เปิดตำราคุมทีมฉบับ “เป๊ป กวาร์ดิโอลา” : 16 สูตรสำเร็จแห่งการเป็นแชมป์

สาวกพรีเมียร์ลีกคงจะได้เห็นฝีมือของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา กุนซือป้ายแดงแห่งถิ่นเอติฮัด สเตเดี้ยมไปกันบ้างแล้ว ทว่าวันนี้ แอนดี้ เมอร์เรย์ คอลัมนิสต์ของเราได้วิเคราะห์เอาไว้ถึงรูปแบบการทำทีม รวมถึงรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ เกี่ยวกับกุนซือเลือดสเปนรายนี้ไว้ชนิดที่ว่าละเอียดยิบ เรียกได้ว่านี่คือตำราของกุนซือรายนี้ มาร่วมติดตามกับเราได้พร้อมๆ กันได้ที่นี่!

เป๊ป กวาร์ดิโอลา ขึ้นชื่อว่าเป็นกุนซือหนุ่มยุคใหม่ที่ดีที่สุดคนหนึ่งของยุโรป ความสำเร็จอันล้มหลามของเขาสมัยคุมทัพบาร์เซโลนาและบาเยิร์น มิวนิค ทำให้เขาตกเป็นข่าวมาอย่างยาวนานกับทีม “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งในที่สุด เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เราก็ได้เห็นทั้งคู่มาลงเอยด้วยกันเสียที อย่างไรก็ตามการแข่งขันเพียงไม่กี่นัดอาจจะยังบอกอะไรไม่ได้มากนั้น ดังนั้นเรามาเปิดตำราเจาะลึกถึงแนวทางของกุนซือเลือดกระทิงดุรายนี้กันดีกว่า

คุมทุกอย่างเอง

จงอย่าถามว่า เป๊ป กวาร์ดิโอลา ต้องรับผิดชอบส่วนไหนในสโมสรบ้าง เพราะเขาคือชายผู้ที่ต้องการเป็นที่รักของทุกคนในสโมสร และต้องการอำนาจการตัดสินใจไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่อย่างการซื้อตัว การใช้เงิน ไปจนถึงเรื่องเล็กๆ ในสนามซ้อมเลยทีเดียว เรียกได้ว่าหากได้เขาเข้ามานั่งเก้าอี้กุนซือแล้วละก็ ขอให้ทุกคนรับมือกับการผ่าตัดทีมครั้งใหญ่ได้เลย

กวาร์ดิโอลาเริ่มงานผู้ฝึกสอนกับทีมสำรองของบาร์เซโลนา ซึ่งหลังจากคุมทีมได้ราวๆ 1 ปี โจน ลาปอร์ต้า ประธานสโมสร “เจ้าบุญทุ่ม” ในเวลานั้น ก็จัดการผลักดันอดีตกัปตันทีมรายนี้ขึ้นมาเป็นกุนซือชุดใหญ่แทนที่ของ แฟรงค์ ไรจ์การ์ด ที่โบกมืออำลาทีมออกไป แน่นอนว่ามันทำให้เป๊ปและลาปอร์ต้านั้นมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ทว่าหลังจากที่ ซานโดร โรเซลล์

ชายผู้ที่กวาร์ดิโอลาดูจะไม่ค่อยจะลงรอยด้วยซักเท่าไหร่เข้ามาแทนที่ของลาปอร์ต้าได้ไม่กี่ปี กวาร์ดิโอลาก็ตัดสินใจโบกมืออำลาทีมไปในที่สุด โดยหลังจากนั้น เจ้าตัวก็เก็บข้าวของเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลกว่า 6,000 กิโลเมตรเพื่อไปพักผ่อนอยู่ที่มหานครนิวยอร์ก

หลังจากพักผ่อนบนดินแดนลุงแซมได้ระยะหนึ่ง เป๊ปก็หวนกลับมาวงการลูกหนังอีกครั้ง ซึ่งในครั้งนี้เจ้าตัวเลือกประเทศเยอรมันเป็นสถานีปลายทาง เพื่อที่กวาร์ดิโอลาจะเข้าไปคุมทัพ “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิค ยอดทีมแห่งเมืองเบียร์นั้นเอง

และก็เป็นอีกครั้งที่เจ้าตัวดูจะมีปัญหากับสมาชิกในทีม เพรามีรายงานว่าเจ้าตัวดันไปมีปากเสียงกับ ฮานส์-วิลเฮล์ม มุลเลอร์ หมอเทวดาประจำถิ่นอัลลิอันซ์ อารีน่า ที่รับใช้สโมสรแห่งนี้มานานถึง 38 ปี โดยกวาร์ดิโอลาเชื่อว่าสาเหตุที่ลูกทีมของเขาได้รับบาดเจ็บบ่อยๆ นั้นในช่วงนั้น เป็นความผิดของหมอมากประสบการณ์รายนี้ และด้วยเหตุนี้จึงทำให้ทั้งคู่อยู่ร่วมทีมกันไม่ได้อีกต่อไปซึ่งสุดท้ายแล้วก็เป็นคุณหมอเทวดาผู้ที่ต้องเก็บข้าวของออกจากทีมไปตามระเบียบ ยุติช่วงเวลาเกือบ 4 ทศวรรษกับสโมสรไว้เพียงอดีต

ความสัมพันธ์ระหว่างกวาร์ดิโอลา และ อูลี เฮอเนส ประธานสโมสรในเวลานั้นเรียกได้ว่าเข้าขั้นสนิทสนมเลยทีเดียว เพราะพวกเขามักจะทานอาหารร่วมกันพร้อมกับแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิตกันอย่างสนุกสนาน ทว่าหลังจากที่นายใหญ่แห่งค่ายเสือใต้เข้าไปพัวพันกับคดีหนีภาษีจนมีอันต้องติดคุกติดตารางไป ทำให้เป๊ปออกอาการเคว้งไปเลยทีเดียว ทว่าสุดท้ายมันก็ค่อยๆ ดีขึ้น เมื่อ คาร์ล ไฮนซ์ รุมเมนิเก้ ประธานฝ่ายบริหารของสโมสรผู้ที่เชื่อมั่นในความสามารถของเป๊ปมาโดยตลอดบอกกับเขาว่า ทัพบาเยิร์น มิวนิคจะต้องเดินไปข้างหน้าต่อไปแม้ว่าจะสูญเสียหัวเรือใหญ่ไปก็ตาม

Sightscreens at Bayern Munich's training ground

เป๊ป สั่งให้สโมสรติดผ้าใบป้องกันไม่ให้คนนอกดูขณะที่ทีมฝึกซ้อมได้

ย้อนกลับไปเมื่อฤดูกาลสุดท้ายของเขากับทัพอาซูลกราน่า กวาร์ดิโอลาต้องการที่จะปล่อยตัว เคราร์ด ปิเก้ ปราการหลังตัวเก่ง และ ดาเนียล อัลเวส แบ็คจอมบุกในเวลานั้นออกจากทีมไป ทว่าสุดท้ายแล้วมันก็ไม่เคยเกิดขึ้น และคนที่เป็นฝ่ายไปเองก็คือ เป๊ป…

สรุปได้ว่า ทำตามที่เขาต้องการซะ หรือไม่เช่นนั้นเขาจะเป็นฝ่ายเดินจากไป

แทคติกหลากหลาย

กุนซือเลือดสเปนรายนี้เป็นกุนซือที่เลือกใช้แทคติกหลากหลายทีเดียว ทว่าไม่ว่าเขาจะเปลี่ยนแผนไปกี่แบบก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยก็คือความคาดหวังในตัวนักเตะ เพราะอะไรนะหรอ? ก็เพราะว่าเป๊ปผ่านการเรียนรู้รูปแบบการเล่นมาอย่างมากมายสมัยเป็นนักเตะ ซึ่งเขาก็ผ่านมาได้อย่างไร้ที่ติ

“เดี๋ยวนายลงไปเล่นเป็นตำแหน่งปีกนะ” อดีตเทรนเนอร์ของลา มาเซีย รายนี้กล่าวกับ โอริโอล ทอร์ท กองกลางวัย 13 ปี หลังจากทีมที่ของพวกเขาตกเป็นฝ่ายตามอยู่ 1-0 ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะจับมิดฟิลด์ตัวกลางมาเล่นเป็นปีกดื้อๆ แบบนั้น ทว่ากวาร์ดิโอลาทำได้ เขาจับกองกลางรายนี้ถ่างออกมายืนอยู่ริมเส้นและทำได้ดีทีเดียว

“วันนั้นเราชนะ 3-1 ลูกทีมของผมได้สัมผัสบอลมากขึ้นในช่วง 15 นาที ซึ่งผมคิดว่ามันมากกว่าตลอดทั้งครึ่งเลยละมั้ง เพียงแค่การปรับทัพเล็กน้อย ผมก็สามารถเปลี่ยนกระแสของเกมได้แล้ว ผมคิดว่าทอร์ทรู้เรื่องเกี่ยวกับฟุตบอลดีกว่าคนที่คิดค้นมันเสียอีกนะ” เป๊ป เขียนเอาไว้ในหนังสือ La Meva Gent, El Meu Futbol ที่เขาเป็นคนเขียนเอง

แน่นอนว่าหากเด็กอายุ 13 ทำได้ แล้วใครจะทำไม่ได้ล่ะ….

Pep Guardiola talks to Xabi Alonso

กวาร์ดิโอลาต้องการให้ลูกทีมของเขาเล่นได้หลากหลาย

กุญแจคือการสื่อสาร

ถ้าจะพูดง่ายๆ ก็คือ เป๊ป เป็นกุนซือที่ชอบพูดคุยเกี่ยวกับฟุตบอล ทุกๆ ครั้งที่เขาไปคุมทีมไหนก็ตาม สิ่งที่แรกที่เขามักจะทำก็คือการ “คุย” เขาจะคุยกับนักเตะทุกๆ คนในตอนเช้าก่อนที่ทุกคนจะลงสนามซ้อม (“เขาใช้เวลาทั้งหมดในการอธิบายให้เราเข้าใจว่าเขาต้องการอะไรจากเรา” ดาเนี่ยล อัลเวส กล่าว) อีกทั้งเขายังไม่รีรอที่จะชมนักเตะของตัวเองดัวยหากใครก็ตามสมควรได้รับมัน

กวาร์ดิโอลามักจะใช้เวลาราวๆ 2 ชั่วโมงต่อวันเพื่อพูดคุยกับลูกทีมเขาเป็นรายคนเพื่อที่จะใช้ประสบการณ์ส่วนตัวในฐานะนักเตะเพื่อช่วยให้ลูกทีมเค้นฟอร์มเก่งออกมาตามที่เขาต้องการ โดยเฉพาะกรณีของ เยโรม บัวเต็ง กองหลังตัวเก่งของทีมเสือใต้ ที่เป๊ปช่วยขัดเกลาให้บัวเต็งเป็นกองหลังที่เล่นบอลแบบมีสมองมากกว่ามีแต่พละกำลัง ขณะเดียวกัน ฟิลิปป์ ลาห์ม เองก็ใช้เวลา 15 นาทีทุกๆ วัน เพื่อรับวิชาการเล่นมิดฟิลด์จากอดีตแข้งรายนี้ ส่วนนักเตะที่ใช้สัญชาตญานในการเล่นอย่างริเบรีนั้นคงไม่ต้องพูดอะไรมาก

“เขา (เป๊ป กวาร์ดิโอลา) ไม่ได้เพียงแค่บอกเราว่าต้องทำอะไร แต่เขาบอกเราด้วยว่าทำไมเราต้องทำแบบนั้น” เคราร์ด ปิเก้ กล่าวถึงอดีตเจ้านาย

Arjen Robben celebrates his goal with manager Pep Guardiola

สายสัมพันธ์ระหว่างกุนซือรายนี้และลูกทีมของเขานั้นค่อนข้างแน่นแฟ้นทีเดียว

กวาร์ดิโอลานับเป็นกุนซือที่ใกล้ชิดกับลูกทีมของเขามากๆ คนหนึ่ง เห็นได้จากเมื่อปี 2014 ตอนที่ ปิแอร์ เอมิล ฮอยจ์เบิร์ก ดาวรุ่งของทีมสูญเสียคุณพ่อของเขาไปจากโรคมะเร็ง เชื่อหรือไม่ว่ากวาร์ดิโอลาถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาทันที นอกจากนั้นกุนซือเลือดสเปนรายนี้ยังต้องการที่จะให้มีการส่งชื่อตัวจริงและตัวสำรองรวมกันได้ 20 คนในเกมหนึ่งๆ เพราะเขาเกลียดการที่จะมาบอกกับใครคนใดคนหนึ่งว่าจะไม่มีชื่อติดทีมชุด 18 คนตอนแมตช์เดย์

ยิ่งไปกว่านั้น กวาร์ดิโอลาเป็นคนที่เลือกใช้คำพูดหลากหลายกับนักเตะของตัวเอง ซึ่งที่เป็นเช่นนั้น ไม่ใช่ว่าเขาต้องการใช้จิตวิทยาหรืออะไร เพียงแต่เขาต้องการจะสื่อความรู้สึกของตัวเองให้ตรงที่สุดกับลูกทีมของเขาเท่านั้นเอง “พวกคุณทุกคนยอดเยี่ยมมากๆ” กวาร์ดิโอลากล่าวกับลูกทีมเจ้าบุญทุุ่มก่อนที่พวกเขาจะลงสนามไปตัดสินแชมป์กับบียาร์เรอัลเมื่อปี 2010 ซึ่ง 2 วันก่อนหน้านั้น ทัพเจ้าบุญทุ่มเพิ่งจะพ่ายให้กับอินเตอร์ มิลานของ โชเซ่ มูรินโญ่ มาหมาดๆ “ผมแค่อยากบอกพวกคุณเพียงอย่างเดียว วันนี้หากคุณลงไปเล่นแล้วแพ้จนเราทำแชมป์หลุดมือ ขอให้จำไว้ว่ามันไม่เป็นไร อย่าไปใส่ใจกับมัน”

แมตช์ในวันนั้นจบลงด้วยสกอร์ 4-0 แน่นอน “พวกเขาชนะ”

สร้างทีมโดยมีศูนย์กลาง

ทุกๆ ครั้งที่ลูกทีมลงสนาม เป๊ป จะเลือกนักเตะคนหนึ่งมาทำหน้าที่ขับเคลื่อนเกมราวกับเป็นคอนดัคเตอร์ของวงออร์เครสต้ายังไงยังงั้น ซึ่งคนที่รับบทนี้ในถิ่นคัมป์ นู ก็คือ เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ มิดฟิลด์ตัวรับของทีม (หรือบางครั้งก็เป็น ชาบี เอร์นานเดซ หรือ อันเดรส อิเนียสต้า) ขณะที่ในถิ่นอัลลิอันซ์ อารีนานั้น ทั้ง ธิอาโก้ อัลคันทารา, ชาบี อลอนโซ และ ฟิลิปป์ ลาห์ม ต่างก็ผ่านบทบาทนี้มากันหมด

ย้อนไปเมื่อปี 2001 เป๊ปเคยเขียนไว้ในหนังสือชีวประวัติของตัวเองว่า “โยฮัน ครัฟฟ์ เคยบอกกับผมว่า ถ้าเกิดผมถูกทำฟาวล์ นั่นหมายความว่าผมเองนี่แหละที่เป็นคนผิด เพราะผมเก็บบอลไว้กับตัวนานเกินไป ผมต้องพยายามปล่อยบอลให้เพื่อนร่วมทีมก่อนที่จะโดนทำฟาวล์ให้ได้”

นอกจากนั้น กวาร์ดิโอลามักจะสอนให้ลูกทีมของเขารู้จักการดึงจังหวะด้วย เขามักจะบอกให้บรรดาผู้เล่นของเขาเก็บบอลไว้กับตัวนานขึ้นเล็กน้อย เพื่อที่จะดึงให้ผู้เล่นฝั่งตรงข้ามหลงกล “สมัยที่ผมเป็นนักเตะ ผมมักจะพยายามดึงจังหวะไว้นิดหน่อยเพื่อให้คู่แข่งคิดว่าผมจะส่งบอลออกข้าง ซึ่งพอคู่แข่งเปิดช่อง โป้ง! ผมแทงเข้ากลางทันที” กวาร์ดิโอลาเผยทริคของเขาเอาไว้ในหนังสือ “Pep Confidential” เมื่อปี 2014

การตัดสินใจจับลาห์ม ที่เล่นแบ็คขวามาโดยตลอด ขยับเขามายืนด้านในเป็นกองกลางนั้นนับเป็นเรื่องน่าแปลกใจสำหรับใครหลายๆ คน

“เขาฉลาดมากๆ เลยล่ะ แถมยังเข้าใจเกมเป็นอย่างดี เขารู้ว่าจังหวะไหนควรหุบเข้ามาด้านใน หรือจังหวะไหนที่จะต้องปักหลักอยู่ริมเส้น ผมว่าผู้ชายคนนี้โคต**เก่งเลยนะ” กวาร์ดิโอลาพูดถึงลูกทีมของเขา

ถ้าจะให้กล่าวสั้นๆ ลาห์มเป็นมิดฟิลด์ที่เล่นได้มีระเบียบมากๆ เขาจะรู้เสมอว่าเพื่อนร่วมทีมของเขาอยู่ตรงไหน หน้าที่ของเขาคือการเก็บบอล หาตำแหน่งและคอยตัดบอลคู่แข่งให้ได้ แน่นอนว่าคนที่จะเล่นในตำแหน่งนี้ได้นั้นต้องฉลาดและเข้าใจในเกมสูงมากๆ แถมการที่เจ้าตัวต้องมารับบทนี้เพียงคนเดียวจากเดิมที่ควรจะเป็น 2 คน ตามแผน 4-2-3-1 นั้นก็เพราะว่ากวาร์ดิโอลาจะสามารถเล่นเกมบุกได้อย่างเต็มที่

ขณะเดียวกัน หากกวาร์ดิโอลาต้องการครองเกมเหนือคู่แข่งให้ได้ทั้งหมด ผู้เล่นที่เขาจะเลือกใช้บริการก็คือ ธิอาโก้ กองกลางผู้ที่เขาจำเพาะเจาะจงว่าต้องซื้อมาร่วมทีมให้ได้ตั้งแต่รับไม้ต่อมาจากกุนซือคนเก่าในปี 2013

“พื้นฐานก็คือการครองบอลและเปิดเกมจากแดนหลัง” ธิอาโก้ พูดถึงแทคติกที่กวาร์ดิโอลาใช้สมัยที่อยู่กับบาร์ซาและบาเยิร์น “แน่นอนว่าทุกทีมล้วนแตกต่างกัน แต่ผมบอกได้เลยว่า ทุกๆ ทีมที่เป๊ปคุมนั้น พื้นฐานของพวกเขาคือการครองบอล มันเหมือนเป็นเครื่องหมายการค้าของเขาไปแล้ว”

32 นาที

ความหลงใหลในฟุตบอลของกวาร์ดิโอลานั้นเป็นที่รู้ๆ กันอยู่ เราต้องรู้ว่าเขาทุ่มเททุกเช้าในการวางแผนจัดโปรแกรมฝึกซ้อมให้ลูกทีม เลือกแผนการเล่นที่จะใช้ในเกมต่อไป หรือเรื่องการซื้อตัวของทีม อีกทั้งเขายังใช้เวลาส่วนหนึ่งในการศึกษาคู่ต่อสู้รายต่อไปด้วย ซึ่งแน่นอนว่าความทุ่มเทของเขามันจะสำเร็จก็ต่อเมื่อเขาสามารถสร้างแนวทางการเล่นของทีมให้ตรงตามที่เขาต้องการ และลูกทีมของเขาสามารถตอบสนองออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มาเนล เอสติอาร์เต้ ผู้ช่วยส่วนตัวของกวาร์ดิโอลา ได้ตั้งกฏ 32 นาทีขึ้นมา มันคือจำนวนนาทีที่กวาร์ดิโอลาสามารถหันหน้าหนีจากอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับฟุตบอลได้ บางครั้งเขาหมกมุ่นอยู่กับฟุตบอลจนต้องมีคนบอกให้เขาไปกินข้าว หรือกลับบ้านไปเล่นกับลูกๆ ของเขา มาเรีย, มาริอุส และวาเลนติน่าบ้าง เขาถึงจะละจากสิ่งเหล่านี้ได้ ทว่าหลังจากเวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง กุนซือรายนี้ก็จะพาตัวเองกลับมาอยู่ในโลกของฟุตบอลอีกอยู่ดี

“เขาจะนั่งมองเพดาน และเวลาที่คุณพูดกับเขา ถึงแม้ว่าเขาจะพยักหน้าเหมือนได้ยินคุณ แต่ความจริงแล้ว เขาคงกำลังคิดถึงกองหลังคู่แข่งนัดต่อไปอยู่แน่ๆ” เอสติอาร์เต้กล่าวไว้ในหนังสือ Pep Confidential

รูปแบบเกมรับคือสิ่งสำคัญ

แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะรู้จักเป๊ปในนามกุนซือที่เน้นเกมรุก แต่รู้หรือไม่ว่าจริงๆ แล้วเขาทุ่มเทกับการเล่นเกมรับแค่ไหน การที่เขาจริงจังกับเรื่องนี้แน่นอนว่ามันก็ตอบแทนออกมาเป็นฟอร์มที่ยอดเยี่ยมดังที่เห็นๆ กัน โดยนับตั้งแต่ที่เขาเข้ามาคุมทัพเสือใต้ตั้งแต่วันแรกจนถึงช่วงพักเบรคหนีหนาวฤดูกาล 2015/16 เชื่อหรือไม่ว่า ทีมเสือใต้ลงสนามในลีกทั้งหมด 85 นัด พวกเขาเสียเพียงแค่ 49 ประตู แถมยังเก็บคลีนชีทได้ถึง 50 นัดอีกด้วย

“การเล่นเกมรุกนั้นค่อนข้างเป็นเรื่องของความสามารถเฉพาะตัว แต่เกมรับมันคือเรื่องของการฝึกซ้อม ถ้าคุณต้องการเล่นเกมบุกเยอะๆ คุณก็ต้องมีแผนเกมรับที่ดีจริงๆ ก่อน” กุนซือเลือดกระทิงดุ กล่าว

ฆาบี มาร์ติเนซ กองหลังของบาเยิร์น มิวนิคครั้งหนึ่งก็เคยต้องปรับแนวทางการเล่นของตัวเองชนิดที่ว่าเริ่มจาก 0 ใหม่เพื่อให้เข้ากับของเป๊ป โดยสลัดระบบการเล่นแบบประกบตัวที่เคยรู้จักในแคว้นบาสก์ มาเริ่มต้นรู้วิธีการเล่นเกมรับแบบยืนคุมโซน แน่นอนว่ามันใช้เวลาพอสมควรสำหรับเจ้าตัว โดยเฉพาะ 6 เดือนแรกที่เรามักจะได้ยินเสียงของกุนซือใหญ่ตะโกนลั่นสนามซ้อมซาเบเนอร์ สตราสเซ่ (เป็นภาษาสแปนิชตลอด) ว่า “ฆาบี เติมขึ้นไปสิ”, “ไม่ใช่ตอนนี้ฆาบี” หรือ “ดูดานเต้สิ ฆาบี”

Pep Guardiola chats to Javi Martinez

เป๊ปเคี่ยวมาร์ติเนซจนอัพเลเวล

“เราซ้อมเชิงแทคติกเยอะมากๆ เขาให้ผมดูคลิปกว่า 200 คลิป และสอนผมว่าคอนเซ็ปต์ในการเล่นแบบที่เขาต้องการเป็นยังไง เมื่อไหร่ที่ควรขยับ เมื่อไหร่ที่ควรเลี้ยง เมื่อไหร่ที่ต้องประกบ เขารู้ว่าต้องสอนผมอย่างไรในทุกๆ ครั้งที่เราพบกัน ผมคิดว่าเขาสุดยอดมากๆ” กองหลังรายนี้กล่าว

ความจริงแล้วสิ่งที่กวาร์ดิโอลาต้องการนั้นคือการเล่นเป็นทีม หรืออีกนัยหนึ่งก็คือการที่ทั้งทีมเล่นไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องของการเพรสซิ่ง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากกองหลังของทีมเพรสซิ่งสูง นั่นหมายความว่ามิดฟิลด์ตัวกลางก็จะต้องถอยลงมาทดแทนกัน เช่นเดียวกับปีกที่จะต้องลงมาแทนตำแหน่งของฟูลแบ็ค ซึ่งถ้าหากลองเปรียบเทียบยุคของเป๊ป และกุนซือคนก่อน จะเห็นว่าเขาปรับให้ลูกทีมบีบสูงขึ้นราวๆ 7 เมตร แน่นอนว่าการเล่นเกมมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย นักเตะจะต้องผ่านการฝึกซ้อมมาอย่างหนักเนื่องจากพวกเขาต้องรู้ว่าจังหวะของตัวเอง

ทว่าแทคติกเกมรับของกวาร์ดิโอลานั้นไม่ได้จบเพียงแค่ลูกทีมของเขาแย่งบอลคืนสำเร็จ แต่เมื่อเปลี่ยนจากรับเป็นรุก ลูกทีมทุกคนจะต้องเติมขึ้นไปสนับสนุนคอนดัคเตอร์ของพวกเขาด้วย กวาร์ดิโอลาต้องการให้ลูกทีมของเขาผ่านบอลกันให้ได้ถึง 15 ครั้งยามที่อยู่ในสนาม ซึ่งหากทำได้ มันจะเป็นการรักษารูปแบบการยืนไปในตัวแม้ว่าจะเปิดเกมรุกใส่คู่แข่งอยู่ ดังนั้นนี่จึงแผนที่เปลี่ยนจากรับเป็นรุกได้อย่างรวดเร็ว แถมยังป้องกันคู่ต่อสู้ไม่ให้มีโอกาสสวนกลับเร็วได้อีกด้วย

ทว่าสิ่งหนึ่งที่เขาไม่ชอบก็คือ การที่ลูกทีมต่อบอล 15 ครั้งโดยที่ไม่ได้ขยับไปไหน มันจึงเป็นที่มาว่า กวาร์ดิโอลาเกลียดการเล่นแบบ “ติกิ-ตาก้า”

 

READ ON: Pep's hate for tiki-taka and his nutrition obsession

Pages