพูดอย่างระมัดระวัง ราวกับว่าไม่อยากจะไปกระทบถูกแผลเก่าให้เจ็บ “มันจะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมคิดว่าอยากจะเลิก อยากจะเก็บของกลับบ้าน”

“แต่ช่วงเวลานั้นก็ทำให้ผมแข็งแกร่งขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย นั่นคือสิ่งที่ผมเคยเป็น แต่ตอนนี้ผมโตแล้ว ไม่เหมือนเดิมแล้ว นั่นก็เลยกลายเป็นข้อพิสูจน์ว่าผมต้องต่อสู้เพื่อให้ได้สิ่งที่ผมมี ผมต้องทนทุกข์แต่พอมองย้อนกลับไปก็จะเห็นว่าทุกสิ่งมันค่อยๆ ดีขึ้นมาเรื่อยๆ นับตั้งแต่ตอนนั้น และนั่นคือแรงกระตุ้นของผม”

ชีวิตนอกสนามของฮาเมสก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกัน แม้บางครั้งเวลาจะพูดก็ยังจะมีอาการอึกอักติดอย่างอยู่บ้าง โดยเฉพาะกับคำยากๆ ที่ออกเสียงกล้ำ แต่ฮาเมสก็ใช้ความพยายามรักษาอาการติดอ่างด้วยการหัดอ่านออกเสียงดังๆ และค่อยๆ สร้างจังหวะการพูดจนค่อยๆ หายจากอาการนึกคำไม่ออกหรือออกเสียงไม่ได้

และช่วงเวลาเดียวกันนี้เองที่ฮาเมสได้พบกับสาวสวยที่กลายมาเป็นรักแท้ ดานิเอลลา ออสปินา น้องสาวคนสวยของนายประตูทีมชาติโคลอมเบียและอาร์เซนอล ดาบิด ออสปินา

ดานิเอลลา และซาโลเม่ ลูกสาวตัวน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลกเมื่อเดือนพฤษภาคมม 2013 กลายเป็นที่พักใจและความสุขของฮาเมสยามอยู่นอกสนาม

“ผมกับภรรยาของผมชอบเต้นรำด้วยกัน” ฮาเมส กล่าวด้วยภาษาสแปนิชสำเนียงโคลอมเบียนที่ฟังดูรื่นหูด้วยการทิ้งหางเสียงตัวเอสยาวๆ “เวลาอยู่บ้านถ้าเราเปิดเพลงกัน เราก็มักจะลุกขึ้นมาเต้นรำ โดยเฉพาะเวลาที่มีเพื่อนมาอยู่กับเราที่บ้านด้วย พวกคุณก็คงจะเคยเห็นผมเต้นตอนฉลองประตู การเต้นรำเหมือนกับการตัดขาดจากเรื่องอื่น เป็นการพักผ่อนสมองที่ดี”

และเมื่อผ่านการสัมภาษณ์ช่วงบ่าย เราก็เริ่มเข้าใจความหมายของฮาเมส

ท่ามกลางเสียงเพลงกระหึ่มสตูดิโอที่มีตั้งแต่วงแจ็คสัน ไฟว์, เจย์-ซี และแม้กระทั้งเลด เซ็พเพลิน น้อยครั้งที่ฮาเมสจะอยู่นิ่งๆ ดาวยิงโคลอมเบียนขยับโยกย้ายตามจังหวะเพลงที่ดังเข้าหู จนกระทั่งในที่สุดคู่หูช่างเครื่องยนต์จากแถวๆ นั้นก็อดใจไม่ได้ ต้องเข้ามาร่วมวงกับฮาเมส ถึงลีลาจะไม่ได้ใกล้เคียงหนุ่มโคลอมเบียนแม้แต่น้อย

ฮาเมส โรดริเกวซ ยังสุภาพอ่อนโยนตลอดการสัมภาษณ์และการถ่ายทำด้วย ในตอนหนึ่งที่ผู้อำนวยการถ่ายทำสั่งให้ FFT เข้าฉากเป็นตัวประกอบโดยไม่ได้สนใจที่เราบอกว่าเราแสดงอะไรไม่เป็นเลยแม้แต่น้อย เราสวมเสื้อฮู้ดสีดำ กางเกงขาสั้นและรองเท้าตามที่ผู้อำนวยการสั่งแล้วเราก็ได้แต่ยืนเข้าฉากนิ่งๆ ส่วนฮาเมส ยืนห่างจากเราทางขวามองตรงไปที่กล้องโดยมีแสงไฟสีทองส่องมาจากด้านหลัง

ในที่สุดการถ่ายทำก็จบลง ฮาเมสหันมาเรากำลังเดินเขยกเป็นม้าโยกเพราะรองเท้าขนาดเล็กไป 4 ไซส์ ก็กล่าวทักทายเราอีกครั้ง “อ้าว สวัสดีครับ” ฮาเมสกล่าวอย่างร่าเริง “คุณก็เข้าฉากเมื่อกี๊ด้วยเหรอ สนุกนะ ว่ามั้ย?”

สนุกก็สนุกล่ะ แต่มีใครมีพลาสเตอร์ให้เรายืมแปะแผลรองเท้ากัดบ้างมั้ย?

 “นายประตูยืนอยู่กลางประตู ผมก็เลยคิดว่า ‘ลองยิงดูดีกว่านะ’”

เมื่อปอร์โต้มาตามจีบในเดือนกรกฎาคม 2010 ฮาเมสก็ตอบตกลงอย่างไม่ลังเล ถึงเวลาแล้วที่จะเริ่มการต่อสู้ครั้งใหม่ และครั้งนี้เป็นการย้ายข้ามทวีป

“ผมคิดว่าผมรู้ว่าตัวเองเป็นนักเตะอาชีพก็ตอนที่ย้ายมาปอร์โต้นี่แหละ” เขาเล่า “การย้ายมาเล่นที่ยุโรปเป็นสิ่งที่ผมต้องการมาตลอด ผมมีความใฝ่ฝันและความทะเยอทะยาน ผมอยากทำให้ดีขึ้นกว่าเดิมอีก”

ตลอดเวลา 4 ปี ฮาเมส ทำผลงานได้ดีแบบเงียบๆ การมีเพื่อนร่วมทีมชาติโคลอมเบียอย่าง ฟัลเกา, เฟรดดี้ กวาริน และแจ็คสัน มาร์ติเนซ ทำให้เขาปรับตัวเข้ากับชีวิตในโปรตุเกสได้อย่างรวดเร็ว และช่วงระยะเวลาเพียง 3 ฤดูกาลใน เอสตาดิโอ โด ดราเกา ฮาเมส โรดริเกวซ พาทีมปอร์โต้คว้าแชมป์ลีกโปรตุเกสถึง 3 สมัย รวมถึงคว้าแชมป์โปรตุกีส คัพ และแชมป์ยูโรป้าลีก 2011

ฟอร์มร้อนแรงของฮาเมส ทำให้เมื่อฤดูกาลที่แล้ว โมนาโกยอมควักกระเป๋า 38 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,820 ล้านบาท) คว้าตัวฮาเมสมาร่วมทีมกับเพื่อนร่วมชาติ ราดาเมล ฟัลเกา และแม้จะไม่สามารถพาโมนาโกคว้าแชมป์ แต่ฮาเมสเก็บ 12 แอสซิสต์ เป็นสถิติสูงสุดของลีกเอง และยิงได้ 10 ประตูในทุกรายการที่ลงเล่นให้โมนาโก

แต่สิ่งที่ทำให้เส้นทางฟุตบอลของฮาเมสพุ่งเป็นพลุแตกคือฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิลเมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมา ฮาเมส โรดริเกวซ กลายเป็นนักฟุตบอลที่ทุกคนจับตาด้วยการคว้ารางวัลรองเท้าทองคำจากผลงาน 6 ประตูในฟุตบอลโลก ทำให้ฮาเมสกลายเป็นดาวยิงสูงสุดของทีมชาติโคลอมเบียในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย แต่ที่ทำให้ทุกคนจดจำชื่อของเขากลับเป็นลีลาการเล่นที่โดดเด่นเหนือชั้นตลอดทัวร์นาเมนต์ และฮาเมส โรดริเกวซ ก็ได้ต่อสู้เพื่อทีมชาติโคลอมเบียหลังจากดาวยิงตัวหลักอย่างราดาเมล ฟัลเกา เจอกับอาการบาดเจ็บจนไม่สามารถลงเล่นได้

เกมระหว่างทีมชาติโคลอมเบียกับทีมชาติญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในฟอร์มสุดยอดของฮาเมส ด้วยการจ่าย 2 แอสซิสต์ และยิงเอง 1 ประตูพาทีมเอาชนะญี่ปุ่น 4-1 ต่อด้วยการโชว์สเต็ปสุดเทพและการครองบอลยอดเยี่ยม ตบท้ายด้วยลูกวอลเลย์สุดสวยในเกมรอบ 16 ทีมสุดท้ายกับอุรุกวัย “นายประตูยืนอยู่กลางประตู ผมก็เลยคิดว่า ‘ลองยิงดูดีกว่าน’” ฮาเมส เล่าให้เราฟัง และถ้าใครยังจำได้ ประตูนั้นได้รับเลือกเป็นประตูยอดเยี่ยมของการแข่งขันฟุตบอลโลก

แม้โคลอมเบียจะต้องตกรอบจากการพ่ายให้กับบราซิลในรอบ 8 ทีมสุดท้าย แต่สำหรับฮาเมส ฟุตบอลโลกก็ยังเป็นช่วงเวลาสุดยอดของการค้าแข้งมาจนถึงทุกวันนี้

“รางวัลรองเท้าทองคำน่าจะเป็นรางวัลที่ผมภาคภูมิใจมากที่สุดในชีวิตนักฟุตบอลของผมแล้ว” ฮาเมส เล่าและหยุดคิดนิดหนึ่งก่อนจะตอบคำถามของเรา “ไม่ว่าผมจะไปอยู่ที่ไหนก็ตาม แต่ผมก็จะเก็บความทรงจำที่ดีติดตามไปกับผมด้วย เพราะนั่นเป็นเหมือนกับประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญที่ติดตามผม การเป็นนักเตะโคลอมเบียคนแรกที่ได้รับเกียรติ [รับรางวัลรองเท้าทองคำ] และการผ่านเข้าไปถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย นับเป็นเกียรติอย่างมาก”

“ผมยอมรับว่าการนั่งดูนัดชิงชนะเลิศหน้าโทรทัศน์ที่บ้านเป็นเรื่องเครียดเหมือนกันนะ ผมกับครอบครัวนั่งดูด้วยกันแล้วทุกคนก็หวังว่าโทมัส มุลเลอร์ จะยิงไม่ได้เพื่อที่ผมจะได้เป็นดาวยิงสูงสุด แล้วพอเสียงนกหวีดจบเกมดังขึ้น ผมกับครอบครัวก็เฮกันเหมือนคนบ้าเลย มันเป็นความสุขอย่างที่ผมจะไม่มีวันลืมเลย”

และถ้ามองย้อนกลับไปถึงความทุ่มเทและการต่อสู้ที่ฮาเมสและครอบครัวต้องผ่านมาตลอดระยะเวลาเกือบ 10 ปีกว่าจะมาถึงจุดนี้ เราก็คงไม่อยากที่จะไปแค้นเคืองที่ดาวยิงวัย 23 ปีรายนี้จะอยากมีความสำเร็จแบบนั้น

บอกตามตรงว่าถ้าเป็นเมื่อ 12 เดือนก่อนหน้านี้ เขาเองก็คงยังไม่ได้รับความสนใจมากมายขนาดนี้ด้วยซ้ำ จริงมั้ยล่ะ

“นั่นคือสิ่งที่ผมใฝ่ฝันถึงมาตลอด แต่แม้กระทั่งตัวผมเองก็ต้องบอกว่าทั้งหมดนี่เกิดขึ้นเร็วมาก” ฮาเมสหัวเราะ ทำแก้มพองๆ และทำท่าใช้มือปาดเหงื่อ “ผมเพียงแค่อยากจะแสดงความสามารถของผมให้เต็มที่ในฟุตบอลโลก แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมาอะไรๆ มันก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ เกินกว่าที่ผมคิดไว้เสียอีก ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่เหลือเชื่อสำหรับผมเลย”

เป็นนักฟุตบอลนี่ไม่ปกตินะ

ปีที่ผ่านมาเป็นปีประวัติศาสตร์ของฮาเมส โรดริเกวซ ถึงขนาดที่จบจากฟุตบอลโลกไม่นาน ฮาเมสก็ได้กลายเป็นกาลักติโกคนล่าสุดของเรอัล มาดริด แม้จะมีหลายคนตั้งคำถามถึงค่าตัวแพงลิ่ว 71 ล้านปอนด์ (ประมาณ 3,400 ล้านบาท) แต่ฮาเมสก็ได้กลายเป็นสมาชิกใหม่ของ โลส กาลักติโกส สุดยอดนักเตะเรอัล มาดริด ที่ฟิออเรนติโน่ เปเรซ คว้าตัวมาร่วมทีม

หมดยุคของเดวิด เบ็คแฮม ที่ปรากฎตัวที่สนามซานเตียโก้ เบอร์นาเบวในสูทราคาแพงระยับ แพรวพราวราวกับหลุดออกมาจากจอโทรทัศน์ วันนี้เป็นยุคของกาลักติโกสรุ่นใหม่อย่างฮาเมสและแกเร็ธ เบล ที่เรียบง่าย ติดดิน เน้นออกกำลังกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับฮาเมส แม้จะตกเป็นที่จับตามองของคนทั้งโลก แต่ก็ยังติดดินจนไม่เหมือนกาลักติโกสคนอื่นๆ

“บอกตามตรง ผมว่าเรื่องกาลักติโกสนี่เป็นเรื่องเกินจริงนะ โทนี่ โครส กับเคย์เลอร์ นาบาสก็ย้ายเข้าทีมช่วงซัมเมอร์เหมือนกันนะ อย่าลืมสิ” ฮาเมสหัวเราะเหมือนจะเขินๆ “เราก็แค่ทำหน้าที่ของเรา เล่นฟุตบอลให้ดีที่สุด เราก็แค่อยากจะรักษาความหนักแน่นและรักษาฟอร์มให้ดีต่อเนื่อง เพราะนี่คือทีมที่สามารถสร้างประวัติศาสตร์รักษาแชมป์ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกได้เป็นทีมแรก”

หนึ่งในสถิติที่ถูกทำลายลงไปแล้วนับตั้งแต่ฮาเมสย้ายมาสวมเสื้อขาวของเรอัล มาดริด

นับตั้งแต่ความพ่ายแพ้ในเกมดาร์บี้แมตช์เมืองมาดริดเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ที่ราชันชุดขาวพ่ายให้กับทีมตราหมี อริร่วมเมืองด้วยสกอร์ 2-1 หลังจากนั้นเป็นต้นมา ราชันชุดขาวยังไม่เคยแพ้ 22 เกมติดต่อกันในทุกรายการแข่งขัน แกลายเป็นสถิติไร้พ่ายต่อเนื่องของลีกสเปน และฮาเมส ลงเล่นใน 18 เกม ทำให้เรารู้ได้เลยว่าเสียงชื่นชมความสามารถของหนุ่มโคลอมเบียนไม่ได้เกินความเป็นจริงเลย

ฮาเมส แสดงให้เห็นความสามารถในการปรับตัวเข้ากับทีมได้อย่างยอดเยี่ยม นอกจากจะสวมเสื้อหมายเลข 10 ตามที่คาดการณ์กันไว้ก่อนเปิดฤดูกาล กุนซือใหญ่ชุดขาว คาร์โล อันเชล็อตติ ยังส่งดาวรุ่งโคลอมเบียนลงยืนเป็นมิดฟิลด์ตัวริมเส้นฝั่งซ้ายเพื่อให้ขยับพื้นที่เข้าในระบบ 4-3-3

“เกมบุกและเกมรับของเรอัลมาดริดต่างกับทุกทีมที่ผมเคยเล่นมา อันนั้นผมบอกเลย” ฮาเมส อธิบาย “ช่วงหกเดือนสุดท้าย แท็กติกฟุตบอลของผมพัฒนาไปมหาศาล และนั่นคือสิ่งที่อันเชล็อตติชอบและต้องการให้เรามุ่งมั่นอยู่กับมัน ผมทำตามสิ่งที่เขาสอนด้วยความเต็มใจและมีความสุขมากเพราะเขาเป็นโค้ชที่สุดยอดที่รู้เรื่องเกมอย่างยอดเยี่ยมมาก การได้เล่นที่นี่เหมือนฝันที่เป็นจริงเลย”

แต่ในความจริงก็คือวินัยในเกมไม่ต้องแลกมาด้วยความคิดสร้างสรรค์ จังหวะแอสซิสต์ที่ยกบอลหนีแนวรับ 4 ตัวจนพังเป็นแถบก่อนจะจ่ายบอลต่อให้คริสเตียโน โรนัลโด้ ฮาล์ฟวอลเลย์เข้าไปสวยๆ ในเกมแชมเปี้ยนส์ลีกรอบแบ่งกลุ่มที่ราชันชุดขาวเอาชนะหงส์แดงไป 3-0 เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมาเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นชัดเจน

ฮาเมสเรียกมันว่า una picada ที่แปลตรงตัวว่า เผ็ดแซ่บ แต่ความหมายที่เข้าใจกันก็คือ อะไรที่มันโผล่ออกมา อย่างเช่นการแหย่เท้าออกไปหาบอล แต่ถ้าถามเรา เราก็คิดว่ามันใช่ทั้งสองความหมายนั่นแหละ

“ผมก็เป็นแบบนั้นแหละ ผมชอบพลิกแพลง” ฮาเมสยักไหล่ และนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง “ผมมองหาจังหวะจ่ายบอลแบบนั้นเพื่อสร้างโอกาสยิงประตูให้เพื่อนร่วมทีมหรือลองยิงเองเหมือนในเกมฟุตบอลโลกกับญี่ปุ่น แนวรับของทีมคู่แข่งจะได้เดาไม่ถูก จังหวะยกบอลให้คริสเตียโนมันเป็นธรรมชาติมากสำหรับผม เหมือนเป็นสัญชาตญาณ”

แต่สิ่งหนึ่งที่ฮาเมสไม่ได้คาดไว้ก็คือการต้องบาดเจ็บเท้าในเกมเปิดสนามเอาชนะเซบีญ่า 2-1 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาจนต้องเข้ารับการผ่าตัด และนั่นหมายถึงการพลาดลงเล่นเกม เอล กลาสิโก ในช่วงปลายเดือน แต่แม้จะได้รับบาดเจ็บ ฮาเมสก็ยังหนักแน่นและไม่เครียดเลย

“ฟุตบอลเป็นเรื่องของความกดดัน แต่เป็นความกดดดันแบบปกติ” ฮาเมส เชื่ออย่างนั้น “เป็นเรื่องปกติที่จะเครียดก่อนเกม แต่ผมพยายามจะลงสนามทั้งครั้งแบบนิ่งและสงบที่สุดเพื่อให้มีสมาธิอยู่กับเกมของผมเอง”

“และแน่นอนว่ารวมถึงเกมกลาสิโก ผมอยากจะเตรียมพร้อมสำหรับเกมนั้นเหมือนกับเกมอื่นๆ แม้ว่าเกมนั้นจะเป็นหนึ่งในเกมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกและมีนักเตะชั้นเยี่ยมลงสนาม แต่ผมพยายามคิดว่ามันก็เหมือนกับเกมอื่นๆ ไม่มีอะไรเป็นความลับเลย”

และยิ่งกว่านั้น ฮาเมสยิ่งมุ่งมั่นกับฟุตบอลมากกว่าที่เคยเป็น ก่อนที่จะย้ายมาร่วมทีมเรอัล มาดริด ฮาเมสกำลังเรียนทางไกลเพื่อทำปริญญาในสาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์เพื่อตามรอยพ่อเลี้ยง แต่เมื่อต้องกลายเป็นสมาชิกใหม่ที่ซานเตียโก เบอร์นาเบว ทุกอย่างก็ต้องหลีกทางให้ฟุตบอล

“ผมต้องยอมเลื่อนการเรียนไปก่อน เพราะถ้าผมต้องแบ่งเวลาให้กับการเรียนก็อาจจะไม่มีเวลาซ้อมได้อย่างเต็มที่ทั้งช่วงเช้าและเย็น และยังจะต้องใช้เวลากับครอบครัวด้วย” ฮาเมส อธิบาย “ผมชอบคอมพิวเตอร์และรักการเรียนมาตลอด และผมยังมีเวลาเรียนอีกมากมายที่จะเรียนรู้ต่อไปหลังจากผมเลิกเล่นฟุตบอลตอนอายุซัก 37 หรือ 38”

เมื่อมีฟุตบอลเป็นเป้าหมายหลัก ฮาเมสจึงมีความสุขมากในเมืองมาดริด เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมชาติอีก 55,000 คนที่อาศัยอยู่ร่วมเมืองเดียวกัน

“ที่นี่มีคนโคลอมเบียนเยอะมาก! มันสุดยอดเลย!” เขาบอก FFT ด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นแบบระงับไม่ไหว ก่อนที่เราจะอ้าปากถามคำถามต่อไปเสียอีก “ตอนที่ผมเดินไปตามถนนก็มักจะมีคนเข้ามาทักทายผมแล้วบอกว่าเขามาจากเมืองนั้นเมืองนี้ในโคลอมเบียแล้วตอนนี้ย้ายมาอยู่เมืองมาดริดเหมือนผม ทำให้ผมรู้สึกถึงความรักและความห่วงใยของคนชาติเดียวกันไม่ใช่เพียงเพื่อตัวเราเองแต่กับคนอื่นๆ ด้วย ผมพยายามจะขอบคุณพวกเขาให้มากๆ ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเขาแล้วผมคงไม่ได้มาอยู่ตรงนี้ มันเป็นเรื่องที่ผมภาคภูมิใจมาก”

การได้รับความสนใจมากๆ แบบนั้นทำให้รู้สึกแปลกๆ ไหม?

“เป็นนักฟุตบอลนี่ไม่ปกตินะ คนทั่วๆ ไปจะออกไปกินเที่ยวตามบาร์หรือกินอาหารเย็นตามร้านอาหารได้ คนทั่วไปจะทำอะไรๆ ที่นักฟุตบอลอย่างเราทำไม่ได้ บางทีเวลาเราออกไปข้างนอกนี่ก็ต้องระวังตัวตลอด ระแวงนิดๆ จนเกือบจะเครียดเลยนะ”

แต่ฮาเมสก็ไม่ขอแลกชีวิตนักฟุตบอลกับอย่างอื่นแน่นอน หนุ่มโคลอมเบียนต้องผ่านการต่อสู้มากมายกว่าจะมาถึงจุดนี้ ต้องพบกับปัญหามากมาย นับจากเรื่องครอบครัววัยเด็ก, การถูกปฏิเสธ และการต้องทนคิดถึงบ้านเมื่อต้องย้ายติดตามความฝัน

ฮาเมสสู้สุดใจ แต่เราสงสัยว่านักสู้อย่างเขาควรจะไปสู้อย่างอื่นดีมั้ย?

“เอาจริงน่ะ?” ฮาเมสหัวเราะลั่นกับคำถามสุดท้ายของเรา “นักมวย? ผมนี่นะ? ไม่ไหวมั้ง ผมไม่เคยอยากเป็นอะไรอย่างอื่นเลยในชีวิต ไม่เคยมีแผนสองเลย สิ่งเดียวที่ผมอยากทำในชีวิตคือเป็นนักฟุตบอลเท่านั้นล่ะ”

ฮาเมส โรดริเกวซ สวมรองเท้า อะดิดาส อะดิซีโร่ f50 หาซื้อได้ที่ didas.com/football หรือคุยกับเราทาง Twitter @adidasfootball #therewillbehaters