Analysis

เปิดใจมาติช: ระเบิดลุงแซม, เบนฟิก้า และมูรินโญ่ยิ้มยาก

ปีกเซอร์เบียนเปิดใจกับ James Maw และ FourFourTwo หลากเรื่องราว ระเบิด, เบนฟิก้า และการกลับสู่สแตมฟอร์ด บริดจ์

We are part of The Trust Project What is it?

แม้จะผ่านฤดูกาลแรกกับการลงเล่นเพียง 65 นาทีในสีเสื้อน้ำเงินของเชลซี  แต่ เนมานย่า มาติช แทบไม่ต้องใช้เวลามากกว่า 60 วินาทีในการตัดสินใจย้ายกลับมาสู่สแตมฟอร์ด บริดจ์อีกครั้ง

หนทางยาวไกล

  • เยดินสโว ยูบี 2005-2007
  • โกซิเซ่ 2007-2009
  • เชลซี 2009-2011
  • วีเทสส์ (ยืมตัว) 2010-2011
  • เบนฟิก้า 2011-14
  • เชลซี 2014-

การได้ลงสนามเป็นตัวสำรองเพียง 3 เกมตลอดระยะเวลา 12 เดือนแทบจะไม่มีความหมายกับมาติช แม้ว่าหนึ่งในเกมนั้นจะเป็นเกมที่ช่วยให้เชลซีครองตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีกหนล่าสุดของสโมสรก็ตาม

แต่ตอนนี้ทุกสิ่งเปลี่ยนไปแล้ว มิดฟิลด์เซอร์เบียนแกร่งขึ้น โตขึ้น และมีประสบการณ์มากขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือเขากลับมาในฐานะนักเตะที่เก่งขึ้น 

และนี่คือชั่วโมงของมาติช

แม้ก่อนหน้านี้ในช่วงที่ค้าแข้งกับเชลซี มาติชจะเป็นเพียงเด็กหนุ่มผอมบาง แขนขาเก้งก้างและแทบไม่มีกล้ามเนื้อ แต่ตอนนี้มิดฟิลด์สิงห์บลูกลับมาพร้อมกับรูปร่างสูงใหญ่ ด้วยความสูง 6 ฟุต 4 นิ้ว (ประมาณ 195 ซม.) ไหล่กว้างเท่าอัฒจรรณ์ฝั่งเชด เอ็นด์ มาติชยังคงพูดด้วยน้ำเสียงเนิบๆ เหมือนมือปืนจากยุโรปตะวันออกในหนังแอ็คชั่นยุคปี 1980 เลย

แม้จะดูนิ่ง เนิบ แต่เมื่อคุณมองดู มาติช ก็จะรู้สึกว่าเป็นคนใจดีที่ไม่แม้แต่จะตบยุงซักตัว แม้จะมีมือขนาดเท่าใบตาล แต่มาติชก็จับมือกับเราแบบนุ่มนวล และไม่แม้แต่จะหลุดปากพูดคำไม่สุภาพตลอดกาลสัมภาษณ์กับเรา

"เอเย่นต์ของผมโทรศัพท์มาและบอกว่า มูรินโญ่อยากให้ผมมาเล่นกับเชลซี" มาติช อธิบายให้ FourFourTwo ฟัง ระหว่างที่รูดซิปเสื้อแจ็คเก็ตที่สวมมาพบกับเราในเช้าวันที่อากาศเย็นผิดปกติ "ผมคุยกับเขาประมาณ 1 นาที และก็ตัดสินใจว่าน่าจะถึงเวลาแล้วที่ผมจะย้ายมาที่นี่..มูรินโญ่เป็นเหตุผลสำคัญที่ผมย้ายมาที่นี่"

"เรื่องมีอยู่ว่านี่เป็นครั้งที่สองที่ผมได้กลับมาเล่นที่นี่ และผมก็รู้จักทีมนี้มาก่อนแล้ว ทำให้อะไรๆ ก็ง่ายขึ้น" มาติช กล่าวต่อ "ผมรู้จักทีมและรู้จักเมืองมากขึ้นกว่าตอนที่มาครั้งแรกเยอะ"

อีกสิ่งหนึ่งที่แตกต่างออกไปก็คือ การกลับมาครั้งนี้ มาติช มีภรรยาและลูกชายวัย 3 ขวบมาด้วย นี่ยังไม่นับญาติโกโหติกาอีกเยอะ "พอมีเวลาวันหยุด ครอบครัวของผมก็จะไปรวมกับครอบครัวบรานิสลาฟ อิวาโนวิชกับภรรยาและลูก 3 คน ผมรู้จักเขามาหลายปีแล้วและเขาเป็นคนดีมาก"

ลุงแซมทิ้งระเบิด

การสนิทสนมกับบรานิสลาฟ อิวาโนวิช อาจะเป็นเพราะทั้งสองคนมีพื้นเพคล้ายๆ กัน การเกิดและเติบโตในยูโกสลาเวียในยุคทศวรรษ 1990 เป็นเรื่องที่คงจะไม่มีใครลืมได้ง่ายๆ

"ตอนนั้นชีวิตในยูโกสลาเวียเป็นเรื่องยากลำบากเพราะเป็นช่วงสงคราม แต่ผมยังเด็กมากก็เลยจำอะไรไม่ค่อยได้ แต่ความทรงจำที่เลวร้ายที่สุดของผมคือปี 1999 ตอนนั้นผมอายุ 12-13 ปี อเมริกาส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดมาที่ประเทศเรา ตอนนั้นผมไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ผมถามพ่อ แต่พ่อก็บอกไม่ได้เหมือนกัน นั่นคือเรื่องที่คงจะติดอยู่ในความทรงจำของผมไปตลอดชีวิต"

ความทรงจำที่เลวร้ายที่สุดของผมคือปี 1999 ตอนนั้นผมอายุ 12-13 ปี อเมริกาส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดมาที่ประเทศเรา ตอนนั้นผมไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

เหตุการณ์เครื่องบินทิ้งระเบิดนาโต้ในยูโกสลาเวียดำเนินต่อเนื่องเกือบ 3 เดือน โดยช่วงเวลาดังกล่าวเป็นจุดสำคัญของสงครามโคโซโวที่เกิดความขัดแย้งยืดเยื้อนานกว่า 18 เดือน และเชื่อกันว่ามีผู้คนล้มตายจากเหตุดังกล่าวกว่า 13,000 คน

แต่แม้จะต้องเติบโตมาในพื้นที่สงคราม เนมานย่า มาติช ก็ยังคงมีความทรงจำวัยเด็กที่ประทับใจ เพราะหากไม่รู้จักที่จะรักษาความสดใสของเด็กเอาไว้ก็คงไม่มีอะไรเหลือให้จดจำ "สำหรับผม ช่วงเวลาวัยเด็กก็เป็นช่วงที่ดีนะ ผมไปโรงเรียนกับเพื่อนๆ เตะฟุตบอลเล่นกับเพื่อนเหมือนเด็กคนอื่น" มาติช เล่าพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง

"ผมยังมีเพื่อนที่คบกันมาตั้งแต่เด็ก ผมมีความสุขและภูมิใจที่ผมเป็นคนเซอร์เบีย เซอร์เบียเป็นประเทศที่สวยนะ ผู้คนก็นิสัยดี และยินดีต้อนรับทุกคน"

มาติช เติบโตในประเทศยูโกสลาเวียที่ถูกสหรัฐอเมริกาส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดในยุค 1990

มาติช เติบโตในประเทศยูโกสลาเวียที่ถูกสหรัฐอเมริกาส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดในยุค 1990

โชเซ่ เสือยิ้มยาก

แม้จะไม่ปฏิเสธที่จะพูดถึงเรื่องวัยเด็ก แต่เห็นได้ชัดว่ามาติช อยากคุยเรื่องฟุตบอลมากกว่า และพูดไปได้ไม่กี่คำก็วกกลับมาหาเรื่องกุนซือจอมแท็กติกชาวโปรตุกีส โชเซ่ มูรินโญ่

ทุกคนรู้ว่าเขาเป็นผู้จัดการทีมที่เก่งสุดยอด และเขาก็เป็นคนดีมาก

มิดฟิลด์วัย 25 ปี กล่าวด้วยความนับถือเมื่อพูดถึง เดอะ สเปเชียล วัน แต่มาติชไม่ใช่คนเดียวที่มีความนับถือให้กับผู้จัดการทีมเชลซีอย่างสุดใจ หลังจากหลายฤดูกาลที่เล่นกันแบบต่างกันต่างไป ทางใครทางมัน โชเซ่ มูรินโญ่ ดูเหมือนจะเป็นคนเดียวที่จับทุกคนในทีมเชลซีมารวมกันและวางแนวทางให้เดินไปด้วยกันเพื่อความสำเร็จอย่างที่หวัง

"ตอนผมมาที่นี่ มูรินโญ่บอกผมว่าเขาเชื่อในความสามารถของผม และเขาสร้างความมั่นใจให้ผมเล่นเกมของตัวเองได้" มาติช บอกกับ FFT 

"แน่นอน ผมยังพัฒนาได้อีก และผมก็อยากพัฒนา อยากเรียนรู้"

"ทุกคนรู้ว่าเขาเป็นผู้จัดการทีมที่เก่ง...เก่งสุดยอด แต่ผมบอกเลยว่าตั้งแต่ทำงานร่วมกับเขามาตลอดหลายเดือน เขาเป็นคนดีมาก เมื่อถึงเวลาเล่นหัว เขาก็เล่นด้วย แต่ถ้าจะต้องทำงานเขาก็จะจริงจังมาก และเขาจะคอยดูแลให้พวกเราทำสิ่งที่ถูกต้อง"

โชเซ่: "เมื่อถึงเวลาเล่นหัว เขาก็เล่นด้วย แต่ถ้าจะต้องทำงานเขาก็จะจริงจังมาก และเขาจะคอยดูแลให้พวกเราทำสิ่งที่ถูกต้อง"

โชเซ่: "เมื่อถึงเวลาเล่นหัว เขาก็เล่นด้วย แต่ถ้าจะต้องทำงานเขาก็จะจริงจังมาก และเขาจะคอยดูแลให้พวกเราทำสิ่งที่ถูกต้อง"

คืนรังสิงห์

นับตั้งแต่การกลับมาสู่รังสิงห์บลูเป็นครั้งที่สอง เนมานย่า มาติช ก็สร้างผลงานพลิกฟอร์มจนแทบไม่มีอะไรใกล้เคียงกับการมาถึงลอนดอนตะวันตกคราวก่อนหน้านี้เลย

มาติช ย้ายจากทีม เอ็มเอฟเค โกซิเซ่ ในลีกสโลวาเกีย มาร่วมทีมเชลซีเมื่อเดือนสิงหาคม 2009 ด้วยค่าตัว 1.5 ล้านปอนด์ (ประมาณ 75 ล้านบาท) โดยเมื่อปีก่อน มาติช เดินทางมาคัดตัวกับมิดเดิ้ลสโบรช์ เป็นเวลา 1 สัปดาห์ และการเข้าร่วมทีมเชลซีในครั้งนั้น เนมานย่า มาติช นับเป็นนักเตะที่ชื่อชั้นด้อยที่สุดที่ย้ายเข้า ในขณะที่ฟุลแบ็ครัสเซีย ยูริ เซอร์คอฟ เป็นดาวเด่นในช่วงการย้ายทีมในฤดูร้อนปีนั้น

หนุ่มน้อยมาติช เริ่มต้นได้อย่างสุดย่ำแย่เกินคาดคิด หลังจากจากได้รับบาดเจ็บกระดูกเท้าแตกจากการปะทะกับกองหน้าร่างจิ๋ว เซบาสเตียน โยวินโก้ ในเกมทีมชาติ U21 ระหว่างเซอร์เบียกับอิตาลี แสดงให้เห็นว่านอกจากจะโชคร้ายแล้ว มิดฟิล์สูงโย่งรายนี้ก็กระดูกเปราะเสียเหลือเกิน

เชลซีที่ตอนนั้นเต็มไปด้วยมิดฟิลด์ชั้นเยี่ยมอย่าง มิชาเอล เอสเซียง, แฟรงค์ แลมพาร์ด, จอห์น โอบิ มิเกล และมิชาเอล บัลลัค ทำให้มาติชแทบไม่มีโอกาสในทีมชุดใหญ่เลย

ฤดูกาลแรกในเสื้อสีน้ำเงิน มาติชได้ลงสนามเพียง 3 เกมเท่านั้น

ฤดูกาลแรกในเสื้อสีน้ำเงิน มาติชได้ลงสนามเพียง 3 เกมเท่านั้น

"ตอนที่ผมย้ายมาที่นี่ครั้งแรก ผมยังเด็กมาก" มาติช เล่าต่อ "ผมมีอาการบาดเจ็บและไม่ได้ซ้อมมาตั้ง 4 เดือน มันไม่ง่ายเลยนะ ตอนนั้นเชลซีมีนักเตะเก่งๆ มากมายและผมก็ไม่มีโอกาสได้เล่นเลย หลังจากผ่านไปหนึ่งปี ผมเลยเลือกที่จะย้ายไปเล่นกับวีเทสส์ในฮอลแลนด์ด้วยสัญญายืมตัว และผมก็ทำได้ดี"

เรียนรู้จากเบนฟิก้า

แต่การเล่นได้ดีกับวีเทสส์ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้คาร์โล อันเชล็อตติ เลือกมาติชลงสนามแทนนักเตะตัวหลักในทีม และที่ยิ่งแย่ไปกว่านั้น ฤดูร้อนปี 2010 รามิเรสก็ย้ายจากเบนฟิก้าสู่สแตมฟอร์ด บริดจ์ และยิ่งทำให้การแข่งขันแย่งตำแหน่งตัวจริงดุเดือดมากขึ้น แต่วันนั้นมาติชคงไม่เคยคิดว่าการมาถึงของรามิเรส จะเป็นโอกาสที่เรียกได้ว่าโชคเข้าข้างของตนเอง

เมื่อเชลซีกลับไปเยือนเบนฟิก้าในเดือนมกราคมปีถัดมาเพื่อเตรียมเซ็นสัญญากับกองหลังหัวฟูจอมซ่า ดาวิด ลุยซ์ อินทรีเบนฟิก้าก็ยื่นข้อเสนอแลกตัวมาติชเป็นอ็อปชั่นแถมในการซื้อดาวิด ลุยซ์ เพราะในขณะนั้นเบนฟิก้าต้องการกองกลางที่จะมาแทนรามิเรสที่เพิ่งจะย้ายไปร่วมทีมเชลซี และการได้ตัวมิดฟิลด์เซอร์เบียนเป็นของแถมติดปลายนวมก็นับว่าเป็นข้อตกลงที่คุ้มค่าสำหรับเบนฟิก้า

"การไปอยู่ที่เบนฟิก้าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง" มาติช ยืนยันหนักแน่น "ตอนนั้นผมต้องการโอกาสลงสนามเพื่อจะพัฒนาฝีเท้า และเบนฟิก้าเปิดโอกาสให้ผม"

ฟอร์มโดดเด่นกับเบนฟิก้า ทำให้เชลซียอมควักกระเป๋า 21 ล้านปอนด์ซื้อตัวกลับมาก

ฟอร์มโดดเด่นกับเบนฟิก้า ทำให้เชลซียอมควักกระเป๋า 21 ล้านปอนด์ซื้อตัวกลับมาก

"ผมได้เติบโตไม่ใช่เพียงในฐานะนักเตะ แต่ในฐานะคนคนหนึ่ง เบนฟิก้าเป็นหนึ่งในสโมสรใหญ่ของโลก เฉพาะในโปรตุเกสก็มีแฟนฟุตบอลหกล้านกว่าคน และมีประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ การได้ไปอยู่กับเบนฟิก้าเป็นประสบการณ์ที่ดีสำหรับผม ทีมก็ดี บ้านเมืองก็ดี ประเทศก็ดี ลีกก็ยอดเยี่ยม สำหรับนักเตะวัยรุ่นกายได้อยู่และเล่นฟุตบอลในที่ดีๆ ก็เป็นเรื่องที่ดีมากๆ ผมดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของทีม ผมไม่มีวันลืมผู้คนและแฟนบอลที่เบนฟิก้าอย่างแน่นอน"

"ผมคิดอยู่ตลอดเวลาว่าถ้ามีโอกาสได้กลับมาเล่นในพรีเมียร์ลีกก็คงจะดี แต่ส่วนมากผมก็จะมุ่งมั่นอยู่กับงานของผม กับทีมของผมซึ่งก็คือเบนฟิก้า ผมรู้ว่าผมต้องทำงานหนักมาก ทั้งเพื่อช่วยทีม และเพื่อพัฒนาตัวเองในฐานะนักฟุตบอล คุณจะเห็นผลของความทุ่มเทของผม ผมกลับมาที่เชลซีได้อีกครั้งและคราวนี้ก็ได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมแล้ว"

จุดเปลี่ยน

ในมุมหนึ่ง มาติชเป็นเสมือนจุดศูนย์กลางเกมของเชลซี แม้ว่าตำแหน่งประจำจะเป็นมิดฟิลด์เกมรับ แต่เนมานย่า มาติช ไม่ใช่ โคล้ด มาเคเลเล่ มาติดครองบอลเหนียวแน่น และยังสามารถดันเกมสู้กับคู่แข่ง ในจังหวะยิง 35 หลาคานสะเทือนในเกมที่ลงสนามให้กับเชลซีเป็นนัดที่สองเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ที่สิงโตน้ำเงินครามออกไปเฉือนชนะแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1-0 แสดงให้เห็นว่ามาติช ไม่ใช่มิดฟิลด์เกมรับที่คอยตัดเกมและเคลียร์บอลทิ้งเท่านั้น

การไปอยู่ที่เบนฟิก้าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง ผมเติบโตทั้งในฐานะนักเตะและในฐานะคนคนหนึ่ง

การตัดสินใจของมูรินโญ่ที่ส่งมิดฟิลด์เกมรับลงสนาม 2 ตัวในเกมที่เอติฮัด สเตเดี้ยมทำให้หลายๆ คนออกจะงงกับแท็กติก หลังจากก่อนหน้านี้เคยตัดสินใจปล่อยตัวนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปี 2 สมัยซ้อนอย่างฮวน มาต้า ออกจากทีม ก่อนจะเอาเงินมาซื้อนักเตะตัวใหม่

และนี่ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่ามูรินโญ่ตัดสินใจได้ถูกต้อง เชลซีแทบจะลืมมาต้าไปเลย แต่นอกจากนั้นแล้ว การมี เนมานย่า มาติช อยู่ในสนาม เปิดโอกาสให้นักเตะในตำแหน่งเกมบุกของเชลซีมีพื้นที่เปิดเกมบุกมากขึ้น

มาติช สอนบอลยาย่า ตูเร่ ในการลงเป็นตัวจริงนัดที่ 2 และหลังจากนั้นก็แกร่งขึ้นทุกเกม

มาติช สอนบอลยาย่า ตูเร่ ในการลงเป็นตัวจริงนัดที่ 2 และหลังจากนั้นก็แกร่งขึ้นทุกเกม

ในเกมที่เชลซีเอาชนะแมนฯ ซิตี้ เนมานย่า มาติช กลายเป็นแมนออฟเดอะแม็ตช์ ด้วยผลงานยอดเยี่ยมที่เป็นพื้นฐานแข็งแกร่งของเชลซี จังหวะที่มาติชสู้กับ ยาย่า ตูเร่ มิดฟิลด์รถถังของเแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นจังหวะสำคัญที่ติดตาแฟนบอล แต่การประกบติดตูเร่ไม่ใช่คำสั่งโดยตรงจากกุนซือโปรตุกีส

"มูรินโญ่บอกผมว่าให้เล่นตามเกมของผมเอง" มาติช เล่าย้อน "เราเตรียมพร้อมหลายๆ อย่างในระหว่างการซ้อม แต่เขาไม่ได้บอกอะไรผมเกี่ยวกับยาย่า ตูเร่ หรือไม่ได้สั่งว่าต้องประกบตูเร่เป็นพิเศษ เขาบอกผมแค่ว่าให้เล่นเหมือนที่เราเคยเล่น และเชื่อว่าเราจะต้องชนะ"

ภาษาสากล

มาติช ปรับตัวกับเพื่อนนักเตะเชลซีในห้องแต่งตัวได้อย่างสบายๆ และไม่ได้แยกตัวปลีกวิเวกไปนั่งมุมห้องคนเดียวเงียบๆ เหมือนอิวาโนวิช เพื่อนร่วมชาติ แต่หากจะพูดไปแล้ว มาติช เคยอยู่ในยุโรปมากว่า 7 ปี ทำให้ได้เปรียบเรื่องการปรับตัวเข้ากับเพื่อนร่วมทีมจากหลายๆ ชาติได้ดีกว่า

"ฟุตบอลเป็นโรงเรียนสอนภาษาที่ดีมากเลยนะ ผมอยู่โปรตุเกสสองปีครึ่ง แต่ว่าถึงจะพูดไม่ได้เหมือนคนโปรตุกีส แต่ผมก็ฟังเข้าใจทุกอย่างนะ"

เวลานักเตะบราซิเลียนคุยเรื่องขำๆ อำใครเล่นกันผมก็ฟังเข้าใจหมดนะ พวกเขาก็เลยต้องระวังๆ เวลาจะมาพูดอะไรใกล้ๆ ผม

"การรู้ภาษาโปรตุกีสก็ดีกับผมกับทีมเชลซีนะ นอกจากมูรินโญ่แล้วก็ยังมีนักเตะบราซิเลียน เวลาเขาคุยเรื่องขำๆ อำใครเล่นกันผมก็ฟังเข้าใจนะ พวกเขาก็เลยต้องระวังๆ เวลาจะมาพูดอะไรใกล้ๆ ผม"

นอกจากภาษาแล้ว ยังมีหลายเรื่องที่มาติชประทับใจ เช่นการได้เล่นกับนักฟุตบอลฝีเท้าชั้นเลิศที่ทำให้แฟนฟุตบอลตาค้าง อย่างเช่นเอเด็น อาซาร์ ที่สร้างความประทับใจให้มิดฟิลด์เซอร์เบียนได้ตลอดทั้งปีที่ผ่านมา

"เอเด็นเป็นนักฟุตบอลที่เก่งมาก และมีความสำคัญมากสำหรับเรา" มาติช ยืนยัน "ในเวลาแค่พริบตาเดียวเขาก็สามารถสร้างโอกาสดีๆ ให้กับทีม เขายิงก็ได้ จ่ายแอสซิสต์ก็ได้ เขายังอายุน้อยและยังพัฒนาได้อีกเยอะมาก เขามีศักยภาพที่จะสามารถเป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยมระดับโลก"

"ที่เชลซีเรามีนักเตะที่เก่งๆ มากมาย เราแกร่งทุกตำแหน่งทั่วทั้งสนาม และนั่นก็เป็นเหตุผลว่าทำไมการได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมนี้จึงเป็นเรื่องที่ดีมาก"

"ระวังนะเด็กๆ มาติชมาแล้ว"

"ระวังนะเด็กๆ มาติชมาแล้ว"

เข้าใกล้แชมป์

เชลซีเริ่มฤดูกาล 2014/15 ในฐานะเป้าหมายที่ทีมอื่นอยากจะพุ่งชน อยากเอาชนะ และเบียดแย่งตำแหน่งแชมป์กับคู่แข่งหลายๆ ทีมรวมถึงทำผลงานให้ดีในแชมเปี้ยนส์ลีก ซึ่งสำหรับมาติชเอง แม้จะเยิงประตูให้เชลซีในเกมสำคัญมาหลายครั้ง แต่นอกจากความสำเร็จส่วนตัวนักเตะแต่ละคนแล้ว สิ่งที่สำคัญที่จะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จสำหรับทีมฟุตบอลก็คือการคว้าแชมป์ และ มาติชก็อยากจะคว้าแชมป์กับเชลซี

"แน่นอน การคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ เมื่อปี 2010 ผมได้ลงเล่นในเกมกับวีแกน และถล่มเอาชนะ 8-0 คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ซึ่งนั่นก็เป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมมาก แต่การคว้าแชมป์ในฤดูกาลที่ได้ลงเล่นเป็นตัวหลักก็ยิ่งจะเป็นสิ่งที่สุดยอดมากขึ้นไปอีก"

"นั่นคือสิ่งที่ผมต้องการ ผมต้องการคว้าแชมป์ด้วยการลงเล่น 15 หรือ 20 เกม ไม่ใช่แค่ 15 หรือ 20 นาที"

เชลซีคว้าแชมป์แคปิตอล วัน คัพเป็นถ้วยแรกไปแล้ว และกำลังขยับเข้าใกล้แชมป์พรีเมียร์ลีก โดยเหลือการแข่งขันอีกเพียง 5 เกม และหาเชลซีเก็บได้ 6 แต้มจาก 5 เกมดังกล่าว เนมานย่า มาติช ก็จะได้ชูถ้วยแชมป์หลังจากลงเล่นเป็นตัวหลักให้เชลซีมาเกือบตลอดฤดูกาลก