เปิดโผยอดกุนซือยุโรปประจำเดือนตุลาคม

จอฟฟ์ บราวน์ จะมาบอกทุกอย่างที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับผลงานของผู้จัดการทีมทั่วยุโรปตลอดเดือนตุลาคม และนี่คือส่วนหนึ่งของบทความรายเดือนที่ FourFourTwo.com…

การจากไปของ โฮเวิร์ด เคนดัลล์ ได้ช่วยปลุกความทรงจำที่มีต่อชายผู้ถ่อมตนและอบอุ่นผู้นำเอฟเวอร์ตันไปสู่ยุคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร ซึ่งในเดือนตุลาคมเราได้เห็นผู้จัดการทีมหลายรายทั่วทั้งทวีปยืนจังก้าอยู่ตรงริมสนามพร้อมทั้งตะโกนสั่งการลูกทีมท่ามกลางเสียงเชียร์อันกึกก้องของแฟนบอล ขณะที่คนอื่นๆได้นำแนวทางของเคนดัลล์มาใช้ด้วยการนั่งเงียบๆอยู่ตรงม้านั่งข้างสนามพร้อมกับครุ่นคิดหากลยุทธที่จะทำให้ลูกทีมของเขาเอาชนะบนผืนหญ้า

คำคมประจำเดือน

ฟาติห์ เตริม ที่เคยพาตุรกีเข้าสู่รอบรองชนะเลิศยูโร 2008  จากการโกงความตายในช่วงท้ายเกมครั้งแล้วครั้งเล่า ได้กล่าวตอนที่ทัพ “ไก่งวง” เก็บได้เพียงแต้มเดียวจาก 3 นัดพร้อมกับรั้งบ๊วยของกลุ่มในรอบคัดเลือกยูโร 2016 ว่า “มันยังไม่จบถ้าเราไม่พูดว่ามันจบ”

Fatih Terim

และจากนั้นพวกเขาก็ทำผลงานไร้พ่ายตลอดเกมที่เหลืออีกทั้งยังทำประตูได้ในนาทีสุดท้ายในนัดส่งท้ายรอบคัดเลือกกับไอซ์แลนด์ด้วย นั่นทำให้เจ้าตัวถึงกับได้รับการสแตนดิ้ง โอเวชั่น ในการแถลงข่าวหลังเกมเลยทีเดียว “คุณยังไม่แพ้หรอกตอนที่คุณกำลังแพ้อยู่ คุณจะแพ้ก็ต่อเมื่อคุณล้มเลิกเท่านั้นแหละ!” เตริมกร้าวหลังจากลูกทีมของเขาที่เหลือ 10 คนชนะไปอย่างเหลือเชื่อ

สุดยอดการขับเคี่ยวแห่งเดือน

มีถึง 4 ทีมที่ไล่ล่าแชมป์เซเรียอาในฤดูกาลนี้โดยมีแต้มห่างระหว่างจ่าฝูงกับอันดับ 4 แค่ 2 คะแนน ซึ่งถือว่าเป็นการแย่งแชมป์อิตาลีที่สูสีที่สุดในรอบหลายปีเลยทีเดียว และความโรแมนติกของมันอยู่ที่มีโค้ชคนหนึ่งที่ไต่เต้าจากดิวิชั่นต่ำสุดของลีกสมัครเล่นสู่ดิวิชั่นสูงสุดของระดับอาชีพ

นั่นก็คือ เมาริซิโอ ซาร์รี เทรนเนอร์ของนาโปลีผู้กุมหัวใจแฟนบอลแดนมะกะโรนีมากกว่ากุนซือชื่อดังคนไหนๆ และตอนนี้เขาก็กำลังไล่ล่าเกียรติอันสูงสุดของลีกอิตาเลียนอยู่ โดยซาร์รีเริ่มต้นคุมทีมสมัครเล่นของอิตาลีตั้งแต่ปี 1990 จนถึง 2003 ซึ่งปี 2003 นั่นเองที่เขาประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรกโดยพาต้นสังกัดเลื่อนชั้นมาเล่นในระดับอาชีพ หลังจากนั้นเขาก็คุมอีก 10 สโมสรในรอบ 11 ปีจนกระทั่งได้ขึ้นมาอยู่เซเรียอากับเอ็มโปลี

อิกัวอิน ทำประตูในเกมกับลีเกีย ศึกยูโรป้า ลีก

แม้ได้รับการคาดหมายว่าเป็นตัวเต็งที่จะตกชั้นเมื่อฤดูกาลก่อน แต่เขาก็ทำให้เอ็มโปลีอยู่รอด และหลังจากที่คุมทีมมา 25 ปีกับ 17 สโมสร เขาก็ถูกดึงไปแทน ราฟาเอล เบนิเตซ ที่นาโปลี ซึ่งเป็นสโมสรที่เชียร์ตั้งแต่เด็กและเป็นภูมิลำเนาของเขา ด้วยความเป็นเนโอโปลิตันเต็มขั้น ทำให้เขาไม่สนใจกับสถานะการเป็นผู้จัดการทีมที่มีรายได้น้อยที่สุดในเซเรียอา “ที่ผ่านมาพวกเขาให้สิ่งที่ผมได้ทำลงไปแบบฟรีๆ ดังนั้นผมจึงรู้สึกว่าตัวเองโชคดีชะมัดยาด!”

ด้วยชัยชนะ 5  นัดหลังสุดในลีกซึ่งรวมถึงการปราบยูเวนตุส, เอซี มิลาน และฟิออเรนตินาก่อนที่จะเสมอเจนัวนัดล่าสุด  ทำให้พวกเขารั้งอันดับ 4 ของตารางโดยมีแต้มห่างจากจ่าฝูงแค่  2 คะแนนเท่านั้น นอกจากนี้ซาร์รียังเป็น 1 ใน 3 ผู้จัดการทีมที่มีสถิติชนะรวด 100% ในยูโรป้าลีกซีซั่นนี้ด้วย

ซูซากำลังไปได้สวย

ส่วนทีมที่รั้งจ่าฝูงตอนนี้ก็คือยักษ์หลับแห่งแดนรองเท้าบูทอย่างฟิออเรนตินา ที่ความทรงจำในการคว้าสคูเด็ตโต้เลือนรางลงทุกปีเมื่อพวกเขาคว้าสคูเด็ตโต้ได้เพียงแค่ 2 สมัยตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา

และเมื่อเดือนมิถุนายนพวกเขาได้แต่งตั้งกุนซือชาวโปรตุกีสเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร นั่นก็คือ เปาโล ซูซา ที่ชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ลีกสมัยเป็นนักเตะกับยูเวนตุสและโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ โดยเจ้าตัวเริ่มต้นจับงานคุมทีมที่อังกฤษด้วยผลงานไม่เป็นที่ประทับใจนักกับคิวพีอาร์, สวอนซี ซิตี้ และเลสเตอร์ ซิตี้ แต่ทันทีที่เขาเลือกหันหลังให้กับลีกผู้ดี อาชีพการเป็นกุนซือของเขาก็รุ่งโรจน์ขึ้น

เขาพาวิดีโอตันทีมในฮังการีคว้าแชมป์ลีกคัพและจบด้วยอันดับรองแชมป์ ก่อนจะคว้าแชมป์ลีกหนแรกในการเป็นผู้จัดการทีมกับมัคคาบี้ เทล อาวีฟ ในอิสราเอล จากนั้นก็นำบาเซิลคว้าแชมป์ซูเปอร์ลีกในซีซั่นล่าสุด ซึ่งจากความสำเร็จเหล่านั้นทำให้เขาได้งานที่ฟลอเรนซ์ที่จบอันดับ 4 ในเซเรียอามา 3 ฤดูกาลติดต่อกันซึ่งถือว่าพลาดโอกาสไปเล่นแชมเปี้ยนส์ลีกอย่างน่าเสียดาย ทำให้เป้าหมายของเขามีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นนั่นก็คือพา “ม่วงมหากาฬ” จบท็อป 3 ให้ได้ !

Paulo Sousa

อีกทีมที่มีคะแนนเท่ากับฟิออเรนตินาก็คืออินเตอร์ มิลาน ที่กุมบังเหียนโดย โรแบร์โต้ มันชินี อดีตนายใหญ่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่คืนสู่ถิ่นจูเซ็ปเป้ เมอัซซา อันเป็นสโมสรที่เขาเคยซิวสคูเด็ตโต้  3 สมัยซ้อนมาแล้วระหว่างปี 2006 ถึง 2008 โดยกุนซือวัย 50 ปีคืนถิ่นเก่าเมื่อ 12 เดือนก่อนท่ามกลางความประหลาดใจของหลายๆคน แต่หลังจากพาทีม “งูใหญ่” จบฤดูกาลอย่างน่าผิดหวังด้วยอันดับ 8 เมื่อซีซั่นก่อน ทำให้มีการปฏิรูปทีมเพื่อกลับมามีลุ้นแชมป์อีกครั้ง  ซึ่งสกอร์ 1-0 คือสกอร์ยอดฮิตในยุคของมันชินีเลยก็ว่าได้เมื่อ  6 จาก 7 นัดที่ทีม “เนรัซซซูรี” คว้าชัยจบลงด้วยสกอร์ดังกล่าวทั้งสิ้น จึงไม่น่าแปลกใจที่พวกเขาคือทีมที่เสียประตูน้อยสุดในลีกและยังเป็นเต็งแชมป์ครั้งแรกนับตั้งแต่ที่ โชเซ มูรินโญ พาทีมคว้าเทรเบิลแชมป์เมื่อ 5  ปีก่อน

ขณะที่โรมาของ รูดี้ การ์เซีย ตามมาเป็นอันดับ 3 โดยมีแต้มห่างจากจ่าฝูงคะแนนเดียว โดยขงเบ้งเลือดน้ำหอมรู้ดีถึงความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า เมื่อพลพรรค “หมาป่ากรุงโรม” คว้าแชมป์ลีกได้เพียง 3  หนนับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรมา 88 ปี อย่างไรก็ตามตัวเขาเองก็รู้วิธีที่จะทำให้สโมสรที่ประสบความสำเร็จน้อยกว่าที่ควรจะเป็นคว้าแชมป์ จากการที่เคยพาลีลล์ซิวดับเบิ้ลแชมป์มาแล้วเมื่อปี 2011

เรื่องราวอันยิ่งใหญ่

1) บอลบุกแหลกของเคตส์บายา

จากการฉลองประตูอันเลื่องชื่อของ เตมูร์ เคตส์บายา ที่เตะป้ายโฆษณาตรงข้างสนามเซนต์เจมส์พาร์คหลังจากทำประตูชัยนาทีสุดท้ายในเกมที่นิวคาสเซิลเจอกับโบลตัน ทำให้เขาเป็นที่รู้จักในฐานะศูนย์หน้าเลือดเดือดคนหนึ่ง

อย่างไรก็ตามเมื่อกวาดตามองผู้จัดการทีมทั่วยุโรป เขาคือกุนซือที่ได้รับการยกย่องมากขึ้นเรื่อยๆว่าเป็นของแท้ โดยเจ้าตัวปักหลักรับงานคุมทีมในลีกไซปรัสซึ่งเป็นลีกที่มีอันดับในยูฟ่าสูงกว่าที่หลายๆคนคิดไว้เยอะ นั่นก็คืออันดับ 18 จากทั้งหมด 54 ประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาเคตส์บายาคว้าแชมป์ลีก 2 สมัยในฐานะผู้จัดการทีมอนอร์โธซิส ฟามากุสต้า และยังกลายเป็นกุนซือคนแรกที่พาสโมสรจากไซปรัสเข้าสู่รอบแบ่งกลุ่มแชมเปี้ยนส์ลีกได้อีกด้วย เมื่อเขานำอนอร์โธซิสชนะโอลิมเปียกอสด้วยประตูรวมเหย้า-เยือน 3-1 ในรอบคัดเลือกรอบ 3 เมื่อปี 2008

และตอนนี้เขาก็กุมบังเหียนอาโปเอล เอฟซี ที่กำลังรั้งจ่าฝูงของลีกโดยยิงไปแล้วถึง 41 ประตูจาก 9 เกม เฉลี่ยเกือบ 5 ลูกต่อนัดเลยทีเดียว ซึ่งความเถื่อนของเขาตอนที่เตะป้ายโฆษณาที่เซนต์เจมส์พาร์คถูกบดบังด้วยการเล่นฟุตบอลเกมรุกที่เขาปลูกฝังให้ผู้เล่นจนหมด

Temuri Ketsbaia

ซึ่งบรรดาลูกทีมต่างก็รักเขาและตอบแทนเขากับแฟนบอลด้วยสไตล์การเล่นแบบเอนเตอร์เทนจนหยดสุดท้าย ทำให้ตอนนี้เขาอยู่บนเส้นทางที่ดีที่จะกลายเป็นผู้จัดการทีมคนที่ 2 ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอันยาวนาน 80 ปีของประเทศนี้ที่ได้แชมป์ลีกกับ 2 สโมสร

นอกจากนี้อาโปเอลยังลงเล่นในยูโรป้าลีกโดยที่ไม่ส่งผลถึงฟอร์มในลีกอย่างที่ใครๆว่ากันด้วย ซึ่งชัยชนะนัดแรกในรอบแบ่งกลุ่มของพวกเขาในซีซั่นนี้คือการเจอกับอัสเตราส และการไปเยือนรังของอัสเตราสที่กรีซถือเป็นแมตช์ชี้เป็นชี้ตายเลยก็ว่าได้ “เกมถัดไปของเรากับอัสเตราสถือว่าสำคัญอย่างมาก เราต้องชนะในเกมนั้น ถ้าเราคว้าผลการแข่งขันได้ เราก็มีโอกาสทีดี ถ้าเราแพ้ เราตกรอบ” น่าเสียดายที่เป็นอย่างหลัง

โดยในช่วงต้นปีเคตส์บายามีชื่อเป็นหนึ่งในตัวเต็งที่จะเข้ามารับเผือกร้อนที่นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ก่อนที่จะเข้ามาคุมอาโปเอล ซึ่ง สตีฟ แม็คคลาเรน ก็เป็นคนรับเคราะห์ไปแทนและทำทีมดิ้นรนหนีการตกชั้นอยู่ในตอนนี้ ซึ่ง ไมค์ แอชลีย์ น่าจะไตร่ตรองดูให้ดีในการเลือกผู้จัดการทีมจากลีกเล็กๆที่ชอบเล่นเกมรุกเป็นชีวิตจิตใจให้กับเหล่า “ทูน อาร์มี่” ที่เกรี้ยวกราดพอๆกับกระหายความสำเร็จ

2) ผู้มาแทน ฟาบิโอ คาเปลโล

ฟาบิโอ คาเปลโล อำลาทีมชาติรัสเซียพร้อมกับทิ้งงานระดับเข็นครกขึ้นภูเขาให้กับผู้มารับช่วงต่อ เมื่อถูกปลดจากการที่มีผลงานย่ำแย่พาทีม “หมีขาว” เก็บได้เพียง 8 แต้มจาก 6  นัดในรอบคัดเลือก และเป็น เลโอนิด สลัตส์กี้ ที่ตอบรับความท้าทายดังกล่าวด้วยการคุมทีมใน 4 นัดที่เหลือขณะที่ยังรับจ๊อบที่ซีเอสเคเอ มอสโกควบคู่ไปด้วย

เขาคือชาวรัสเซียนคนแรกในรอบ 9 ปีที่กุมบังเหียนทีมชาติและเผชิญหน้ากับความกดดันเมื่อต้องชนะทุกแมตช์เพื่อการันตีการเข้ารอบโดยอัตโนมัติ ซึ่งสวีเดน, ลิกเตนสไตน์, มอลโดวา และมอนเตเนโกร คือก้างขวางคอในการทำภารกิจนี้ ดูเหมือนว่าเป้าหมายดังกล่าวอาจเป็นการประเมินคู่แข่งต่ำไปเมื่อผู้มาก่อนอย่างคาเปลโลยังล้มเหลวในการเจอกับคู่ต่อกรทีมเดียวกัน

“ผมรู้สึกดีใจอย่างมากที่เราได้บรรลุเป้าหมายที่ดูเหมือนว่าเป็นงานยากตั้งแต่เริ่มเดินทาง” สลัตส์กี้กล่าวหลังจากชนะมอนเตเนโกร 2-1 ในนัดสุดท้ายของรอบคัดเลือก “ผมขอขอบคุณแฟนบอลทุกคน ทั้งที่เข้ามาชมในสนามและดูทางโทรทัศน์ด้วย”

ส่วนในเกมลีกนั้น หลังจากที่สลัตส์กี้นำซีเอสเคเอ มอสโก คว้าแชมป์ลีกรัสเซียน 2 สมัยติดในปี 2013 และ 2014 เจ้าตัวก็อดซิวแฮตทริกโดยพลาดท่าให้กับเซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ของ อังเดร วิลลาส-โบอาส เมื่อซีซั่นก่อน และสลัตส์กี้ก็ตอบสนองความเจ็บปวดที่ได้รับจากความพ่ายแพ้เหมือนกับผู้จัดการทีมที่ยิ่งใหญ่ทุกคนด้วยการกลับมาอย่างดุดัน เมื่อซีเอสเคเอเก็บชัยได้ถึง 11 จาก 14 นัดแรกในฤดูกาลนี้ อีกทั้งยังทำแต้มนำโด่งรองจ่าฝูงถึง 9 คะแนนด้วยกัน

ขณะที่ผลงานของสลัตส์กี้ในแชมเปี้ยนส์ลีกก็จัดว่าน่าประทับใจพอสมควร เมื่อพาซีเอสเคเอชนะพีเอสวี ไอนด์โฮเฟน 3-2 และเสมอกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-1 แม้ความปราชัยต่อลูกทีมของ หลุยส์ ฟาน กัล ในนัดล่าสุดทำให้พวกเขารั้งบ๊วยของกลุ่ม แต่พวกเขาก็ยังมีโอกาสเข้ารอบ โดยเกมที่เปิดบ้านรับการมาเยือนของโวล์ฟสบวร์กในนัดหน้าถือว่าสำคัญอย่างยิ่งยวด พวกเขาต้องชนะสถานเดียวเพื่อรักษาความหวังต่อไป

ผลการดวลกึ๋นยอดกุนซือในเดือนตุลาคม

  • อังกฤษ: หลุยส์ ฟาน กัล (แมนฯยูไนเต็ด) vs มานุเอล เปยเกรินี (แมนฯซิตี้) 0-0
  • เยอรมัน: เป๊บ กวาร์ดิโอลา (บาเยิร์น มิวนิค) vs โธมัส ทูเคิล (โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์) 5-1
  • อิตาลี: โรแบร์โต้ มันชินี (อินเตอร์ มิลาน) vs มัสซิมิลิอาโน อัลเลกรี (ยูเวนตุส) 0-0
  • เนเธอร์แลนด์: แฟร้งค์ เดอ บัวร์ (อาแจ็กซ์) vs ฟิลิป โคคู (พีเอสวี ไอนด์โฮเฟน) 1-2
  • โปรตุเกส: รุย วิตอเรีย (เบนฟิก้า) vs จอร์จ เชซุส (สปอร์ติ้ง ลิสบอน) 0-3
  • สเปน: เอดูอาร์โด้ เบริซโซ (เซลต้า บีโก้) vs ราฟา เบนิเตซ (เรอัล มาดริด) 1-3
  • สวีเดน: อันเดรียส อาล์ม (เอไอเค โซลนา) vs จอร์เก้น เลนนาร์ทส์สัน (ไอเอฟเค โกเตบอร์ก). 1-2
  • ยูเครน: เซอร์เก เรบรอฟ (ดินาโม เคียฟ) vs มีร์เซีย ลูเชสคู (ชัคเตอร์ โดเน็ทส์ค) 0-3

Pellegrini and Louis van Gaal

การปะทะกึ๋นที่น่าจับตาในเดือนพฤศจิกายน

  • อังกฤษ: มานูเอล เปเยกรินี (แมนฯ ซิตี้) vs เจอร์เก้น คล็อปป์ (ลิเวอร์พูล)
  • เยอรมัน: อังเดร ไบรเทนไรเตอร์ (ชาลเก้ 04) vs เป๊ป กวาร์ดิโอลา (บาเยิร์น มิวนิค)
  • กรีซ: ยานนิส อนาสตาซิอู (พานาธิไนกอส) vs มาร์โก ซิลวา (โอลิมเปียกอส)
  • อิตาลี: เมาริซิโอ ซาร์รี (นาโปลี) vs โรแบร์โต้ มันชินี (อินเตอร์ มิลาน)
  • เนเธอร์แลนด์: จิโอวานนี ฟาน บรองค์ฮอร์สท์ (เฟเยนูร์ด) vs แฟร้งค์ เดอ บัวร์ (อาแจ็กซ์)
  • โปรตุเกส: จอร์จ เชซุส (สปอร์ติ้ง ลิสบอน) vs รุย วิตอเรีย (เบนฟิก้า)
  • รัสเซีย: อิกอร์ เชเรฟเชนโก้ (โลโคโมทีฟ มอสโก) vs อังเดร วิลลาส-โบอาส (เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก)
  • สเปน: ราฟาเอล เบนิเตซ (เรอัล มาดริด) vs หลุยส์ เอ็นริเก้ (บาร์เซโลน่า)

Luis Enrique

5 สุดยอดกุนซือเดือนตุลาคม

  1. นอร์แบร์ต เฮิร์ท (ฟลอร่า ทัลลินน์, เอสโตเนีย) - คว้าแชมป์ลีกหลังจากเก็บชัยชนะมา 11 เกมรวด
  2. วิคตอร์ โดเบรคอฟส์ (เลปายา, ลัตเวีย) - คว้าแชมป์ลีกได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสรด้วยการไม่แพ้ต่อทีมใดมา 15 นัดติดต่อกัน
  3. สตีเฟน เคนนี่ (ดันดาล์ก, สาธารณรัฐไอร์แลนด์) - คว้าแชมป์ลีกด้วยการไร้พ่ายมา 18 เกมรวด
  4. มาร์โก้ ซิลวา (โอลิมเปียกอส, กรีซ) - ชนะเกมลีกมา 9 นัดติดต่อกัน และขณะนี้รั้งอันดับ 2 ในแชมเปี้ยนส์ลีกรอบแบ่งกลุ่มซึ่งมีทั้งอาร์เซนอลและบาเยิร์น มิวนิค อยู่ร่วมสายด้วย
  5. มิโอแดรก โบโซวิช (เร้ด สตาร์ เบลเกรด, เซอร์เบีย) - คว้าชัยชนะ 13 นัดติดต่อกัน และยังไม่แพ้ให้กับทีมใดในลีก ณ ตอนนี้

คว้าชัยติดต่อกันในลีกยาวนานที่สุด

  • มิโอแดรก โบโซวิช (เรดสตาร์ เบลเกรด, เซอร์เบีย) - 13 นัด
  • นอร์แบร์ต เฮิร์ท (ฟลอร่า ทัลลินน์, เอสโตเนีย) - 12 นัด
  • มาร์โก้ ซิลวา (โอลิมเปียกอส, กรีซ) - 9 นัด

ไร้พ่ายยาวนานสุด

  • สตีเฟน เคนนี (ดันดาล์ค, สาธารณรัฐไอร์แลนด์) - 18 นัด
  • มิโอแดรก โบโซวิช (เร้ด สตาร์ เบลเกรด, เซอร์เบีย) - 16 นัด
  • มัตยาซ เค็ค (เอชเอ็นเค ริเยก้า, โครเอเชีย) - 15 นัด

Stephen Kenny

คว้าแชมป์ลีกได้ในเดือนตุลาคม

  1. แยน แอนเดอร์สสัน (นอร์โคปิ้ง, สวีเดน)
  2. วัลดาส ดามเบราคาส (เอฟซี ซัลกิริส, ลิทัวเนีย)
  3. วิคตอร์ส โดเบรคอฟส์ (เลปายา, ลัตเวีย)
  4. นอร์แบร์ต เฮิร์ท (ฟลอร่า ทัลลินน์, เอสโตเนีย)
  5. โกรา อิงเกบริจต์เซน (โรเซนบอร์ก, นอร์เวย์)
  6. สตีเฟน เคนนี (ดันดาล์ค, สาธารณรัฐไอร์แลนด์)
  7. ซิโม วาลาคารี (เอสเจเค เซนาโยกิ, ฟินแลนด์)

More features every day on FFT.com