เปิดใจประมุขลูกหนังลอดช่อง : อช.คัพ, อาเซียนซูเปอร์ลีก และอนาคตบอลสิงคโปร์

ทั้งที่พ่ายคาบ้าน 2 นัดติดต่อญี่ปุ่นและซีเรีย แต่ ไซนูดิน นอร์ดิน ประธานสมาคมฟุตบอลสิงคโปร์ (เอฟเอเอส) ก็ยังกล่าวกับโฟร์โฟร์ทูว่ารอบคัดเลือกเอเชียนคัพของพวกเขายังอยู่ในทิศทางที่ถูกต้อง...

ก่อนหน้านี้สิงคโปร์ค่อนข้างมองในแง่ดีก่อนจะเฝ้ารังเจอกับ 2 ทีมหัวตารางของกลุ่มอย่าง “ซามูไรบลู” และ “ดิ อีเกิ้ลส์” ในรอบคัดเลือกที่หาทีมไปแข่งทั้งฟุตบอลโลกและเอเชียนคัพ

โดยพลพรรค “เมอร์ไลอ้อนส์” ที่มีอยู่ 10 คะแนนจากการลงเตะ 5 นัดหวังจะเก็บ 4 แต้มจาก 2 เกมดังกล่าว โดยตั้งเป้าไว้ว่าจะเสมอกับญี่ปุ่นแล้วค่อยมาชนะซีเรียในนัดถัดไป

แต่ความเป็นจริงไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ สิงคโปร์ค่อนข้างโชคดีด้วยซ้ำที่แพ้เพียงแค่ 3-0 ต่อขุนพลจากแดนอาทิตย์อุทัยที่แก้ตัวจากการพบกันครั้งก่อนที่เสมอ 0-0 ในไซตามะเมือเดือนมิถุนายนได้สำเร็จ

จากนั้นพวกเขาก็โชว์ฟอร์มได้น่าผิดหวังในนัดที่เจอกับซีเรีย โดยเหลือผู้เล่นเพียงแค่ 10 คนก่อนจะไล่ตีเสมอเป็น 1-1 ช่วงท้ายเกมจากจุดโทษ แต่ก็มาโดน “ดิ อีเกิ้ลส์” สอยตาข่ายช่วงทดเจ็บจนพ่ายไป 2-1 ที่ซาฟูวาน บาฮารูดิน สเตเดี้ยม

จากผลการแข่งขันดังกล่าวทำให้สิงคโปร์ยุติเส้นทางสู่เวิลด์คัพไว้เพียงแค่รอบนี้ เหลือเพียงแค่ความหวังที่จะผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายเอเชียนคัพเป็นครั้งแรกที่ไม่ใช่ในฐานะเจ้าภาพ ซึ่งถึงแม้ว่าเป้าหมายจะยังคงยาก แต่ก็ยังมีความเป็นไปได้มากกว่า

ด้วยระบบการคัดเลือกที่เป็นไปตามผลงานในรอบแบ่งกลุ่มของรายการชิงชัยระดับทวีปที่จะมีแข่งรอบสุดท้ายปี 2019 ซึ่งจัดที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อันดับ 3 ของทั้ง 8 กลุ่มจะไม่ต้องลงเล่นเพลย์ออฟ และผ่านเข้าไปเล่นรอบคัดเลือกรอบ 3 โดยอัตโนมัติ

ซึ่งนั่นทำให้พวกเขาแทบจะการันตีเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์แล้ว เมื่ออันดับ 4 อย่างอัฟกานิสถาน (ที่มี 6 แต้ม) จะต้องชนะให้ได้ทั้งญี่ปุ่นและสิงคโปร์ในนัดสุดท้ายเดือนมีนาคมหากหวังจะแย่งอันดับ 3 กับ “เมอร์ไลอ้อนส์”

“เป้าหมายของเราคือการผ่านเข้าไปเล่นเอเชียนคัพ 2019” ไซนูดินกล่าวกับโฟร์โฟร์ทู “และผมก็มั่นใจว่าเราทำได้ ถ้าเรายังทำงานหนักและรักษาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันภายในทีมนะ”

“เรายังอยู่บนเส้นทางนั้น เรามีเกมรอบคัดเลือกนัดสุดท้ายที่ไปเยือนอัฟกานิสถานตอนปีหน้า และถ้าหลายอย่างยังดำเนินไปอย่างตอนนี้ เราก็มีลุ้นที่จะจบด้วยอันดับ 3 และผ่านเข้าไปเล่นรอบคัดเลือกรอบต่อไป”

นอกจากนี้ทาง FFT ก็ยังได้สอบถามไซนูดินหลายประเด็นด้วยกัน รวมถึงข่าวลือเกี่ยวกับอนาคตของทีมไลอ้อนส์ XII ด้วย

มีการคาดเดาไปต่างๆนานาว่าทีมที่อยู่ภายใต้การดูแลของเอฟเอเอสทีมนี้จะได้ร่วมเผดียงแข้งในลีกมาเลเซียต่อไปหรือไม่

โดยข่าวลือออกมาว่าบรรดาแข้งไลอ้อนส์ XII จะเป็นตัวแทนของสิงคโปร์ในการลงเล่นอาเซียน ซูเปอร์ลีก (เอเอสแอล) ที่อาจจะเกิดขึ้น หรืออาจมีการยุบทีมไปเลย ซึ่งยังเป็นประเด็นที่มีข้อสงสัยกันอยู่

และสมาคมฟุตบอลมาเลเซียก็จะมีการจัดประชุมคณะกรรมการบริหารในสัปดาห์หน้า คาดว่าอนาคตของไลอ้อนส์ XII ก็จะถูกนำมาเป็นวาระด้วย

ซึ่งไซนูดินกล่าวว่าการตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของทีมซึ่งเคยคว้าแชมป์มาเลเซีย ซูเปอร์ลีก และมาเลเซียคัพมาแล้วทั้งที่ก่อตั้งได้ไม่ถึง 4 ปี และตอนนี้ก็ทะลุถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายของบอลถ้วยใกล้จะได้ข้อสรุป

LionsXII celebrate their Malaysian FA Cup win earlier this year. Photo: FAS

“หนึ่งในเรื่องดีของการเข้าร่วมบอลลีกและบอลถ้วยของมาเลเซียสำหรับไลอ้อนส์​ XII ก็คือสามารถเรียกความสนใจของแฟนๆได้”

“เราได้ดึงดูดแฟนบอลใหม่ๆและสปอนเซอร์เข้ามา ในเวลาเดียวกันนักเตะของเราก็ได้รับประโยชน์จากการเล่นต่อหน้าแฟนบอลเรือนหมื่นที่เข้ามาชมเกมเป็นประจำ”

“ตอนนี้เราอยู่ในช่วงสุดท้ายของการพูดคุยกับพาร์ทเนอร์ของเรา และเราจะทำการประกาศตอนสิ้นเดือนนี้”

โดยไซนูดินถือเป็นหนึ่งในคนที่ขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลังเอเอสแอล ซึ่งมีการคาดกันว่าจะมีการวางเป้าหมายที่จะเปิดตัวเป็นบางส่วนก่อนในปี 2016 แล้วค่อยทำอย่างเต็มรูปแบบในปีถัดมา

แต่เขายังไม่อยากที่จะอัพเดทแผนการณ์มากนัก โดยเผยแค่เพียงว่า “เอเอฟเอฟ (สหพันธ์ฟุตบอลอาเซียน) กำลังพูดคุยกับพาร์ทเนอร์หลักถึงเรื่องนี้ และจะทำการประกาศเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม”

อย่างไรก็ตามไซนูดินกลับเปิดปากอย่างไม่มีเม้ม เมื่อถูกถามถึงความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขานับตั้งแต่ก้าวมารับตำแหน่งเมื่อปี 2009

โดยอดีตนักการเมืองผู้นี้กล่าวว่าการให้ความสำคัญกับเยาวชนได้พิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จ แต่ก็ยังต้องมีการต่อยอดให้มากขึ้นกว่านี้อีกเยอะ

“การพัฒนาเยาวชนคือสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเรา เพราะฉะนั้นเราจึงได้ทำการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญภายใต้ทรัพยากรที่จำกัดในโครงการต่างๆ อาทิเช่นโครงการ Junior Centres of Excellence ที่มุ่งหวังจะพัฒนาฝีเท้าเด็กอายุตั้งแต่ 6 ขวบขึ้นไป”

Tampines Rovers are still in the hunt for the S.League title. Photo: FAS

“การพัฒนาเยาวชนคือโครงการระยะยาว และผมก็มั่นใจในพัฒนาการของนักเตะเยาวชนอย่าง ไซฟุลลาห์ อัคบาร์,​ เบนจามิน เดวิส และ เอลเลียตต์ เอ็ง อยู่ลึกๆ”

“นอกจากนี้คนที่ได้รับรางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมดอลลาห์ คัสซิม อวอร์ด อย่าง อดัม สวานดี้ และ มูเอลมี ซูไฮมี ก็ยังได้รับประสบการณ์อันประเมินค่าไม่ได้จากการไปฝึกซ้อมที่ต่างประเทศ และผมก็เชื่อว่าจะมีนักเตะอีกมากที่ได้รับประโยชน์จากสิ่งนี้ในอนาคต”

“และในเฟสต่อไป (ประธานเทคนิคเอฟเอเอส) มิเชล (ซาบลอน) จะทำการพัฒนาระบบให้ดีกว่านี้ ซึ่งเขากำลังปรับตัวปัจจัยใหญ่ๆอยู่”

“ความมุ่งมั่นทำงานหนักของฝ่ายบริหารและสต๊าฟฟ์คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ฟีฟ่าและคนอื่นๆได้หวังถึงผลตอบแทนที่สูงจากการลงทุนของเอฟเอเอส ทั้งที่มีงบประมาณเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสมาคมในภูมิภาคอื่น”

“เราจึงต้องการการสนับสนุนที่มากกว่านี้รวมถึงทรัพยาการที่สามารถทำให้โครงการของเราดำเนินไปได้อย่างเต็มที่เพื่อพัฒนาศักยภาพของนักเตะให้ได้มากที่สุด”

นอกจากนี้ไซนูดินยังถูกถามถึงอนาคตของเอสลีกที่มาถึงบทสรุปในสัปดาห์นี้ โดยจบลงด้วยการคว้าแชมป์ของบรูไน ดีพีเอ็มเอ็ม ที่ปาดหน้าแทมปิเนส โรเวอร์ส ในนัดสุดท้ายของฤดูกาล

ซึ่งหลายฝ่ายหวังว่าระบบการแข่งขันอันซับซ้อนจะถูกปรับปรุงใหม่ในปีหน้า ขณะที่ FFT คาดว่าจะมีการใช้ระบบที่คล้ายกับของเดิมซึ่งแต่ละทีมจะพบกัน 3 หนในปี 2016

โดยไซนูดินเผยว่าจะมีการประกาศเกี่ยวกับอนาคตภายในเดือนนี้

“เรากำลังหาทางที่จะพัฒนาเอสลีกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็ต้องดูบริบทโครงสร้างฟุตบอลของเราเป็นสำคัญ”

“เราจะทำการประกาศเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงหลักๆของเอสลีกฤดูกาล 2016 ในช่วงปลายเดือนนี้”

ภาพหลัก: ซี โค / โฟร์โฟร์ทู