เปิดใจตำนานอาร์เซนอล : เมื่อวาน วันนี้ และพรุ่งนี้ของ เยนส์ เลห์มันน์

 jens_lehmann

เยนส์ เลห์มันน์ ใช้เวลาว่างมาเยี่ยมเยียนเพื่อนบ้านของเราอย่าง สิงคโปร์ และทีมงาน FFT เมืองลอดช่อง ก็ไม่พลาดที่จะขอสัมภาษณ์ อดีตนายทวารทีมชาติเยอรมันและอาร์เซนอล ชนิด เอ็กซ์คลูซิฟ…  

หลายคนจดจำ เยนส์ เลห์มันน์ ว่า เป็นหนึ่งในทีมชุดไร้พ่ายของ อาร์เซนอล เมื่อซีซั่น 2003/04 ทว่า อีกหลายคนก็มองเห็นภาพของ อดีตนายด่านทีมชาติเยอรมัน ที่มักแสดงความบ้าคลั่งเมื่อยืนเฝ้าเสาประตู จนหลายคนขนานนามเขาว่า “แมด เยนส์” (Mad Jens)

และจนถึงตอนนี้ เลห์มันน์ แขวนถุงมือมาได้ห้าปีแล้ว ก่อนที่ทีมงาน FFT จะมีโอกาสพูดคุยกับ อดีตผู้รักษาประตูชาลเก้ 04 ถึงเรื่องราวในอดีต และลักษณะนิสัยที่ดุดัน บ้าคลั่งของเขา

หากใครยังจำได้ ครั้งหนึ่ง เลห์มันน์ เคยเข้าไปใส่กับ รุด ฟาน นิสเตลรอย หลังจากที่ หัวหอกชาวดัตช์ ยิงจุดโทษพลาดในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ จนทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด อดได้สามคะแนนในเกมพบ อาร์เซนอล

หรือจะเป็นช็อตที่ อดีตนายด่านดอร์ทมุนด์ ขว้างบอลใส่ เควิน ฟิลลิปส์ หลังจบเกมกับ เซาแธมป์ตัน เมื่อปี 2003 เนื่องจากมีปัญหากันมาในเกม

Jens Lehmann 02

เก๊กหล่อกับสัญลักษณ์เมืองลอดช่อง, ภาพโดย Weixiang Lim/FFT

ซึ่ง เลห์มันน์ น้อมรับในสิ่งนั้น ทว่า หนุ่มใหญ่วัย 46 ปีก็อธิบายว่า เขาไม่ได้เป็นแบบนี้มาตั้งแต่ต้น โดยทั้งหมดเริ่มต้นมาจากสมัยที่เขาเริ่มเป็นมือหนึ่งของ ชาลเก้ 04 ในปี 1988

โค้ชคนหนึ่งเดินมาบอกผมว่า ถ้าเอ็งยังเล่นกากแบบเกมที่แล้วนะ เอ็งก็เตรียมไสหัวไปได้เลย ตอนนั้นผมอายุเท่าไรเอง แต่ผมก็ได้เรียนรู้การรับมือกับมันเยอะเลยนะ

“ผมไม่ได้แข็งแกร่งแต่แรกนะ แต่ผมก็เริ่มแกร่งขึ้น” เลห์มันน์ เล่าให้ FourFourTwo “ตอนผมเป็นเด็ก ผมก็เหมือนคนทั่วไปนี่แหละ แต่ผมเริ่มดุดันขึ้นเพราะว่าผมเจอกับความกดดันและความผิดหวังมากมาย”

“คาแรคเตอร์ของผมนั้นโดดเด่น และมันขึ้นอยู่กับว่าคุณเจอผมในมุมไหน ผมไม่ได้เป็นนักฟุตบอลอาชีพเพราะผมเก่งโคตรๆเหมือนคนอื่น ผมเป็นแค่คนทั่วไปคนหนึ่ง ซึ่งนั่นทำให้ผมต้องสร้างความแกร่งให้แก่ตัวเอง”

“ผมผิดหวังมาหลายครั้ง ผมเคยเจ็บหนัก จนหลุดจากทีม นั่นทำให้ผมต้องพยายามหนักขึ้น ซึ่งผมคิดว่ามันดีกับผมมากๆ”

“ตอนที่ผมยังเป็นเยาวชน ผมอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างมาก เพราะผมกำลังเล่นให้กับทีมอย่าง ชาลเก้ 04 และพวกเราใกล้จะตกชั้นเต็มที มีโค้ชคนหนึ่งเดินมาบอกผมว่า ถ้าเอ็งยังเล่นกากแบบเกมที่แล้วนะ เอ็งก็เตรียมไสหัวไปได้เลย ตอนนั้นผมอายุเท่าไรเอง แต่ผมก็ได้เรียนรู้การรับมือกับมันเยอะเลยนะ”

เลห์มันน์ แกร่งขึ้นจน อาร์เซนอล เอาเขาไปร่วมทีม

อย่างไรก็ตาม แม้ภายนอกจะแข็งแกร่งขนาดไหน ทว่า เลห์มันน์ ก็ยอมรับว่า มีหลายครั้งที่เขายังคงตื่นเต้นและกลัวสิ่งที่จะเกิดขึ้นตรงหน้าเหมือนกัน

ตัวอย่างเช่น เมื่อครั้งที่ อดีตนายทวารชุดอันดับ 3 ฟุตบอลโลก 2006 ถูกต้นสังกัดเก่าอย่าง “ปืนใหญ่” เรียกตัวมาช่วยด่วน หลังจากที่ผู้รักษาประตูชุดใหญ่เจ็บเกือบทั้งหมด จนเหลือเพียง มานูเอล อัลมูเนียคนเดียว โดยตอนนั้น เลห์มันน์ ได้เลิกเล่นไปแล้ว พร้อมกับกำลังเรียนวิชาโค้ชที่อังกฤษอยู่

และสุดท้าย เลห์มันน์ ก็ได้ลงสนามจริงๆ ในวันที่ 10 เมษายน 2012 ซึ่งเป็นนัดแรก นัดเดียว และนัดสุดท้ายในการคัมแบ็ครอบที่ 2 ของเขา อีกทั้งยังถือเป็นการลงเล่นเป็นนัดที่ 200 ในชีวิตกับ อาร์เซนอล อีกด้วย

“ผมโคตรตื่นเต้นเลย แต่ผมไม่สามารถแสดงความรู้สึกออกมาได้ เพราะว่าก่อนหน้านั้นที่ผมอยู่กับอาร์เซนอล ผมไม่เคยทำให้ใครคิดว่าผมตื่นเต้นเลย”

“พวกเขาคิดเสมอว่า ผมเป็นเครื่องจักรเยอรมันอัน  วันนั้น อาร์แซน เวนเกอร์ เดินเข้ามาบอกกับผมก่อนเกมว่า ‘เหมือนเดิมนะ เยนส์’ และผมก็แบบ ‘เอ่อ โอเคครับ’ แต่ผมบอกได้เลยว่า ในใจผมนี่ร้อนรนไปหมด ผมว่าไม่มีใครรู้หรอกนะว่าผมคิดแบบนั้น”

กลับมาที่ชีวิตค้าแข้งของเขา หลายคนคงคิดว่าหนึ่งในเกียรติยศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ เลห์มันน์ คือ การมีส่วนสำคัญในทีมชุดอินวิซิเบิ้ลของ “ปืนใหญ่” ซึ่ง อดีตโกล์ “เสือเหลือง” ก็เห็นชอบ

“เมื่อคุณกลายเป็นผู้ไร้เทียมทาน คุณไม่เคยคิดหรอกว่ามันยิ่งใหญ่ขนาดไหน แต่ตอนนี้ เราเห็นแล้วว่ามันเยี่ยมและยิ่งใหญ่ขนาดไหน เพราะว่ามันไม่เคยมีใครทำได้ไงละ”

“หลังจากนั้น พรีเมียร์ลีกแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เรามี แมนฯ ยูไนเต็ด, เชลซี และ ลิเวอร์พูล เรากลายเป็นทีมม้านอกสายตาไปเลย”

“การมาของ โรมัน อบราโมวิช ทำให้ เชลซี กลายเป็นทีมเศรษฐี และหลังจากนั้นพวกเขาก็กลายเป็นแชมป์สองปีซ้อน เช่นเดียวกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่แข็งแกร่งเสมอ แต่พวกเราก็เป็นทีมที่ดีที่สุดที่มีคาแรคเตอร์ที่ชัดเจน”